ย้อนรอย 25 ปี The Fifth Element หนังไซไฟคอสตูมตระการตาที่ยังคงสอดคล้องกับบริบทโลกแฟชั่นปัจจุบัน
"ฉันจะช่วยโลกนี้ไปทำไมในเมื่อมนุษย์หันมาทำสงครามและฆ่าฟันกันเอง?" คำถามสะเทือนใจจาก Leeloo ตัวละครเหนือมนุษย์สุดโด่งดังจากภาพยนตร์ไซไฟระดับตำนาน The Fifth Element ที่เพิ่งฉลอง 25 ปีไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนอารมณ์หดหู่จากวิกฤตการณ์ 'ยูเครน-รัสเซีย' ที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ต้นปี … นั่นสิ ถ้าผมเป็นเธอก็คงตั้งคำถามไม่ต่างกัน ขณะเดียวกันการที่เธอตัดสินใจช่วยโลกไว้นั้นได้แสดงให้เห็นว่า "เอาน่า! โลกของเรายังคงมีหวัง" พลังแห่งสันติภาพ และความรักคงจะทำให้วิกฤตของ 2 ประเทศที่เริ่มมีผลกระทบไปทั่วโลกจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางที่ดีในเร็ววัน เพราะอย่างที่กล่าวไว้ในบทความฉบับก่อนหน้าว่าสภาวะข้าวยากหมากแพงอันเป็นกระทบจากเรื่องห่วงโซ่อุปทานทำให้ความสุขในการเสพข่าวสารเกี่ยวกับ 'แฟชั่น' นั้นลดลงไประดับหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อพูดถึงเรื่อง 'แฟชั่น' ผมเชื่อว่า The Fifth Element หรือชื่อไทย 'รหัส 5 คนอึดทะลุโลก’ คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่คอแฟชั่นหลงใหล แม้เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้เน้นเนื้อหาเรื่องแฟชั่นโดยตรง แต่คงไม่มีสาวกแฟชั่นคนใดจะไม่สนใจเมื่อปรากฏชื่อ Jean-Paul Gaultier นักออกแบบคนดังที่พีกถึงขีดสุดในยุค '80s-'90s รับหน้าที่คอสตูมดีไซเนอร์ ออกแบบเครื่องแต่งกายนับพันๆ ชิ้น แถมยังได้นางแบบแห่งยุค Milla Jovovich ที่เพิ่งเดินโชว์ฉลอง 20 ปีของแบรนด์ Jean Paul Gaultier ไปหมาดๆ ในเวลานั้นมาเป็นนักแสดงนำ ร่วมกับบรรดานักแสดงประกอบอีกหลายรายที่เป็นนางแบบเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Ève Salvail หนึ่งในนางแบบคู่บุญของโกลติเยร์ เธอผู้มาพร้อมผมสกินเฮดโชว์รอยสักมังกรบนศีรษะอย่างเด่นชัด และยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา นางแบบชาวไทยที่ไปเฉิดฉายบนเวทีแฟชั่นระดับโลก ภาพยนตร์ซึ่งเปรียบได้กับ 'ความภาคภูมิใจของชาวฝรั่งเศส' ถูกพูดถึงและเป็นกระแสไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย รายการภาพยนตร์และรายการวัยรุ่นชื่อดังในยุค '90s อย่าง Teen Talk และ E for Teen ต่างนำเสนอเรื่องราวคอสตูมตื่นตาตื่นใจ ศูนย์การค้าสุดหรูอย่างเกษร พลาซา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเกษร วิลเลจ) ที่เคยมีบูติก Galerie Gaultier จับมือกับร้านอาหารระดับโลก Planet Hollywood จัดงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ควบคู่กับแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ Jean-Paul Gaultier
