โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รอยพระพุทธบาท นอกเหนือจากการเป็น “สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ส.ค. 2565 เวลา 06.55 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2565 เวลา 06.55 น.
ภาพที่ พระบาทจากวัดพระราม (ภาพจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ในเมืองไทยมี “รอยพระพุทธบาท” อยู่หลายแห่ง เรียกกันด้วยชื่อต่างๆ กัน เช่น รอยพระบาท ที่สระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี, รอยยุคลบาท วัดบวรนิเวศ, พระบาท วัดพระราม (ที่จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร), พระบาทวัดธรรมามูล และวัดเขาท่าพระ จังหวัดชัยนาท, พระบาทวัดชมภูเวก จังหวัดนนทบุรี, พระบาท จังหวัดสระบุรี ฯลฯ ที่มีผู้เคารพศรัทธาในฐานะของสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2565 จึงนำเสนอบทความของ รศ. ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ที่ชื่อ “พระพุทธบาท : สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาการเมืองสมัยอยุธยา” อธิบายเรื่องราวของพระพุทธบาทกว้างขวางกว่าการเป็น “สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์”

ในที่นี้ขอยก “พระบาท (จังหวัด) สระบุรี” ที่รู้จักทั่วไป เป็นกรณีตัวอย่างกับมุมมองอื่นๆ เริ่มจากการพบพระบาท พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) บันทึกว่า จ.ศ. 968 (พ.ศ. 2149) ค้นพบรอยพระบาทที่เมืองสระบุรี เมื่อราชสำนักรับรองว่าพระบาทสระบุรีคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่อาณาจักร สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็โปรดให้ฝรั่งส่องกล้องทำทางจากท่าเจ้าสนุกถึงพระบาทและตั้งตำหนักที่บริเวณท่าเจ้าสนุก

เอกสารคำให้การขุนโขลน เรื่องพระพุทธบาท ในประชุมพงศาวดาร เล่ม 8 ซึ่งเป็นคำให้การของขุนนางที่เคยรับราชการที่พระพุทธบาทแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศจนถึงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 กล่าวว่า ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ขุนสัจพันธคีรีเป็นหัวหน้าพร้อมกับขุนหมื่นอีกหลายนายกำกับปะขาว และมีการพระราชทานปืนสำหรับไว้ที่พระพุทธบาท

ทั้งยังกล่าวถึงกรมการเมืองปรันตปะ (ขีดขิน) ที่ต้องขึ้นมารักษาที่พระพุทธบาท และยังมีขุนนางตำแหน่งยกกระบัตรที่ส่งขึ้นมาจากเมืองหลวง รวมถึงขุนนางที่มีหน้าที่ในการพิจารณาคดีความอยู่หลายนาย แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่นี้เป็นเขตการปกครองที่แยกออกจากเมืองสระบุรี

เอกสารข้างต้นยังได้กล่าวว่า “เมื่อครั้งเกิดศึกกลางเมืองนั้น ขุนโขลนคุมเอาไพร่พระไปช่วยรบร้อยหนึ่ง” ในคำอธิบายของข้อความท่อนนี้ระบุว่าเป็นคราวที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศต่อสู้กับเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศวร์ ซึ่งหมายความว่าไพร่เลขวัดในพื้นที่นี้ครั้งหนึ่งมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจการเมืองในกรุงศรีอยุธยา

เช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดในพระราชพงศาวดารจะระบุว่า สมเด็จพระเจ้าบรมโกศจะเสด็จขึ้นมานมัสการพระพุทธบาททุกปี ซึ่งถ้าตัดประเด็นเรื่องพระราชศรัทธาทิ้ง อย่างน้อยพื้นที่ในบริเวณนี้ก็เป็นที่ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนพระองค์

การที่ขุนโขลนสามารถนำเลขวัดจำนวน 100 นาย ซึ่งน่าจะหมายถึงชายฉกรรจ์ ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าประชากรในบริเวณพระพุทธบาทจะต้องมีอยู่เป็นจำนวนมากในระดับหนึ่ง

จดหมายโต้ตอบของชาวฮอลันดากล่าวถึงสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยา-ล้านช้าง การเดินทัพของกองทัพล้านช้างไม่ว่าจะลงมาทางใดก็ต้องใช้เส้นลำน้ำป่าสัก และพระเจ้าล้านช้างตั้งทัพห่างจากเมืองละโว้ 1 วัน ซึ่งแนวโน้มใกล้กับพระพุทธบาท

พระพุทธบาทยังตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญที่สามารถขึ้นไปเพชรบูรณ์และนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญที่เป็นสินค้าออกของกรุงศรีอยุธยา โดยเมืองนครราชสีมาเป็นแหล่งของเนื้อแผ่น เอ็นเนื้อ ช้าง ไม้กฤษณา ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง หนังสัตว์ งาช้าง นอแรด ผ้าตาราง ส่วนเมืองเพชรบูรณ์เป็นแหล่งของหนังสัตว์ งาช้าง นอแรด ขี้ไต้ น้ำมันยาง กำยาน หวาย ยาสูบ เหล็ก ครั่ง

นอกจากนี้ราชสำนักกรุงศรีอยุธยายังอ้างว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับรอยพระบาทที่สระบุรีด้วยพระองค์เอง โดยเอกสารสมัยอยุธยาตอนปลาย เรื่องปุณโณวาทคำฉันท์ ที่พระมหานาค วัดท่าทรายเป็นผู้แต่งว่า พระบาทรอยนี้พระพุทธเจ้าทรงกดประทาน การอ้างว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับรอยพระบาทที่สระบุรีด้วยพระองค์เองของกรุงศรีอยุธยา แม้จะดูห่างไกลความจริง แต่ตามความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในคัมภีร์รวมถึงตำนานต่างๆ เหตุนี้ทางกรุงศรีอยุธยาจะสมมติให้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมากดรอยพระบาทที่สระบุรีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด

แนวคิดข้างต้นยังแตกต่างจากการสถาปนารอยพระบาทสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ที่ทรงประกาศว่าไปจำลองจากเขาสุมนกูฏที่ลังกา และพระมหาธรรมราชาบรมปาลทรงประกาศว่าไปจำลองมาจากสุโขทัย เช่นนี้พระบาทที่สระบุรีจึงดูศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

ในช่วงที่กรุงศรีอยุธยาสถาปนาเรื่องความเชื่อว่าพระบาทสระบุรีเป็นรอยที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ทางเมืองอังวะเอง พระเจ้าตลุนมินมีการประกาศว่าชเวเสตต่อ (Shwe Settaw) คือรอยพระบาทที่พระพุทธเจ้าทรงกดประทานพญานาคที่แม่น้ำนัมมทา

พระเจ้าตลุนมินแห่งอังวะเสวยราชสมบัติร่วมสมัยกับสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่หลังจากการพบพระบาทที่สระบุรีแล้ว ดังนั้นจึงชวนให้คิดว่าราชสำนักกรุงอังวะคงจะต้องแข่งบารมีเมื่อรับรู้เรื่องราวของพระบาทที่สระบุรีของกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนของพระพุทธบาทที่สระบุรี ส่วนที่เหลือ นอกเหนือจากนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทแห่งอื่นๆ ที่มีบทบาทอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็น “สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์” จึงขอได้โปรดติดตามจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้

เผยแพร่ในระบบออนลไน์ครั้งแรกเมื่อ 11 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...