โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิษเงินเฟ้อป่วนธุรกิจไอที "ชิป" ไม่ขาดแล้ว แต่ต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อฟุบ-สต็อกล้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2565 เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2565 เวลา 06.56 น.

วิกฤตเศรษฐกิจโลก ‘พิษเงินเฟ้อ’ ป่วนอุตสาหกรรมไอทีอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ส่งสัญญาณชัดปลายปีเตรียมปรับราคาขึ้นพรึ่บ ‘ชิป’ ไม่ขาด แต่กำลังซื้อหายดันสต็อกสินค้าล้นคลัง

วันที่ 17 กรกฎาคม 2565 รายงานข่าวจาก Nikkei Asia ระบุว่ายักษ์อินเทล( Intel)ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาวางแผนที่จะขึ้นราคาไมโครโปรเซสเซอร์ ชิปประมวลผลกลาง และชิปสำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น ชิปสำหรับตัวรับตัวส่ง Wifi โดยอาจปรับขึ้น 10-20% ในไตรมาส4/2565 เนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อ

รายงานข่าวอ้างถึงคำกล่าวของผู้บริหาร Intel ที่อธิบายว่าการขึ้นราคาเป็นสิ่งจำเป็น สืบเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ 9.1% ในเดือน มิ.ย. สูงสุดในรอบ 40 ปี ต้นทุนการผลิตและวัถุดิบต่าง ๆ ปรับราคาเพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันมหาศาลต่ออุตสาหกรรมการผลิตชิป

แต่มีสิ่งที่น่าเป็นกังวลไม่แพ้กันคือการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลงจากปัจจัยเดียวกันทำให้การตัดสินใจด้านราคาเป็นเรื่องยากทำให้การปรับราคาเพิ่มขึ้นยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะเป็นเท่าไร ตั้งแต่ตัวเลขหลักเดียวไปจนถึง 10-20% ซึ่งจะแตกต่างกันตามประเภทของชิป

และไม่ใช่แค่ อินเทล แต่บริษัทผลิตชิปรายอื่นก็เตรียมปรับขึ้นราคาด้วย ไม่ว่าจะเป็น Semiconductor Manufacturing International Corp. ของจีน หรือผู้ผลิตชิปรายย่อยอื่น ๆ ที่เริ่มให้ข้อมูลกับนักลงทุนว่าจากภาวะต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องขึ้นราคา มิฉะนั้นจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 10%

ขณะเดียวกัน ซัพพลายเออร์วัตถุดิบสำหรับผลิตชิป เช่น Shin-Etsu Chemical, Sumco และ Showa Denko แจ้งกับลูกค้าว่าพวกเขาจะขึ้นราคาอย่างน้อย 20%

สอดคล้องกับคำยืนยันนางดอริส ซู (Doris Hsu) ซีอีโอของ GlobalWafers ผู้ผลิตวัสดุเวเฟอร์ (ซิลิคอนเวเฟอร์คือส่วนประกอบหลักของแผงวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์) อันดับ 3 ของโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ากำลังขึ้นราคาสินค้าสำหรับลูกค้าที่ผลิตชิป

Nikkei Asia รายงานเพิ่มเติมว่า ความต้องการสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทีวี และเกมคอนโซลลดลงตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาส่งผลให้ ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มี “สินค้าค้างคลัง” หรือสินค้าที่ยังขายไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาก เห็นได้จากกรณี ‘ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์’ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอทีรายใหญ่ของโลกได้แจ้งซัพพลายเออร์ให้ระงับการจัดส่งวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตอุปกรณ์หลายประเภทแล้ว

นอกจากนี้ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Intel อย่าง Acer ได้เตือนถึงภาวะถดถอยของตลาด โดยนายเจสัน เฉิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอเซอร์ ไต้หวัน กล่าว Nikkei Asia ว่าบริษัทของเขาไม่มีปัญหาการขาดแคลนชิปอีกต่อไป

“ซีอีโอของบริษัทซัพพลายเออร์ชิปบางคนถึงกับโทรหาผม เพื่อขอให้ซื้อชิปเพิ่มแต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว”

Nikkei Asia รายงานด้วยว่า โรงงานผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.) ได้ออกมาเตือนว่า แม้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 76% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่ 2/2565 แต่มีภาวะ “สินค้าล้นคลัง” (excessive inventory) ที่สะสมในช่วงหลังของปีนี้และปีถัดไปที่เกิดขึ้นกับลูกค้าและจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ผลิตชิป

อย่างไรก็ตาม TSMC แจ้งลูกค้าว่าจะมีการปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นตัวเลขหลักเดียว (Single Digit) โดยช่วงต้นปี 2566

จึงอาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปเซมิคอนดักส์เตอร์จบลงแล้วก็จริงแต่วิกฤตใหม่ที่กำลังจะตามมาคือ “สินค้าล้นคลัง” ของผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เมื่อยักษ์ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มหยุดรับวัตถุดิบบางอย่างเพื่อบริหารจัดการสินค้าในคลัง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ ปัญาหาเงินเฟ้อที่ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง

อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไอที อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายทางผู้บริโภคโดยถ้วนหน้ากัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...