น้ำตาจะไหล AI สอนการบ้านลูกได้แล้ว
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
Instagram : @sueching
Facebook.com/JitsupaChin
น้ำตาจะไหล
AI สอนการบ้านลูกได้แล้ว
“สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอยู่กับลูกชาย ผมอยากให้คุณช่วยติวโจทย์เลขให้ลูกผมหน่อย ไม่ต้องบอกคำตอบเขานะ คุณสามารถถามคำถามเขาแล้วค่อยๆ ชี้ทางที่ถูกต้องไป ผมอยากให้ลูกเข้าใจด้วยตัวของเขาเอง”
นี่คือสิ่งที่พ่อคนหนึ่งพูดกับ GPT-4o ซึ่งเป็น AI ใหม่ที่ OpenAI เพิ่งจะเปิดตัว โดยเป็นคลิปวิดีโอที่ต้องการแสดงว่า GPT-4o มาพร้อมความสามารถในการติวหนังสือ ที่สำคัญมันยังสื่อสารได้ด้วยภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ อัพเกรดความสามารถในการสื่อสารมาจนใกล้เคียงกับมนุษย์ขึ้นกว่าเวอร์ชั่นเดิมที่ต้องสั่งงานด้วยการพิมพ์เป็นหลัก
GPT-4o ทำหน้าที่ตามที่คุณพ่อร้องขอ คือค่อยๆ สอนวิธีการทำโจทย์คณิตศาสตร์ให้กับน้องผู้ชายไปทีละขั้นๆ
น้องสามารถพูดแทรก พูดขัดในระหว่างที่ AI กำลังพูดอยู่ได้คล้ายกับการสนทนาระหว่างมนุษย์จริงๆ จนเขาสามารถแก้สมการได้สำเร็จในที่สุด
การใช้ AI ช่วยแก้โจทย์คณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องใหม่เอี่ยมที่เพิ่งจะมาพร้อมกับ GPT-4o เพราะก่อนหน้านี้นักเรียนก็รู้จักเครื่องมือนี้กันอยู่แล้ว
นักเรียนยุคใหม่สามารถใช้ AI ในโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพโจทย์จากหนังสือคณิตศาสตร์ แล้วให้ AI แก้โจทย์ให้โดยแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นขั้นตอนอย่างละเอียดไปจนถึงคำตอบสุดท้าย
ฉันลองนึกถึงสมัยตัวเองเป็นนักเรียนว่าผ่านการทำโจทย์ยากๆ มาได้ด้วยวิธีไหนบ้างซึ่งก็น่าจะไม่พ้นการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือครูสอนพิเศษ แต่เด็กรุ่นใหม่ในยุคก่อน AI ก็น่าจะมีตัวช่วยมากกว่านั้น อย่างเช่น การเสิร์ชหาจากวิดีโอสอนทำโจทย์บน YouTube แล้วเลือกอันที่ใกล้เคียงมากที่สุดซึ่งใช้เวลามากกว่าการให้ AI ทำให้เยอะ
ไม่ใช่แค่วิชาคณิตศาสตร์ แต่ AI ที่มีในท้องตลาดตอนนี้สามารถช่วยนักเรียนทำโจทย์ได้หลากหลายวิชาตั้งแต่วิชาประวัติศาสตร์ไปจนถึงฟิสิกส์ เว็บไซต์ Tech Cruch บอกว่ามีแอพพลิเคชั่น AI ช่วยทำโจทย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสองแอพพ์คือ Question AI กับ Gauth ที่ล้วนเป็นแอพพ์จากจีนทั้งคู่
แต่เป็นแอพพ์ที่เน้นทำการตลาดกับนักเรียนอเมริกันเป็นหลัก จนมียอดดาวน์โหลดในสหรัฐหลายล้านครั้ง
เมื่อได้เห็นว่าเด็กนักเรียนยุคใหม่ตอบรับกับเครื่องมือ AI ช่วยทำการบ้านขนาดนี้ก็คาดเดาได้ไม่ยากเลยว่าหากแอพพ์เหล่านี้มีความสามารถที่เก่งกาจขึ้นในระดับขั้นที่ GPT-4o สาธิตไว้ให้ดูในคลิปวิดีโอ แอพพ์ AI เหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของนักเรียนยุคนี้แบบแกะไม่ออกแน่นอน
ความเก่งของ GPT-4o ยังครอบคลุมไปถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนสไตล์ ท่าที และน้ำเสียง ที่ใช้ในการคุยกับนักเรียนด้วย
เราสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ AI มีสไตล์สอนที่เหมาะกับจริตในการเรียนแบบไหน เช่น สไตล์สอนแบบใจดี มีอารมณ์ขัน หรือสอนแบบมีความคิดสร้างสรรค์
ลองคิดดูว่าถ้าคนที่สอนเราทำการบ้านมีสไตล์แบบที่เราเรียนด้วยแล้วมีความสุข ไม่ต่อต้าน จะทำให้การเรียนของเราเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นได้แค่ไหน
