โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เทวะราชันย์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 พ.ค. 2567 เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2567 เวลา 10.46 น. • หนุ่มชาวไร่
เขาคือเด็กหนุ่มที่เป็นอัจฉะริยะของตระกูลหลิน แต่เพราะมีคนริษยาในพรสวรรค์ จึงถูกรอบทำร้ายจนพลังแตกสลายไป ในวันที่ท้อแท้สิ้นหวัง เขาก็พบกับโชคอย่างไม่คาดฝัน

ข้อมูลเบื้องต้น

หลินเฟย บุตรชายผู้นำตระกูลถูกลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้เขาผู้ที่ได้ชื่อว่าอัจฉะริยะอันดับหนึ่งต้องสูญเสียพลังไม่สามารถฝึกพลังยุทธได้อีกต่อไป บิดาที่เป็นผู้นำตระกูลถูกกดดันจากเหล่าอาวุโสให้ลงจากตำแหน่ง ซึ่งหลินเจิ้นเทียนยอมลงจากตำแหน่งโดยไม่ปริปากบ่นใดๆ เมื่ออยู่ในตระกูลหลินได้ 2 ปี พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกก็ถูกบีบให้ออกจากตระกูลหลิน บิดาของเขาก็ไม่ว่าสิ่งใด

ระดับพลัง

หลอมรวมลมปราณ

จอมยุทธ

ยอดยุทธ

ปฐพี

กำเนิดวิญญาณ

กำเนิดฟ้า

กำเนิดสวรรค์

ราชันย์

จักรพรรดิ

เหนือฟ้า

เทวาฟ้า

เทวาสวรรค์

นิพพาน

อมตะ

ครึ่งเซียน

เซียน

*หลินเฟยเปลี่ยนชื่อเป็นเฟยหลง

*หลินเทียนอี้เปลี่ยนชื่อเป็นเฟยเทียนอี้

*หลิงชิงเสียเปลี่ยนชื่อเป็นเฟยชิงหลิงม

*วิชาเทวะกลืนสวรรค์ วิชารวบรวมพลังปราณ

*วิชากระบี่มังกรมายา

*วิชาก้าววายุ

*วิชาเปลี่ยนใบหน้า

*เนตรเพลิงห้าธาตุ

วิชาก้าวพริบตา

วิชาเคลื่อนไหว เทพสายฟ้า (ยังไม่ได้ฝึกเพราะต้องมีพลังของขั้นเทวาฟ้า ได้มาจากการดูดซับเลือดของมังกรสายฟ้า

กายสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์

ซือเซียน

1 หลินเฟย

ภายในป่ายามค่ำคืน เด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเพื่อหนีการตามล่าเอาชีวิตจากชายชุดดำพวกนี้ ตัวเขาไม่รู้เลยสักนิดว่าไปทำอะไรให้คนอื่นหรืออย่างไร พวกเขาถึงต้องมาทำร้ายตนเช่นนี้ วันนี้เขาเพียงแค่ออกมาต่่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหมือนเช่นเคย แต่กับมาเจอเข้ากับชายชุดดำเหล่านี้หมายเอาชีวิต

"เจ้าคิดจะหนีไปไหน"ชายชุดดำสามคนไล่ตามเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว เมื่อตามทันเขาก็ซัดฝ่ามือที่มีพลังปราณรวมอยู่เข้าที่ท้องของเด็กน้อยจนกระอักเลือดหมดสติไปในทันที

"พี่ใหญ่ จุดตันเถียนของเขาแตกสลายไปแล้ว ต่อไปเขาก็คงเป็นแค่เด็กธรรมดาเท่านั้น นายจ้างของเราเขาให้เราทำเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่"ชายชุดดำปิดหน้าถาม

"อืมมม กลับกันเถอะ "ทั้งสามเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยผู้นี้ตันเถียนถูกทำลาย พลังยุทธที่เคยมีถูกทำลายไปแล้วก็เล้นกายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เด็กน้อยที่นอนหมดสติอยู่นั้นมีสีหน้าเจ็บปวด เลือดไหลออกจากปาก ถ้าเขาไม่หมดสติไปคงได้ส่งเสียงร้องลั่นป่าเป็นแน่

หนึ่งคืนที่แสนสั้นผ่านไป นิ้วมือของเด็กน้อยๆค่อยๆขยับ จากนั้นเปลือกตาที่ปิดสนิทก็ขยับเปิดออกมาช้าๆ

"อ้ากกกก"เมื่อรู้สึกตัวเขาก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนต้องส่งเสียงออกมา เมื่อเตรียมที่จะใช้พลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บ ตัวเขาก็ต้องตื่นตกใจ เพราะว่าไม่สามารถรวมรวมพลังปราณในฟ้าดินได้

เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวเมื่อคืน ก็จดจำได้ว่าเขาถูกโจมตีที่ท้องน้อยเต็มแรง เมื่อลองสำรวจภายในร่างกายอย่างละเอียดก็ทำให้เขาสิ้นหวังในทันที เพราะยามนี้ในร่างของเขาไม่มีตันเถียน พลังที่เคยอยู่หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ก็ไม่มีอีกต่อไป

"ข้าโดนทำลายตันเถียน ต่อไปข้าก็จะกลายเป็นเพียงแค่คนธรรมดาอย่างนั้นหรือ"เด็กน้อยพูดออกมาด้วยสีหน้าหมดอาลัย

ร่างกายของเขายังคงได้รับบาดเจ็บ จึงไม่อาจลุกขึ้นมาได้ ในที่สุดก็มีคนตามมาพบเจอเขาแล้วพากลับไปยังตระกูล

ตระกูลหลิน เมืองตงกวน เด็กน้อยนอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาเลื่อนลอยโดยมีหญิงสาวสวยคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ข้างๆอย่างปวดใจที่เห็นบุตรชายของตนเองเป็นเช่นนี้

"ใครกันที่มันทำเฟยเอ๋อของเราเช่นนี้เจ้าคะท่านพี่ ข้าเห็นลูกเป็นแบบนี้รู้สึกปวดหัวใจยิ่งนัก"นางพูดไปร้องไห้ไป

"ข้าให้คนออกไปสืบแล้ว อีกไม่นานคงจะรู้ว่าเป็นผู้ใดกันที่ทำร้ายเฟยเอ๋อของพวกเรา"ชายวัยกลางคนที่พูดอยู่นี้คือหลินเจิ้นเทียน ผู้นำตระกูลหลินคนปัจจุบัน เขาได้แต่ปลอบใจภรรยาของตนอย่างไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี

ในตอนที่พวกเขากำลังอยู่ในความเสียใจ ก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาโดยที่ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายหลินเจิ้นเทียน เขาคือหลินเจิ้นหนานน้องชายคลานตามกันมาของหลินเจิ้นเทียน แต่ทั้งสองไม่ค่อยลงรอยกันเพราะหลินเจิ้นหนานอยากจะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลจึงคอยหาทางเล่นงานเขาลับหลัง

ก่อนที่บิดาของพวกเขาจะจากไปเพื่อเดินทางตามหาเส้นทางการฝึกยุทธเขาได้ส่งมอบตำแหน่งผู้นำคนต่อไปให้หลินเจิ้นเทียนดูแล สร้างความโกรธแค้นกับหลินเจิ้นหนายยิ่ง

"พี่ใหญ่ เฟยเอ๋อเป็นเช่นไรบ้างหรือ"หลินเจิ้นหนานถามหลินเจิ้นเทียนอย่างห่วงใย

"โดนทำลายตันเทียนและได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อไปคงไม่สามารถฝึกยุทธได้แล้ว"หลินเจิ้นเทียนเอ่ยออกไปแล้วมองท่าทางของหลินเจิ้นหนานไปด้วย

"จริงหรือ ใครกันที่มันกล้าทำร้ายหลานของข้า ถ้ารู้ละก็ข้าจะตามไปสังหารมันทิ้งที่บังอาจมาทำร้ายอัจฉะริยะตระกูลหลินของเรา"หลินเจิ้นหนานแสร้งทำสีหน้าเกรี้ยวกราด

จากนั้นก็มีชายวัยกลางคนและเด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินเฟยเดินเข้ามา ซึ่งตอนนี้หลินเฟยได้หลับลงไปแล้ว นางจึงไม่ได้คุยกับเขาทำได้เพียงยืนมองด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

"โอ้วว ท่านหานฟง ไม่คิดว่าจะมาเยี่ยมบุตรชายข้า"หลินเจิ้นเทียนเอ่ยอย่างเป็นกันเอง

"ไม่มาได้อย่างไร หลินเฟยเป็นคู่หมั้นของหานเยี่ยบุตรสาวข้า อย่างไรก็ต้องมาอยู่แล้ว หลินเฟยเป็นอย่างไรบ้าง"หานฟงเอ่ยถามหลินเจิ้นเทียนถึงอาการของหลินเฟย

"ตันเถียนถูกทำลาย ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้เขาหลับไปแล้ว"เมื่อสองพ่อลูกได้ยินว่าหลินเฟยถูกทำลายตันเถียนนั่นก็หมายความว่าเขาไม่สามารถฝึกยุทธได้อีกแล้ว

ผู้ที่ตกใจที่สุดคงเป็นหานเยี่ย นางชอบเขาเพราะในอายุเดียวกันหลินเฟยเก่งที่สุด ยามนี้เขามีพลังหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ส่วนนางมีพลังหลิมรวมลมปราณขั้นที่ 2 เท่านั้น นางชอบเขาที่ความแข็งแกร่งด้านหน้าตาหลินเฟยก็ฉายแววหล่อเหลาตั้งแต่เด็ก