เหตุที่ผมเปรียบภาพยนตร์ระดับตำนานเรื่องนี้คือ 'ความภาคภูมิใจของฝรั่งเศส' เพราะใช้ทีมงานจำนานมากที่เป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นปณิธานอันแน่วแน่ของ Luc Besson ที่ตั้งใจจะแปลงภาพร่างแห่งจินตนาการซึ่งเริ่มต้นเขียนตั้งแต่วัยไฮสกูลให้มาโลดแล่นบนจอเงิน โดยใช้ศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมบันเทิงฝรั่งเศสให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก ชื่อของ ฌอง-ปอลโกลติเยร์ นักออกแบบผู้เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของอุตสาหกรรมแฟชั่นฝรั่งเศส ซึ่งกำลังจะกระโจนเข้าสู่โลกอาภรณ์ชั้นสูงในปีนั้น และเป็นเพื่อนที่เคารพรักของลุค จึงเป็นตัวเลือกที่คู่ควรจะมาเป็นผู้ร่วมสานจินตนาการ แถมผู้กำกับยังให้เกียรติกูตูริเยร์รายนี้โดยร่วมแชร์ไอเดียและนำมาปรับใช้ในด้านองค์ประกอบศิลป์ ทั้งยังเปิดทางให้บรรดานางแบบที่โกลติเยร์ประทับใจได้มามีส่วนร่วมในภาพยนตร์ ผลลัพธ์จากการโคจรมาพบกันของ 'คนสร้างสรรค์' แห่งเมืองน้ำหอม สามารถทำให้ The Fifth Element หนังนอกอเมริกาที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดในช่วงเวลานั้นคือ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถทำเงินได้ทั่วโลกมากถึง 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ! ครองตำแหน่งหนังนอกอเมริกาที่ทำเงินสูงสุดต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ปี แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าคือกลายเป็นหนังขึ้นหิ้ง มีเอกลักษณ์และสไตล์เฉพาะตัว สร้างแรงบันดาลใจให้คนสร้างสรรค์รุ่นหลังอีกมากมาย
แนวคิดของลุคและฌอง-ปอลสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งร่วมสมัยและสอดคล้องกับบริบทต่างๆ ในโลกแฟชั่นเวลา 25 ปีให้หลัง นั่นคือว่าด้วยเรื่องของของวินเทจและแอนทีกล้ำค่า ที่จะกลายมาเป็นสิ่งที่เหล่าเซเลบริตี้คนดังต่างอยากครอบครอง ประเด็นน่าสนใจที่สอดแทรกไว้ในการออกแบบคอสตูมคือว่าด้วยเรื่องความนิยมในแบรนด์เก่าแก่ที่จะคงอยู่ตลอดไป ของวินเทจชิ้นปังจะกลายเป็นที่น่าพิสมัยสำหรับเซเลบแห่งโลกอนาคต ดังที่สื่อสารผ่านพรอปเป็นเครื่องแต่งตาสุดล้ำจาก Chanel จะแต่งแต้มเปลือกตาให้ออกมางดงามได้ภายในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที หีบเดินทางยุคดึกดำบรรพ์จาก Louis Vuitton ที่ดีว่าอันดับ 1 ไปควานหามาใช้ ดูๆ ไปให้อารมณ์คล้ายกับการได้เห็น 'ผู้โดยสารชั้น 1' ถือหีบแบรนด์หรูขึ้นเรือโดยสาร Titanic อย่างไรอย่างนั้น แม้แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชั้นนำสำหรับช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างแมคโดนัลด์ก็จะยังคงเป็นที่ต้องการของมนุษย์ในหลายสิบเจเนอเรชั่นต่อจากนี้ ทั้งหมดจะยังคงได้รับความนิยมจนกระทั่งปี ค.ศ. 2263 ตามท้องเรื่อง ทั้งลุคและฌอง-ปอลตั้งใจจะสื่อสารว่าแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 100 ปีจะคงอยู่ในอีก 2 ศตวรรษข้างหน้า คุณค่าและประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ที่แบรนด์เหล่านั้นสร้างไว้จะไม่มีทางเลือนราง การได้รับความนิยมอย่างยาวนานพิสูจน์ให้เห็นในเรื่องคุณภาพ ดังนั้นอย่าแปลกใจหากแบรนด์ที่ว่ามาจะยังอยู่และได้รับความนิยมในอนาคต
