โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หมูล้นตลาด ราคาตกฮวบ เชือด 4.5 แสนตัวทำ “หมูหัน”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ต.ค. 2566 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2566 เวลา 00.38 น.
ฟาร์มหมู

ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยกระอักเจอถล่มราคา หมูมีชีวิตหน้าฟาร์มเหลือ 51 บาทต่อ ก.ก. ทั้งบริษัทผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่-ห้างสรรพสินค้า-สินค้าธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์-หมูเถื่อน ลงมาเล่นตลาดขายปลีก ลดราคาหมูเนื้อแดงเหลือ 50-80 บาทต่อ ก.ก. ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาตินัดถก 20 บริษัทรายใหญ่ แก้ปัญหาหมูล้นตลาด หลังได้ข้อสรุปเร่งส่งออก 10% ตัดวงจรทำหมูหัน 4.5 แสนตัวใน 3 เดือน

นายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากการถูกถล่มราคาอย่างหนักจาก 4 ด้าน ได้แก่

1.บริษัทผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่บางรายได้ขยายการทำตลาดขายปลีกมาลงตลาดระดับล่าง ทั้งตลาดนัด ขายออนไลน์ และมาตั้งตู้ขายชิ้นส่วนหมูสดในร้านขายของชำในหมู่บ้านในราคาถูกมาก เช่น เนื้อแดงขายส่งในราคา 70 บาท/กก.

2.ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ก็ลดราคาขายหมูเหลือ 50-70 บาทต่อ กก.

3.ตลาดออนไลน์ คาดว่าจะเป็นหมูเถื่อนบางส่วนที่ยังเหลืออยู่ในตลาด โดยขายหมูเนื้อแดงพร้อมส่ง ราคา 70-80 บาท

4.กระทรวงพาณิชย์เปิดจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด โดยกำหนดราคาขายถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 50-60% ทั้งหมูเนื้อแดงขายเหลือ 60 บาท/กก. บอกเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน

“ผู้เลี้ยงรายย่อยรวมตัวกันไปร้องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปร้องที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หอบความหวังไปเต็มที่ ทั้งเหนื่อย ทั้งล้า เราก็ทน หวังว่า รัฐบาลจะมีข่าวดีให้ ถ้ามีนโยบายออกมาแบบนี้พวกเราคงสูญพันธุ์ในอีกไม่นาน”

ถก 20 ผู้เลี้ยงใหญ่ตัดวงจร

นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ในฐานะนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เขต 7 และนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้เชิญกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ 20 รายแรกของประเทศไทย มาร่วมประชุมเพื่อหารือถึงทางออกในการแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำสุดในประวัติการณ์ โดยราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มลงมาถึงจุดต่ำสุดที่ 51 บาทต่อ กก. ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 80-90 บาทต่อ กก. เท่ากับขาดทุนตัวละกว่า 3,000 บาท เนื่องจากมีปริมาณหมูออกสู่ตลาดมาก ขณะที่กำลังการบริโภคลดน้อยลง

ปริมาณหมูเพิ่มขึ้นหลังการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) โดยก่อนโรค ASF ระบาด ประเทศไทยเคยมีปริมาณแม่พันธุ์หมูมากที่สุด 1.2 ล้านแม่ แต่วันนี้ปริมาณแม่หมูเพิ่มกลับมาที่ 1 ล้านแม่แล้ว แต่ด้วยปริมาณการบริโภคที่ตกต่ำ และจะยิ่งหนักขึ้นหากเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน (15-23 ต.ค. 66) จะทำให้มีปริมาณหมูสะสมเพิ่มขึ้น ราคาจะดิ่งลงหนักอีก

“ช่วงนี้เรามองว่าอัตราการบริโภคต่ำมาก ๆ ฉะนั้นต้องหาแนวทางแก้ไข วันนี้ราคาหมูต่ำไปลงกว่า 55 บาทแล้ว ราคาวัตถุดิบ ขึ้นประมาณ 30-40% ยิ่งซ้ำเติม 2 เด้ง คือ ต้นทุนการเลี้ยงหมูสูงขึ้น แต่ต้องขายหมูราคาถูกลง สถานการณ์หมูตอนนี้ ระยะห่างจากการขาดทุนมันเริ่มมากขึ้น เพราะว่าราคาหมูลงมาถึงจุดต่ำสุดที่เคยเป็นประมาณ 50 กว่าบาท ผู้เลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม 50-51 บาทต่อ กก. ขาดทุน 3,000 บาทต่อตัว ผู้เลี้ยงแถวนครปฐม ปทุมธานี ขายราคา 55-56 บาทต่อ กก. ดังนั้นตอนนี้ผู้เลี้ยงทุกคนต้องช่วยกัน ถ้าไม่ช่วยกันก็เละ”