เมื่อรู้ว่าเขาถูกทำลายตันเถียนไปแล้ว ก็รู้สึกใบหน้าเย็นชาเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน จากนั้นจึงหันไปพูดกับบิดาของตนในทันที

"ท่านพ่อ ข้าขอถอนหมั้นกับหลินเฟย"เมื่อได้ยินคำพูดของหานเยี่ย คนในห้องก็เงียบไปพักหนึ่ง ปรกตินางกับหลินเหยก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เรื่องงานหมั้นก็เป็นนางที่เสนอทั้งที่หลินเฟยไม่เคยพูดอะไร

"เรื่องนั้นมัน"หานฟงถึงกับพูดไม่ออก เพราะตอนหมันก็เป็นคนเอ่ยเอง พอจะถอนหมั้นก็เอ่ยเองอีก

"หลานหานเยี่ย รอให้หลินเฟยทำใจได้สักเดือนสองเดือนแล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันดีหรือไม่"หลินเจิ้นเทียนเอ่ยขึ้น เพราะอย่างน้อยช่วงนี้ก็ให้หลินเฟยได้ทำใจก่อนสักพัก

"ข้าขอถอนหมั้นวันนี้เลย ข้าไม่ชอบคนอ่อนแอ ท่านพ่อจัดการเถอะ"นางยื่นหนังสือหมั้นออกมาแล้วฉีกทำลายทิ้งอย่างไม่ใยดี

"นี่เจ้า"มารดาของหลินเฟยมองนางด้วยสายตาเย็นชา ตอนที่จะหมั้นก็เป็นฝ่ายนางที่เป็นฝ่ายพูด แสดงว่านางไม่เคยรักบุตรชายของนางเลยสักนิด

"ท่านพ่อท่านแม่ ถอนหมั้นไปเถอะ ในเมื่อนางไม่มีใจก็ปล่อยนางไป"เสียงแหบแห้งของหลินเฟยเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นหนังสือหมั้นให้บิดาของเขา เมื่อหลินเจิ้นเทียนรับมาเขาก็มองไปทางหานเยี่ยแล้วฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง

"หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะไม่ทำให้เจ้าเสียใจในภายภาคหน้า"หลินเฟยกล่าวจบแล้วหลับตาลงช้าๆ

"เฮอะ เป็นเจ้ามากกว่าที่ต้องเสียใจ ตอนนี้เจ้าไร้ซึ่งพลัง ก็จงอยู่เป็นคนธรรมดาไปเถอะ"นางเอ่ยจบก็เดินออกจากห้องไป ทำให้หานฟงบิดาของนางทำตัวไม่ถูก

"พี่หลิน เรื่องนี้ข้าต้องขอโทษแทนนางจริงๆ "กล่าวจบก็เดินตามบุตรสาวไป หลินเจิ้นหนานและผู้อาวุโสบางคนแอบยิ้มอย่างดีใจที่หลินเฟยโดนถอนหมั้นไปแล้ว

"เช่นนั้นให้หลินเฟยพักผ่อน พวกข้าออกไปก่อน"หลินเจิ้นหนานเอ่ยแล้วเดินออกไปพร้อมกับอาวุโสบางคน ที่เหลืออยู่เป็นอาวุโสที่สนับสนุนหลินเจิ้นเทียนเท่านั้น

"ท่านผู้นำ เรื่องนี้มันมีอะไรไม่ชอบมาพากล ข้าสงสัยว่าจะเป็นหลินเจิ้นหนานนั่นแหละที่ส่งมือสังหารไปลอบทำร้ายคุณชาย"

"ใช่ เพราะข้าเห็นว่าช่วงนี้อาวุโสหลายคนมีท่าทางแปลกๆไป"

"อย่าพูดอะไรส่งเดช อย่างไรเสียเจิ้นหนานก็เป็นลุง เขาคงไม่ทำแบบนั้นหรอก พวกท่านออกไปก่อนเถอะ"หลินเจิ้นหนานเอ่ยเชิงไล่

"ขอรับ"พวกเขาที่เหลือออกไป เหลือเพียงพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกเท่านั้น หลินเจิ้นหนานไม่อยากจะคิดอะไรตอนนี้ เพราะอย่างไรก็ไม่มีหลักฐาน จะเป็นการไม่ดีถ้าจะไปปรักปรำน้องชายตนเอง

หลินเฟยหลับไปแล้ว แต่ภายในความฝันเขากลับพบว่าตัวเองเจอแหวนวงหนึ่งทึ่ให้โชคกับเขา ซึ่งเมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาแหวนนั้นแปลงเป็นลำแสงหายเข้าไปในตัวเขา

แต่ยังไม่อาจรู้สิ่งใดตัวเขาก็ตื่นเสียก่อน เมื่อแบมือขึ้นมาก็พบเข้ากับแหวนเก่าๆวงหนึ่งในมือจริงๆ เขาลองพิจารณาดูก็ไม่พบสิ่งใดจึงคิดจะเก็บเอาไว้

