โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จบสวยแค่ในหนัง? สรุปดราม่า อดีตนักกีฬาฟ้องพ่อแม่บุญธรรม ที่ขายลิขสิทธิ์ชีวิตเขาไปทำหนัง แต่เผย ไม่เคยได้เงินจากหนังเลย

CatDumb

เผยแพร่ 21 ส.ค. 2566 เวลา 16.00 น. • CatDumb - แคทดั๊มบ์ | เล่าเรื่องน่าสนใจ ในแบบที่แมวก็เข้าใจง่ายๆ

กำลังเป็นกระแสแรงที่สหรัฐฯ ตอนนี้เลยครับ กับประเด็นที่อดีตผู้เล่นอเมริกันฟุตบอล NFL ยื่นฟ้องพ่อแม่บุญธรรมตัวเอง พร้อมเผยว่าเขาไม่เคยได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์หนังที่ถูกสร้างขึ้นจากชีวิตของเขาเลย เพราะพ่อแม่บุญธรรมเป็นผู้ดูแลค่าลิขสิทธิ์

เรื่องราวนี้เป็นมาอย่างไร เราขอสรุปมาให้ได้ติดตามกันครับ

[The Blind Side หนังอบอุ่นหัวใจ]

- เมื่อปี 2009 ได้มีหนังเรื่อง The Blind Side เข้าฉายในโรง หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ 'ไมเคิล ออร์' เด็กชายผิวดำกำพร้าที่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาอเมริกันฟุตบอล แต่เขามีปมอยู่ในใจแถมยังเรียนไม่เก่งจนซ้ำชั้นหลายครั้ง จนกระทั่งได้ครอบครัว 'ทูฮี' มาอุปการะ และช่วยสนับสนุนให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนสามารถเข้าลีก NFL ได้

- The Blind Side ถูกยกว่าเป็นหนึ่งในหนังที่สร้างจากเรื่องจริงน้ำดีเรื่องหนึ่ง จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งดูแล้วอบอุ่นหัวใจ

- ในปี 2010 แซนดร้า บูลล็อก ผู้รับบท ลีห์แอน ทูฮี แม่บุญธรรมของออร์ ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง The Blind Side ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีคุณค่ามากกว่าเดิม

- กระทั่งในปี 2011 ไมเคิล ออร์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะหนังทำให้เขาดูเป็นคนโง่ แต่เขามองว่าตัวเองไม่ได้รับการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอเฉยๆ

- แต่นั่นก็เป็นการบ่นของออร์ เฉยๆ เขาไม่ได้ออกมาพูดอะไรถึงหนังมามากกว่า 10 ปี จนกระทั่งเมื่อ 14 สิงหาคม 2023 ออร์ได้ยื่นฟ้องศาลขอตัดขาดความเป็นลูกบุญธรรมกับครอบครัวทูฮี

[ชายที่ชื่อ ไมเคิล ออร์]

- ขอย้อนกลับไปดูชีวิตของ ไมเคิล ออร์ ตั้งแต่เด็ก เขาคือชาวสหรัฐฯ เกิดที่เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี แม่ของเขาติดยาและเหล้า ส่วนพ่อก็ติดคุกซึ่งต่อมาถูกฆ่าดับในคุก ทำให้ออร์ได้ไปอยู่กับสถานสงเคราะห์เด็ก ซึ่งเด็กๆ ในนั้นส่วนใหญ่จะจบลงที่ไปพัวพันกับแก๊ง ยาเสพติด ชีวิตข้างถนน

- ออร์มีพรสวรรค์ด้านกีฬา เขาตัวใหญ่และเร็ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติในฝันของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล เขาเล่นตำแหน่งไลน์แมนที่ทำหน้าที่ปกป้องควอเตอร์แบ็กโดยอยู่ทางซ้ายสุด เรียกว่า แท็คเคิลซ้าย หรืออีกชื่อคือ 'Blind Side Tackle' เพราะเป็นมุมบอดของควอเตอร์แบ็คถนัดขวา (เป็นที่มาของชื่อหนังด้วย)