เร่งทำหมูหัน 1.5 แสนตัว/เดือน

นายนิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำที่คุยกันไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดถึงวิธีการปฏิบัติ ดังนั้น จึงต้องให้ผู้เลี้ยงรายใหญ่มาหารือกันให้เป็นรูปธรรม ได้ข้อสรุป แผนระยะสั้น ต้องส่งออกให้ได้ประมาณ 10% ส่งออกไปประเทศเวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งกำลังประสบปัญหาโรค ASF ทำให้ปริมาณหมูขาดตลาด ไม่เพียงพอบริโภคภายในประเทศ โดยให้สมาคมประสานรวบรวมโบรกเกอร์ที่ส่งออก โดยต้องฟิกซ์ราคาขายและจำนวนให้ชัดเจนเป็นระยะเวลา 3 เดือน หากราคาผันผวนขึ้นลงโบรกเกอร์ก็ไปขายลำบาก

ระยะกลาง เสนอให้ตัดวงจรลูกสุกรที่ล้นตลาดอยู่ 4,000-5,000 ตัวต่อวัน หรือประมาณ 150,000 ตัวต่อเดือน เฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีแม่พันธุ์ขนาด 3,000 ตัวขึ้นไป นำไปทำหมูหันเป็นระยะเวลา 3 เดือน คิดเป็นจำนวนหมูประมาณ 450,000 ตัว โดยจะขอเงินงบประมาณชดเชยให้เกษตรกรในการทำหมูหันตัวละ 400 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 180 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นผลอีก 6 เดือนข้างหน้า

แผนระยะยาวเสนอขอความร่วมมือผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ ปลดแม่พันธุ์หมู ซึ่งจะกำหนดเงื่อนไข โดยความสมัครใจของฟาร์ม ซึ่งทุกฟาร์มพร้อมดำเนินการ ซึ่งหากทำวันนี้จะเห็นผลอีก 1 ปีข้างหน้า ปริมาณหมูในระบบจะลดลง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ หลังเริ่มตามแผนที่วางไว้ จะสามารถตัดผลผลิตส่วนเกินออกจากระบบ ในอนาคตอีก 4-6 เดือนข้างหน้า ลูกหมูที่ตัดวงจรออกไปทำหมูหัน 450,000 ตัว จะทำให้ปริมาณสุกรในระบบมีความสมดุล สุกรมีชีวิตในระบบจะเกิดเสถียรภาพราคา สูงกว่าราคาต้นทุนการผลิต ช่วยแก้ปัญหาราคาหมูที่ตกต่ำได้

“วันนี้ต้องเร่งทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวให้รวดเร็ว หากล่าช้าราคาตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ จากปริมาณหมูที่ล้นตลาด จะถูกพ่อค้ากดราคาต่ำลงอีก ตอนนี้ทุกคนที่มีหมูอยู่ในมือ เมื่อน้ำหนักได้ที่ ก็รีบขายหมูออกมา ราคาเท่าไหร่ต้องขาย เพราะต้นทุนวัตถุดิบสูง เก็บไว้ยิ่งขาดทุนหนัก แทนที่จะขาดทุนต่ำลงไปเรื่อย ๆ

ต้องมาช่วยกันตัดวงจรหมูขุน และแม่หมูออกจากระบบให้ต่ำลงไป 10% ราคาจะได้วิ่งขึ้นเข้าสู่ราคาที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กำหนด ตามโครงสร้างราคาที่กรมการค้าภายใน และกรมปศุสัตว์ประเมินต้นทุนการเลี้ยง เดือนตุลาคม 2566 ประมาณ 83 บาท ต้องทำให้ราคาไต่ขึ้นไปให้ได้ ให้ขาดทุนน้อยที่สุด จนกว่าจะปรับรูปแบบระบบฐานของดีมานด์และซัพพลายให้เหมาะสมกับตลาด

ทั้งนี้ ข้อเสนอของผู้เลี้ยงรายย่อยที่ต้องการขายตามโครงสร้างราคา ต้องพยายามปรับให้ตามโครงสร้างราคา โดยอาศัยกลไกตามดีมานด์และซัพพลาย ตัวซัพพลายผู้เลี้ยงต้องเป็นผู้บริหารจัดการ หากจัดการได้ดีก็จะวิ่งเข้าใกล้ต้นทุนได้ไว ถ้าจัดการไม่ดี ก็ยังดิ่งลงอย่างนี้”

สำหรับการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจากต่างประเทศตอนนี้น้อยลง เพราะราคาหมูในประเทศตกต่ำกว่าราคาหมูเถื่อน หากราคาหมูภายในประเทศสูงขึ้น การลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจากต่างประเทศจะกลับมา เท่าที่ทราบหมูเถื่อนต้นทุนมาประมาณ 50 บาท ต้องบวกค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้นทุนอยู่ประมาณ 70 บาทเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...