แหวนนั้นกลับเลื่อนเข้าไปที่นิ้วมือของเขาเองแล้วไม่สามารถถอดได้ เนื่องจากมือของหลินเฟยยังมีคราบเลือดติดอยู่มันจึงดูดเลือดนั้นเข้าไปแล้วเปลี่ยนจากแหวนเก่าๆเป็นสีเงินวาววับ

ถึงจะเปลี่ยนใหม่ คนที่เห็นมันเข้าก็คิดว่าเป็นแหวนธรรมดาทั่วไป เพราะเป็นแหวนเกลี้ยงเกลาธรรมดาไร้ราคา ซึ่งสิ่งที่หลินเฟยไม่รู้ก็คือ แหวนวงนี้มีเพียงหลินเฟยเท่านั้นที่มองเห็น

ประตูที่ปิดสนิทอยู่ก็เปิดเข้ามา เป็นมารดาของหลินเฟยที่นำอาหารมาให้กับเขา ตอนนี้ร่างกายของเขายังคงสกปรก นางรอให้เขาตื่นก่อนถึงจะเริ่มทำความสะอาดให้

เมื่อนางเห็นว่าหลินเฟยฟื้นแล้ว ก็ยิ้มยินดี แต่ในดวงตามีแววเศร้าโศกอยู่ แต่ต้องฝืนยิ้มออกมาเพื่อไม่ให้บุตรชายของนางต้องเสียใจ

"ท่านแม่ไม่ต้องเสียใจไปขอรับ ถึงข้าจะไม่มีลมปราณอีกแล้ว แต่ข้าก็ยังคงอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ได้ไม่มีปัญหาขอรับ ถึงไม่มีหานเยี่ยลูกก็ไม่รู้สึกอะไร รู้จักนิสัยนางยามนี้ยังดีกว่าแต่งงานไปแล้วมารู้ภายหลัง"หลินเฟยเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจอะไร

ที่หลินเฟยพูดแบบนั้นได้เพราะตอนนี้เขามีแหวนที่ตัวเขาเองรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา ดังนั้นเขาต้องมีทางที่จะกลับมาฝึกลมปราณได้อย่างแน่นอน