คนที่ได้ดูคลิปวิดีโอ GPT-4o ติวคณิตศาสตร์ก็ล้วนแสดงความเห็นน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป คนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองดูแล้วก็รู้สึกดีใจว่าต่อไปนี้จะไม่ต้องสอนการบ้านลูกด้วยตัวเองอีกต่อไปแล้ว เพราะก็ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยใหม่เรียนยากขึ้นจริงๆ และพ่อแม่เองก็ผ่านการเรียนวิชาเดียวกันนี้มานานหลายปีจนอาจจะคืนคุณครูไปหมดแล้ว การต้องสอนการบ้านลูกจึงถือเป็นหนามตำใจของพ่อแม่มายาวนาน
บางคอมเมนต์ก็มองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการตกงานของครูสอนพิเศษ ทั้งครูสอนพิเศษแบบรับพาร์ตไทม์สอนตามบ้าน ไปจนถึงศูนย์ติวเตอร์ใหญ่ๆ ที่มีสาขาทั่วโลก เพราะหากเทียบกันแล้วค่าสมัครสมาชิกใช้งาน AI จ่ายเป็นรายปียังไม่แพงเท่าจ่ายให้ครูพิเศษเป็นรายชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่า AI ติวเตอร์จะดูดีแค่ไหนแต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมที่จะระมัดระวังก็คือไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า AI จะให้คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป และจริงๆ มันก็พ่นคำตอบที่ผิดออกมาบ่อยครั้ง นักเรียนบางคนก็รู้ข้อจำกัดนี้ดี และลดโอกาสความผิดพลาดด้วยการตรวจสอบคำตอบจากแอพพ์อื่นๆ ด้วยอีกทาง
คำถามที่น่าสนใจที่สุดและฉันก็เชื่อว่าเรายังไม่มีคำตอบที่ถูกต้องในตอนนี้ก็คือระบบการศึกษาต้องรับมือกับเครื่องมือ AI ประเภทนี้อย่างไร เราจะป้องกันไม่ให้นักเรียนพึ่งพา AI จนไม่สามารถคิดหาคำตอบเองได้ด้วยวิธีไหน จะปิดกั้น สั่งห้าม ไม่ให้นักเรียนใช้ AI เลยก็คงทำไม่ได้
ฉันคิดว่าสิ่งที่เราพอจะทำได้คงต้องแบ่งเป็นทั้งฝั่งพ่อแม่ คุณครู และฝั่งนักพัฒนาแอพพลิเคชั่น
ฝั่งพ่อแม่หรือคุณครูจะต้องทำความเข้าใจกับเด็กนักเรียนว่า AI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเสริมความเข้าใจในวิชาเรียนต่างๆ ให้ดีขึ้นแต่ก็ต้องรับรู้ไว้ด้วยว่ามันก็มีข้อบกพร่องและไม่ได้ถูกต้องเสมอไป พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจวิชาที่เรียนด้วยตัวเอง ว่าทักษะต่างๆ ที่เรียนไป หากเราสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่ง AI มันจะส่งเสริมให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง
ส่วนในฝั่งของนักพัฒนาก็จะต้องมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนร่วมกันว่า AI เหล่านี้จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำการบ้านแทนนักเรียน แต่จะต้องได้รับการออกแบบมาให้ช่วยประคับประคอง ค่อยๆ เสริมสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และควรจะมีวิธีที่ใช้เพื่อวัดความเข้าใจก่อนจะไปถึงคำตอบสุดท้าย
อีกอย่างที่อาจจะทำได้ไปพร้อมๆ กันก็คือการทำให้ AI สามารถตรวจจับได้ด้วยว่างานชิ้นไหนเป็นงานที่นักเรียนสร้างสรรค์ขึ้นด้วยไอเดียของตัวเอง
และงานชิ้นไหนใช้ AI เข้ามาช่วยสร้างให้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูวัดผลนักเรียนได้
ฉันเห็นบางคอมเมนต์เป็นกังวลว่าเทคโนโลยีอย่าง AI จะมาลดทอนช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเหนียวแน่นขึ้นอย่างช่วงเวลาที่พ่อแม่สอนการบ้านให้ลูก ซึ่งก็เป็นความกังวลที่เข้าใจได้
แต่ฉันก็เชื่อว่าช่วงเวลาแบบนั้นจะไม่ถูกทำลายทิ้งไปโดยสิ้นเชิง แต่จะถูกทดแทนด้วยเนื้อหาใหม่ๆ เช่นแทนที่พ่อแม่จะปล่อยให้ AI สอนการบ้านลูกแบบเดี่ยวๆ พ่อแม่ก็อาจจะนั่งอยู่ด้วยกัน ฟัง AI ไปพร้อมกัน และพูดคุยกับลูกในบางจุดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้น
ดีไม่ดี มี AI เป็นคนกลางแบบนี้ อาจจะทำให้หน้ากระดาษที่ครั้งหนึ่งเคยเปียกแฉะไปด้วยน้ำตาของลูกที่ถูกพ่อแม่ดุตอนสอนการบ้านกลับแห้งเหือดไปก็ได้
https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำตาจะไหล AI สอนการบ้านลูกได้แล้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com