ไม่เพียงเท่านั้นโกลติเยร์ที่เพิ่งเผยโฉมคอลเล็กชั่นชั้นสูงเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1997 และเตรียมนำเสนอคอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปฤดูร้อน 1998 ในช่วงปลายปีเดียวกัน ยังออกแบบคอสตูมโดยอิงผลงานจากทั้ง 2 คอลเล็กชั่นของตัวเอง ราวกับมั่นใจว่าสารพัดอาภรณ์ชั้นสูงชิ้นแรกๆ ที่เขารังสรรค์ขึ้นจะต้องทรงคุณค่าและถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ไม่ก็ราคาแพงหูฉี่ มีแต่เหล่าเซเลบริตี้เงินหนาเท่านั้นที่จะสามารถสรรหามาครอบครองได้ โดยแนวคิดนี้ถูกนำมาปรับใช้กับคอสตูมสำหรับอีกหนึ่งตัวละครหลัก Ruby Rhod หรือดีเจคนดังผู้ไม่สามารถระบุรสนิยมทางเพศ กับสารพัดชุดดีไซน์แปลกตาสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับความลื่นไหลทางเพศ โดยอิงงานออกแบบจากกูตูร์สำหรับผู้ชายที่แทรกอยู่ในคอลเล็กชั่นแรกของไลน์ชั้นสูงนาม Gaultier Paris อย่างชุดตกแต่งแผงกุหลาบรอบลำคอคล้ายกับชุดกูตูร์ที่ Tanel Bedrossiantz นายแบบคู่บุญสวมขึ้นรันเวย์ฤดูร้อน 1997 หรือเครื่องประดับสำหรับตัวละคร Diva ผู้กลายเป็นตำนานด้วยเสียงทรงพลังในบทเพลง Diva Dance ได้อิงจากเครื่องประดับคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 1998 ของแบรนด์ Jean-Paul Gaultier แต่ที่เราไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้คือชุดสไตล์ Bondage สุดเซ็กซี่ของลีลู ตัวละครหลักที่รับบทโดย Milla Jovovich
ในวาระครบรอบ 25 ปี มิลลา--นักแสดงและนางแบบชั้นนำวัย 46 ปี ที่เกิดในประเทศยูเครน เป็นลูกสาวของนักแสดงชาวรัสเซีย และใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่ในกรุงมอสโก ได้ให้สัมภาษณ์กับ Vogue เกี่ยวกับที่มาที่ไปว่ากว่าจะเป็นคาแร็กเตอร์ไอคอนนิกที่ถูกแต่งตัวเลียนแบบในเกือบทุกปาร์ตี้แฟนตาซีตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษนั้นเป็นเช่นไร เริ่มตั้งแต่การพบผู้กำกับคนดังชาวฝรั่งเศสที่โรงแรม Chateau Marmont ในนครลอสแอนเจลิส และเขาขอให้เธอทดสอบหน้ากล้อง จนท้ายที่สุดได้รับบทสำคัญ ไปจนถึงการร่วมแชร์ไอเดียฉากเปิดตัวลีลู ตัวละครที่เธอให้ความเห็นว่า "ฉันรู้ว่าตัวละครนี้ไม่เหมือนใคร และเธอก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เราร่วมกันคิดว่าควรจะสวมอะไรในฉากให้กำเนิดลีลู ผู้เปลือยเปล่าในแคปซูลปลูกถ่ายดีเอ็นเอ จนท้ายที่สุดก็ได้ผุดไอเดียเรื่องชุดจากผ้าพันแผลอย่างที่เห็นในโรงพยาบาล (ฉากกำเนิดนี้) เธอต้องแต่งตัวให้น้อยที่สุด แต่เพื่อไม่ให้อนาจารเกินไปจำเป็นต้องปกปิดทุกจุดสำคัญ เมื่อมีคนบาดเจ็บพวกเขาจะใช้ผ้าพันแผลปิดเฉพาะส่วนที่จำเป็น ลุคโกลติเยร์พูดคุยเรื่องผ้าพันแผล แล้วโกลติเยร์ก็…เจ๋งเลย ฉันซื้อไอเดีย เอาแบบนี้แหละ!" และแล้วชุดสไตล์ Bondage เป็นแถบรัดสีขาวสุดเซ็กซี่แต่ไม่โป๊เปลือยเพราะปิดทุกจุดสำคัญก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปแนวคิดเรื่องผ้าพันแผลนี้ยังสอดคล้องกับผลงานคอลเล็กชั่นฤดูร้อน 1998 ของ Jean-Paul Gaultier ที่จะโชว์ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1997 เพราะเขาได้แรงบันดาลใจในการรังสรรค์มาจากภาพวาดสีน้ำมันชื่อ 'The Broken Column' ของศิลปินหญิงคนดัง Frida Kahlo ซึ่งเธอวาดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 