2 ออกจากตระกูลหลิน

เมื่อมารดาของหลินเฟยได้ยินเขาพูดเช่นนั้นในใจก็รู้สึกเป็นสุขยิ่งนัก เพราะบุตรชายของตนไม่ได้เศร้าโศกเสียใจ ดังนั้นนางก็ไม่จำเป็นต้องคิดสิ่งใดอีกแล้ว
"ดีมากจ๊ะลูกรัก ถึงไม่มีนางเจ้าก็ยังมีพ่อกับแม่อยู่ อย่างไรเสียเราก็ยังคงอยู่ด้วยกันได้"นางกอดบุตรชายของตนแล้วเดินออกไปด้านนอกเพื่อสั่งให้บ่าวรับใช้จัดเตรียมอาหารให้กับหลินเฟย
ทุกอย่างดำเนินไปแบบนี้ครึ่งปี ก็มีข่าวหลุดรอดออกไปเรื่องหลินเฟยกลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่สามารถฝึกพลังลมปราณได้ ทำให้ตระกูลและชาวเมืองต่างๆเอ่ยเยาะ ทำให้อาวุโสของตระกูลเริ่มประชุมกันอย่างเร่งด่วน ซึ่งก็เป็นไปตามคาด
"หลินเจิ้นเทียน ตอนนี้บุตรชายเจ้าทำให้ตระกูลหลินเราถูกหัวเยาะเย้ยหยันทั่วเมือง พวกข้ามีมติกันแล้วว่าจะให้เจ้าลงจากตำแหน่งและให้หลินเจิ้นหนานขึ้นมาเป็นประมุขแทน เจ้าจะคัดค้านหรือไม่"อาวุโสสูงสุดนามหลินจงไห่ถามเขา
"ถ้าเป็นมติของพวกท่านข้าก็ไม่คัดค้านอยู่แล้ว"หลินเจิ้นเทียนไม่เคยคิดที่จะอยากเป็นผู้นำตระกูลสักนิด ในเมื่อเขาได้ปลดภาระออกก็ถือว่าสบายใจได้แล้ว
เขาส่งป้ายผู้นำตระกูลคืนให้กับอาวุโสสูงสุดแล้วลุกออกจากเก้าอี้ผู้นำตระกูล แล้วมองไปทางหลินเจิ้นหนานแวบหนึ่งจึงเดินออกจากห้องประชุมไป
"หลินเจิ้นเทียนถึงเจ้าจะไม่ได้เป็นผู้นำแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นอาวุโสของตระกูลอยู่ เจ้าจะออกไปไหน"อาวุโสสามหลินเหิงเอ่ยถาม
"ข้าขอเป็นแค่สมาชิกตระกูลธรรมดาก็พอ ที่ข้ารีบออกไปเพื่อจะได้ไปเก็บของย้ายออกไปจากเรือนของผู้นำตระกูล จะได้ไม่เป็นที่ครหาได้"เขาเอ่ยจบก็รีบเดินจากไป
ซึ่งอาวุโสที่เคยอยู่ข้างเขาบัดนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว ดังนั้นเขาย้้ายออกจากเรือนของผู้นำเลยจะดีกว่า เพียงพ้นไปจากห้องประชุมเท่านั้น พวกเขาที่อยู่ในห้องประชุมต่างหันมาอมยิ้มให้กันอย่างสุขใจ
"ไม่คิดว่าทุกอย่างจะง่ายดายเพียงนี้"หลินเจิ้นหนานเอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองเหล่าอาวุโสทุกคนแล้วประสานมือคารวะ
"อืมม ต่อไปก็จงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็แล้วกัน พวกข้าจะคอยสนับสนุนเจ้าเอง"อาวุโสสูงสุดเอ่ยออกมาแล้วยิ้มให้กับเหล่าอาวุโสทุกคน
จากนั้นพวกเขาก็เริ่มประชุมวางแผนการดำเนินงานกันใหม่ ส่วนหลินเจิ้นเทียนที่กลับมาถึงบ้านพักที่เป็นของผู้นำตระกูลก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเศร้าเล็กน้อย
"มีอะไรหรือท่านพี่"หลิงชิงเสียเอ่ยถามหลินเจิ้นเทียนเมื่อเห็นว่าสีหน้าของสามีดูเศร้าไป
"เก็บของเถอะ ข้าถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว เราจะออกไปอยู่บ้านที่ท้ายตระกูล"เขาตอบหลิงชิงเสียอย่างเสียไม่ได้
"ก็ดีแล้ว เพราะท่านเป็นผู้นำตระกูลก็เหมือนเป็นเพียงหุ่นเชิด ท่านถูกปลดพวกเราก็จะได้สบายไม่ต้องมากังวลเรื่องของตระกูลอีก"นางเอ่ยปลอบสามี
"เป็นเพราะข้าหรือเปล่าที่เขาต้องปลดท่านพ่อ"หลินเฟยถามบิดาของตนอย่างเสียไม่ได้