- แต่ถึงแม้จะเก่งกีฬา แต่สภาพแวดล้อมทำให้เขามีปัญหาด้านการเรียน ซึ่งการจะเข้าลีก NFL ได้นั้น คุณไม่สามารถทิ้งการเรียนได้ เพราะระบบของ NFL คือต้องดราฟต์ผู้เล่นจากลีกมหาวิทยาลัยเข้าทีม หมายความว่าถ้าไม่ได้เล่นในมหาวิทยาลัย ก็แทบไม่มีสิทธิ์เข้าลีก NFL

- ส่วนครอบครัวทูฮี บอกได้ว่ามีฐานะ ฌอน สามี และลีห์แอน ภรรยา เคยซื้อแฟรนไชส์ร้านดังอย่าง KFC, Pizza Hut มาเปิดในรัฐเทนเนสซีรวมกว่า 115 สาขา และก็ทำการกุศลหลายแห่ง ทั้งคู่มีลูกด้วยกันสองคน

- กระทั่งครอบครัวทูฮีได้มาเจอ ออร์ และเกิดเรื่องราวขึ้นคล้ายๆ กับในหนัง จนอุปการะออร์มาเป็นลูกบุญธรรม และสนับสนุนจ้างติวเตอร์ให้ออร์จนเรียนจบได้สำเร็จ และต่อมาออร์ได้เลือกเข้ามหาวิทยาลัย Ole Miss ในปี 2005

- ออร์โชว์ฟอร์มได้ดีในทีมมหาวิทยาลัยตลอด 3 ปี จนในที่สุด ออร์ถูกดราฟต์เข้า NFL ในปี 2009 โดยทีม บัลติมอร์ เรเวนส์ ซึ่งเขาได้เซ็นสัญญา 5 ปี ด้วยเงินค่าจ้างสูงถึง 13.5 ล้านเหรียญ

- ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 ฌอน ทูฮี พ่อบุญธรรมของออร์ ได้ให้เพื่อนซี้ของเขา ไมเคิล ลูอิส เอาเรื่องของออร์มาเขียนหนังสือชื่อ "The Blind Side: Evolution of a Game" ก่อนที่หนังสือจะถูกซื้อลิขสิทธิ์เอามาทำเป็นหนัง โดยมีการรอดูว่าออร์จะได้เข้า NFL หรือไม่แล้วก็เข้าฉายปี 2009 ปีเดียวกับที่ออร์เข้า NFL

- หลังจากนั้นออร์ย้ายทีมอีก 2 ครั้ง ได้เงินจากสัญญารวมราว 35 ล้านเหรียญ ตีเป็นเงินไทยราว 1,200 ล้านบาท ก่อนเลิกเล่นไปเมื่อปี 2016 ตอนเขาอายุ 31 ปี

[ชีวิตจริง ที่ไม่จบสวยเหมือนในหนัง]

- 14 สิงหาคม 2023 ออร์ได้ยื่นฟ้องศาลขอตัดขาดกับครอบครัวทูฮี พร้อมเผยว่าเขาไม่เคยเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวทูฮีเลย

- เนื่องจากเอกสารที่ครอบครัวทูฮีให้เขาเซ็นตอนเด็ก เขานึกว่าเป็นเอกสารรับเขาเป็นลูกบุญธรรม แต่ที่จริงเป็นเอกสารดูแลสิทธิ์การเงินของเขา ซึ่งตอนนั้นเขาเซ็นไปตามที่ถูกบอกให้เซ็น

- ออร์บอกอีกว่าเขาไม่ได้เงินจากลิขสิทธิ์หนัง The Blind Side เลย เพราะครอบครัวทูฮีมีสิทธิ์จัดการทั้งหมด พร้อมเผยเงินสัญญาที่ครอบครัวทูฮีเซ็นตอนนั้นคือเงิน 225,000 เหรียญ (ราว 7.9 ล้านบาท) บวก 2.5% จากรายได้หนัง

- ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำเงินไปสูงกว่า 300 ล้านเหรียญ หมายความว่าครอบครัวทูฮีจะได้เพิ่มมาอีกถึง 7.5 ล้านเหรียญ (ราว 264 ล้านบาท)

- หลังมีข่าวออกมา ฌอน ทูฮี ออกมาบอกว่าทางเขาและภรรยาก็ไม่ได้เงินจากหนังเป็นกอบเป็นกำเช่นกัน ระบุว่าทุกคนในครอบครัวได้ไปคนละ 14,000 เหรียญ (ราว 490,000 บาท) รวมถึงออร์ด้วย

- ด้าน ไมเคิล ลูอิส เพื่อนซี้ของฌอนที่เป็นเจ้าของสิทธิ์นิยาย ก็บอกว่านอกจากค่ายหนังแล้ว ไม่ได้มีใครเห็นเงินหลักล้านเลย พร้อมบอกว่าทุกคนควรโกรธระบบของฮอลลีวูด เพราะนี่เป็นระบบการเงินแบบฮอลลีวูด และแนะให้ออร์ไปร่วมประท้วงกับนักเขียนบทที่กำลังประท้วงเรื่องค่าจ้างตอนนี้

- ส่วนเรื่องเงิน ลูอิสบอกว่าเขาและครอบครัวทูฮีน่าจะได้มาประมาณคนละ 350,000 เหรียญ หรือราวๆ 12.3 ล้านบาท (ไม่ระบุว่าออร์ได้หรือไม่)

- ล่าสุดทนายของครอบครัวทูฮีเผยว่า ไม่ได้ให้ออร์เซ็นเอกสารเป็นลูกบุญธรรมจริง เพราะมองว่าถึงเซ็นหรือไม่เซ็นก็ไม่ได้แตกต่างอะไร เพราะครอบครัวก็เลี้ยงดูออร์เหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง

- ทนายยังบอกอีกว่าทางครอบครัวทูฮีได้เงินจากหนังมาก้อนหนึ่งและแบ่งให้เท่ากัน 5 คนรวมออร์ ซึ่งอยู่ที่ประมาณคนละ 100,000 เหรียญ และยืนยันว่าครอบครัวไม่ได้ยุ่งการเงินของออร์เลย เพราะเขามีเอเยนต์ของตัวเอง ทำสัญญากับแบรนด์ก็ทำด้วยตัวเอง ได้เงินเข้าตัวเอง

- หลังเรื่องนี้เป็นข่าวดัง ก็มีทฤษฏีว่าหรือครอบครัวทูฮี จะมองว่าออร์เป็นนักกีฬาที่เก่งจนอนาคตจะสามารถทำเงินมหาศาลได้ จึงรับมาเป็นลูก เพราะทั้งคู่ก็เป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว?

- ขณะที่อีกฝั่งก็มองว่า หรือออร์เองที่เงินใกล้หมด เลยหาช่องโหว่ฟ้องเรียกเงินจากพ่อแม่บุญธรรมซะเลย เพราะนักกีฬาที่เลิกเล่นก็ไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่ได้เหมือนเดิมแล้ว?

- ไม่มีใครรู้ว่าความจริงของเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่ก็แสดงให้เห็นครับว่า ถึงแม้ในหนังจะจบแบบแฮปปี้ แต่ชีวิตจริงของพวกเขากลับไม่ได้ออกมาสวยงามแบบนั้น…

ที่มา :

- https://www.usatoday.com/story/entertainment/movies/2023/08/16/the-blind-side-movie-controversy-michael-oher/70603312007/

- https://www.foxnews.com/sports/ex-nfl-player-michael-oher-inspiration-blind-side-says-he-was-never-adopted-family

- https://people.com/blind-side-real-life-parents-leigh-anne-sean-tuohy-spotted-first-time-amid-claims-faked-michael-oher-adoption-7693289

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...