ไม่นานหลังเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังอันเป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยในภาพมีเธอสวมแถบรัดสีขาวคล้ายกับตัวละครลีลู แต่ต่างกันตรงที่ภาพวาดของคาห์โลติดเรตกว่าเป็นไหนๆ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมและเกิดเป็นกระแสทั่วโลกทันทีเมื่อเข้าฉาย สำหรับประเทศไทยในปลายปีเดียวกันนั้นเองเราได้เห็นคอสตูมซึ่งดูละม้ายคล้ายคอสตูมของลีลูในมิวสิกวิดีโอ 'อย่ามองตรงนั้น' ของคริสติน่า อากีล่าร์ ศิลปินเจ้าของฉายา Queen of Dance เมืองไทย ส่วนในระดับโลกตัวละครสาวซึ่งเปรียบเป็นธาตุลำดับที่ 5 ในเรื่องยังเป็นมิวส์ให้แฟชั่นดีไซเนอร์น้อยใหญ่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพโฆษณาคอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2001 ของ Dior by John Galliano มีตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ผมสีแดงส้มทรงเดียวกัน Jeremy Scott นักออกแบบผู้เคยยื่นสมัครทำงานกับ Jean-Paul Gaultier เมื่อครั้งวัยหนุ่ม ยังขออุทิศคอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2018 ให้เหล่ายอดหญิง โดยมีตัวละครลีลูและคอสตูมชิ้นเด็ดจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญ หรืออย่างในมิวสิกวิดีโอเพลง Bad Blood แนวไซไฟฮีโร่ของ Taylor Swift เมื่อปี ค.ศ. 2015 ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากให้กำเนิดลีลูอย่างชัดเจน ทั้งการเปิดตัวในแคปซูลแก้วและชุดสุดเซ็กซี่สไตล์ Bondage
"ลีลูเป็นตัวละครที่สดใสและให้พลังบวก เธอดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของผู้คนออกมา และเธอก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในใจของพวกเราทุกคน เธอคือความรัก เธอคือองค์ประกอบที่ 5 ซึ่งสามารถช่วยโลกไว้ได้" มิลลากล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทที่เธอได้รับขณะวัย 22 ปี และยังเสริมด้วยว่าตัวละครสมมตินี้มีอิทธิพลต่อชีวิตนับตั้งแต่นั้นมา ลีลูคือตัวแทนของความศรัทธาและความปรารถนานิรันดร์ที่จะทำแต่ความดี ทุกวันนี้มิลลาจะให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆ และทุกโมเมนต์ที่เข้ามาในชีวิต ไม่ต่างจากฉากให้กำเนิดที่เมื่อเกิดมาแล้วเธอเฝ้าดู พยายามเรียนรู้ และซึบซับทุกๆ เรื่องราวของโลก ก่อนจะกรั่นกรองจนตกผลึกทางความคิดด้วยตัวเอง
ก่อนจะลงมือเขียนบทความฉบับนี้ ผมเปิดภาพยนตร์เรื่องโปรดชมอีกครั้ง ซึ่งจะว่าไปเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็จำไม่ได้ และเมื่อดูจบก็ได้แต่เพียงหวังเหมือนเช่นทุกๆ ครั้ง ถ้าโลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตอย่างลีลูมากขึ้นอีกสักหน่อย เราคงไม่เห็นสงครามและความรุนแรงจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะสิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นเชื่อมั่นในสันติภาพและความรัก ซึ่งเปรียบได้กับธาตุลำดับที่ 5…ความรัก ที่จะดำรงและรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์และโลกใบนี้ไว้ตราบนานเท่านาน