"ไม่สำคัญหรอก เพราะว่าข้าไม่ได้อยากเป็นประมุขอยู่แล้ว รีบเก็บของออกจากที่นี่เถอะ จะได้ไม่ต้องมีใครมาไล่เรา"ทั้งสองคนพยักหน้าแล้วเก็เสื้อผ้าและของมีค่าที่เป็นของพวกเขาแล้วเดินออกจากเรือนพักของผู้นำ ซึ่งมีเพียงสัมภาระห่อเล็กๆคนละห่อเท่านั้น ทั้งสามเดินตรงไปยังบ้านพักเล็กๆเท่านั้น ทั้งสามช่วยกันเก็บกวาดซึ่งมีสองห้องนอนพอดี ตอนนี้ข่าวที่หลินเจิ้นเทียนถูกปลดดังไปทั่วตระกูลหลิน ยามที่ทั้งสามเดินมายังบ้านพักไม่ใครเข้ามาทักทายเขาเลยสักนิด
"ต่อไปคงต้องใช้เงินอย่างประหยัดสักหน่อย ไม่เช่นนั้นพวกเราคงลำบากแน่นอน"หลิงชิงเสียเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่สบายใจนัก
"เอาเถอะ ถ้าข้าออกไปล่าสัตว์อสูรมาขายก็คงไม่ตกระกำลำบากมากนัก"หลินเจิ้นเทียนเอ่ยขึ้นมา
ผ่านไปสองปี พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกแทบจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากตระกูล เงินที่ใช้จ่ายมาจากการที่บิดาออกไปล่าสัตว์ และยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตที่หลินเฟยไม่อาจฝึกลมปราณได้อีก ทำให้เกียรติของตระกูลเสื่อมเสีย ยามไปเจอเหล่าผู้นำตระกูลอื่นก็จะถูกเยาะเย้ยถากถาง
ในที่สุดหนทางสุดท้ายของพวกอาวุโสก็คือไล่พวกเขาทั้งสามออก ซึ่งทั้งสามก็รับฟังอย่างสงบไม่มีสิ่งใดต้องอธิบายอีก
"หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ "อาวุโสสูงสุดเอ่ยขึ้นเพราะเขาก็ถูกโจมตีประเด็นของการถูกล้อเลียน
"ข้าเข้าใจ"หลินเจิ้นเทียนตอบรับอย่างว่าง่าย อย่างไรเสียพวกเขาก็เหมือนคนนอกตระกูลมานานอยู่แล้ว
"แซ่หลินเจ้ายังคงใช้ได้ แต่เมื่อมีคนถามต้องบอกว่าเป็นแซ่ซ้ำกันเท่านั้น เข้าใจหรือไม่"ครั้งนี้คนที่พูดคือหลินเจิ้นหนาน
"อืมมม ต่อไปพวกเจ้าไม่ใช้ตระกูลหลิน เป็นคนที่แซ่คล้ายกันเท่านั้น เข้าใจหรือไม่"ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วพากันเดินออกไปมีสีหน้าสงบ
"เฮอะ ต่อไปตระกูลหลินเราไม่มีสวะอีกแล้ว จะได้ออกไปเที่ยวเล่นเสียที"ชายหนุ่มที่พูดอยู่นั้น คือบุตรชายของหลินเจิ้นหนาน หลินเฟยมองไปที่หลินหนานแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทั้งสามเดินออกจากตระกูลโดยไม่มีใครออกมาส่งเขาหรือพูดคุยกับเขา
หลินเฟยที่เห็นใบหน้าของบิดาที่หมองเศร้าก็จับมือเขาเอาไว้ เพราะอย่างไรเขาก็เป็นผูันำมาหลายปีแต่ไม่มีใครที่เห็นความดีที่เขาทำไว้เลย
"ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องห่วง ในเมื่ิพวกเขาไม่เห็นตวามดีของท่านเราก็แค่ออกไปอยู่ข้างนอกกันตามประสาพ่อแม่ลูก"หลินเฟยพูดขึ้น
ในตอนนี้พลังปราณของเขายังไม่ฟื้น แต่ก็มีวี่แววแล้วเพราะตอนนี้เขารับรู้ได้ว่าร่างกายของเขาดูดซับพลังปราณได้เล็กน้อย แต่มันหหายไปที่ใดเขาไม่อาจรับรู้ได้เลย
"เราไปอยู่ที่เมืองข้างเคียงดีหรือไม่ จะได่ไม่ต้องเจอกับคนของตระกูลหลินอีก"แม่ของหลินเฟยเอ่ยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
"ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ การอยู่ในเมืองแห่งนี้ไม่นานพวกเราก็คงจะถูกเหยาะหยังจากคนอื่น สู้ไปตั้งตัวที่เมืองข้างเคียงแบบท่านแม่ว่าก็ดีนะขอรับ"หลิงเฟยพูดขึ้นสนับสนุนความคิดของมารดาตนเอง
ตลอดสองปีที่ผ่านมานั้น หลินเฟยทำเพียงฝึกร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น เพราะเขารับรู้ได้ว่าร่างกายของเขากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

3 วิชาเทวะกลืนสวรรค์และวิชากระบี่มังกรมายา

หลินเฟยและบิดามารดาออกจากเมืองตงกวนมุ่งหน้าสู่เมืองเมฆหมอก ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เท่ากับเมืองตงกวน ข่าวการออกจากเมืองของหลินเจิ้นเทียนทำให้ตระกูลหลินรู้สึกพึงพอใจยิ่ง เพราะว่าต่อไปพวกเขาจะไม่มีใครพูดถึงให้ตระกูลหลินเสียหายอีก
ในระหว่างทางที่พวกเขาเดินทาง ทางพบเจอสัตว์อสูรบ้าง หลินเจิ้นเทียนที่เป็นยอดฝีมือของตระกูลหลินที่มีพลังจอมยุทธขั้นที่ 2 ก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย พวกเขารอนแรมในป่าอยู่เจ็ดวันก็มาถึงเมืองเมฆหมอก เมื่อเข้ามาในเมืองพวกเขาซื้อบ้านพักขนาดเล็กเป็นที่อาศัย ซึ่งทำให้เงินเก็บที่มีอยู่ได้หมดลง
"พรุ่งนี้ข้าจะออกไปล่าสัตว์อสูรไปขาย คงจะพอให้พวกเรามีเงินใช้จ่าย บางทีอาจจะหาซื้อเม็ดยาเพื่อมาฟื้นฟูเฟยเอ๋อด้วย"หลินเจิ้นเทียนพูดอย่างมีความหวังยามที่มองไปยังหลินเฟย
"ช่วยกันทำความสะอาดบ้านก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน"มารดาของหลินเฟยพูดขึ้น จากนั้นจึงเริ่มปัดกวาดเช็ดถูและซ่อมแซมของที่ชำรุด
เนื่องจากบ้านที่ซื้อนี้มันไม่ได้ใหม่มาก หลายอย่างต้องซ่อมแซม หลินเจิ้นเทียนยังพอจัดการได้บ้างจนตกเย็นทุกอย่างจึงดูเข้าที่เข้าทาง จากนั้นมารดาก็เข้าครัวทำอาหาร
เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อย หลินเฟยก็แยกตัวเข้าไปในห้องพักเล็กๆของตนเอง เป็นเวลาสองปีที่เขากลายเป็นคนธรรมดา แต่ตลอดสองปีมานี้เขาได้ฝึกร่างกายมาตลอด
ยามดึก แหวนที่อยู่บนนิ้วมือของหลินเฟยก็ส่องแสงขึ้นโดยที่หลินเฟยไม่รู้ตัว เพราะยามนี้เขานั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ แสงสีขาวนวลล้อมรอบตัวเขาเอาไว้แล้วมันค่อยๆหลอมรวมหายไปที่ท้องของหลินเฟย
นานไปแสงนั้นก็ยิ่งซึมเข้าไปในตัวของเขาพร้อมกับที่พลังของหลินเฟยก็กลับมา ชีพจรที่เคยมะลวงได้เพียง 3 จุด ยามนี้มันทะลวงครบ 9 จุดเรียบร้อย
ปัง ปัง ปัง ปัง เสียงในร่างกายของหลินเฟยระเบิดขึ้นพร้อมกับพลังปราณจากภายนอกถูกดูดดึงเข้ามา ภายในร่างกายของเขาจุดกลมๆเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามการดูดดึงพลังปราณจากฟ้าดินเข้ามา ภายในเมืองตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มดำมืด สายฟ้าเก้าสีฟาดผ่าลงมา ทำให้ทุกคนแตกตื่น
ตัวหลินเฟยยังคงทำสมาธิราวกับคนนอนหลับไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายนอก จุดกลมๆนั้นก็คือจุดตันเถียนมันเริ่มขยายขึ้นมาเรื่อยๆจนตอนนี้มันใหญ่กว่ากำปั้นของหลินเฟยไปแล้ว
ในที่สุดทุกอย่างก็สงบเงียบลง ท้องฟ้าก็กลับมาเป็นเช่นเดิม หมู่ดาวเต็มท้องฟ้า หลินเฟยที่นั่งสมาธิก็ยังคงนั่งต่อไป แต่แหวนที่ส่องแสงตอนนี้กลับมาเป็นปรกติเช่นเดืม ต่างเพียงตอนนี้มีลวดลายมังกรบนตัวแหวนเพิ่มขึ้นมา
เมื่อถึงยามเช้า หลินเฟยลุกขึ้นมาด้วยความสดชื่น ตัวเขารู้สึกได้ถึงพลังปราณในตัวที่มีมากมาย ทำให้เขารีบตรวจสอบร่างดายของตนเองโดยเร็ว
"เฮ้ยยย นี่มันอะไรกัน"หลินเฟยตกใจที่พบว่าตันเถียนของเขากลับมาแล้วและยังมีขนาดใหญ่ากว่าเดิมถึงสามเท่า เพราะโดยทั่วไปเด็กที่เริ่มฝึกลมปราณอยู่ขั้นหลอมรวม ตันเถียนจะมีขนาดเท่าหัวนิ้วโป้ง แต่ตอนนี้ตันเถียนของเขาใหญ่เกือบเท่าหัวเด็กเสียอีก
"ดูเหมือนว่าพลังของเราก็กลับมาด้วย หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 6 นี่มันเพิ่มขึ้นมาอีกสองระดับเลยไม่ใช่หรือ"หลินเฟยยิ้มอย่างดีใจ เขาไม่คิดว่าการย้ายเมืองมาจะทำให้เขาเลื่อนระดับได้รวดเร็วเช่นนี้
"555 ในที่สุด วันที่ข้ารอคอยมาตลอดสองปีก็บรรลุผล ไม่คิดว่าข้าจะมีพลังกลับมาเช่นเดิมและยังแข็งแกร่งกว่าเดิมเสียอีก"เขาหัวเราะอย่างยินดี แต่ในขณะที่กำลังหัวเราะ ในความทรงจำของเขาก็มีตัวอักษรมากมายค่อยๆทยอยออกมาให้เขาอ่าน
"เคล็ดวิชาเทวะกลืนสวรรค์และเคล็ดวิชากระบี่มังกรมายา"หลินเฟยพึมพำขึ้นและเริ่มท่องจำเนื้อหา เพราะคิดว่าเดี๋บวมันอาจจะหายไป
ในตอนที่ท่องจำเขากำลังอยู่ในท่านั่งทำสมาธิ หลินเฟยมีความแปลกประหลาดอยู่หนึ่งอย่าง เวลาทำสมาธิจิตของเขาจะสงบนิ่งมาก ทำให้การทำความเข้าใจไม่ว่าจะเคล็ดวิชาหรือความรู้อะไรก็แล้วแต่ เชาสามารถแตกฉานในวิชานั้นๆได้อย่างรวดเร็ว
เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ เข้าใจโลกเข้าใจชีวิต ทำให้เขาเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็วแม้ตอนนั้นเขาอายุเพียง 10 ขวบ
ผ่านมาสองปี วันนี้เขาอายุ 12 ปีแล้ว ใบหน้าฉายแววหล่อเหลา แต่เพราะเป็นคนไม่แต่งตัวจึงมองดูว่าเขามีรูปร่างหน้าตาธรรมดา
เมื่อจดจำเนื้อหาวิชาทั้งสองได้หมดแล้ว เขาก็ลุกเดินออกมาจากห้องตรงไปหาบิดามารดาซึ่งตอนนี้ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน
"เฟยเอ๋อ เจ้าตื่นแล้วหรือ"หลินเจิ้นเทียนบิดาของหลินเฟยถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"ขอรับท่านพ่อ"หลินเฟยเดินเข้าไปใกล้ แล้วนัั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ ซึ่งตอนนี้บนโต๊ะมีกับข้าววางอยู่
"เหมือนเจ้าจะดูเปลี่ยนไปนะ "หลินเจิ้นเทียนเอ่ย ทำให้หลิงชิงเสียมองหลินเฟยจ้องเขม็งเช่นกัน
"ท่านพ่อท่านแม่ พลังของข้ากลับมาแล้ว "หลินเฟยเร่งพลังปราณในตัวให้ทั้งสองดู หลิน้จิ้นเทียนตะลึงไปเล็กน้อย แต่หลิงชิงเสียนั้นตะลึงจนต้องเอามือปิดปากตนเองเอาไว้
"จริงเหรอเนี่ย สวรรค์ไม่ทอดทิ้งพวกเราแล้ว ช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"หลินเจิ้นเทียนคุกเข่าลงแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า
"เหอะ ตระกูลหลินช่างโง่เขลานักที่ทอดทิ้งบุตรชายของเรา พวกเขาไม้คิดกันหรืออย่างไรว่าบุตรชายของเราจะกลับมาเป็นยอดอัจฉะริยะอีกครั้ง "หลิงชิงเสียพูดอย่างไม่พอใจและเย้ยเยาะ
"ช่างมันเถอะ ตอนนี้พวกเราก็ออกมาแล้ว ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องอีก ตั้งแต่บิดาข้าเดินทางออกไป และคนพวกนั้นขับไล่เราออกมา ด็ถือว่าพวกเราได้ตัดขาดกับตระกูลหลินไปแล้ว"หลินเจิ้นเทียนพูดขึ้น
ถึงเขาจะไม่ได้โกรธแค้นอะไรมาก แต่ถามว่าจะให้กลับไปอีกหรือไม่นั้น คำตอบเดียวคือไม่ ถ้าเขาสามารถเปลี่ยนแซ่ได้ก็คงจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่เพราะเขายังเคารพบิดามารดาที่ตั้งชื่อให้แค่นั้น
"เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ ครั้งก่อนเจ้ามีพลังหลอมลมปราณขั้นที่ 4 ไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้เหตุใดถึงได้เลื่อนขึ้นเป็นขั้นที่ 6 เลยเล่า ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก"หลินเจิ้นเทียนที่เพิ่งสังเกต ทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย
"ตัวข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตลอดสองปีมานี้ข้าฝึกนั่งสมาธิเหมือนเดิมและฝึกร่างกายมาตลอด การที่เลื่อนระดับเร็วเพราะข้าคงสะสมพลังไว้มากกระมัง"หลินเฟยก็แอบงงเหมือนกัน
ตลอดสองปีมานี้ที่หลินเฟยนั่งสมาธิ เขาไม่ได้รับรู้ว่าแหวนที่เขาใส่อยู่นั้นมันดูดซับพลังรอบๆตัวเขาสะสมไว้ ทำให้เมื่อมันมาถึงจุดหนึ่งที่พลังมันเต็มเปี่ยม มันจึงปลดปล่อยออกมา แล้วเป็นหลินเฟยที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ
เมื่อหลินเฟยยกมือขวาขึ้นมาลูบใบหน้าของตนเอง ทำให้หลินเจิ้นเทียนสังเกตเห็นแหวนที่เขาใส่ติดตัวตลอดสองปี บางครั้งเขาก็อยากจะถามบุตรชายว่ามันคืออะไร
"แหวนนั่นข้าเห็นเจ้าใส่มาตลอดสองปี ใครให้เจ้ามาหรือ"หลินเจิ้นเทียนรีบถามทันที
"ข้าเก็บได้แล้วเห็นว่ามันสวยดีขอรับ "หลินเฟยดูที่แหวนแล้วถอดออกมาส่งให้บิดาดู เมื่อหลินเจิ้นเทียนรับมาแล้วลองสำรวจ ก็ไม่เห็นถึงความพิเศษใด เขาเห็นเพียงว่ามันเป็นแหวนปรกติธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
"อืมมม ถ้าเจ้าชอบก็ใส่ไปเถอะ"เขาส่งคืนแหวนให้กับบุตรชาย จากนั้นก็เริ่มทานอาหารกัน วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาทานอาหารอย่างมีความสุขในรอบสองปี

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...