โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เมียใหม่ดูแลไม่ไหว เหมารถส่ง 'ลุงอัมพฤกษ์' หาลูกชาย แต่ไม่ 'ยอมรับ' สั่งรปภ.ห้ามให้เข้าบ้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 12.37 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2566 เวลา 12.09 น.

โชเฟอร์แท็กซี่วัย 59 ล้มป่วยอัมพฤกษ์ หอบสังขารจ้างรถตามหาลูกชายจนพบแต่ไม่ยอมรับ ถูกลูกสั่ง รปภ.ห้ามเข้าหมู่บ้าน หลังล้มป่วยภรรยาใหม่ดูแลไม่ไหว

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งจากพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ให้ช่วยมาเชิญตัว “ผู้ป่วยรายหนึ่ง” ซึ่งนั่งรถเข็นมากับรถยนต์คันหนึ่ง ที่จะเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านดังกล่าวเพื่อขอพบลูกชายที่พักอาศัยอยู่ข้างใน

แต่ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติได้สอบถามไปยังลูกชายของผู้ป่วยรายนี้ กลับได้รับแจ้งกลับมาว่า ไม่สะดวกที่จะออกมาพบ แต่สั่งกำชับ รปภ.ของหมู่บ้านว่าห้ามชายคนดังกล่าวเข้าไปวุ่นวายในหมู่บ้านโดยเด็ดขาด ทำให้เจ้าหน้าที่ รปภ.ตัดสินใจทำตามคำสั่งลูกบ้านด้วยการโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาเชิญตัวชายป่วยซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเชิญตัวมาที่โรงพักเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป

จากการสอบถาม นายธนะภัทร อายุ 59 ปี อาชีพขับแท็กซี่ ซึ่งเพิ่งล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์ได้เพียง 2 อาทิตย์ และไปรักษาตัวตามสิทธิที่โรงพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลก ได้ จ้างเหมารถให้เดินทางมาตามหาบ้านของลูกชายคนเล็กที่พักอาศัยอยู่ย่าน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ด้วยความหวังที่ว่าจะให้ลูกชายช่วยดูแลต่อหลังจากที่ล้มป่วยลงจนกลายเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก โดยนายธนะภัทธได้ออกเดินทางมาพร้อมกับภรรยาใหม่ที่เพิ่งอยู่กินกันมาได้ประมาณ 4 ปี ซึ่งก่อนหน้าที่นายธนะภัทธจะล้มป่วยลงได้ตระเวนขับรถแท็กซี่อยู่ย่านปากน้ำ จ.สมุทรปราการ

ด้าน นายวินัย อายุ 32 ปี คนขับรถรับจ้างที่พาเดินทางมาส่ง กล่าวว่า นายธนะภัทธได้ว่าจ้างให้ขับรถจากจังหวัดพิษณุโลกมาตามหาบ้านลูกชายคนเล็กที่อยู่แถว อ.บางบัวทอง หลังจากที่แกล้มป่วยลงได้เพียง 2 อาทิตย์ ด้วยความรู้จักมักคุ้นกันจึงขับรถพาแกมาหาบ้านของลูกชาย โดยออกเดินทางตั้งแต่ 2 ทุ่มของเมื่อวานนี้มาถึงที่บางบัวทองประมาณตี 3 หลังจากนั้นจึงได้แวะจอดอาศัยนอนกันในปั๊มน้ำมันเพื่อรอให้ถึงเช้า เพื่อที่จะเดินทางไปพบลูกชายแกในตอนเช้า

นายวินัยกล่าวว่า แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงที่หน้าหมู่บ้านแล้ว ทาง รปภ.ให้จอดรถอยู่ที่ด้านนอกเพื่อรอติดตามเจ้าของบ้านก่อน แต่ลูกชายอ้างว่าไม่สะดวกออกมาพบ และให้ตนพาพ่อของเขาเดินทางกลับไปได้เลย แต่ลุงไม่ยอมกลับ จะรอจนกว่าลูกชายจะออกมา จนกระทั่งเวลาประมาณ 08.00 น. ลูกชายคนเล็กของลุงได้ขี่รถบิ๊กไบค์ออกมา ตนจึงเรียกให้จอดเพื่อพูดคุยกัน แต่ลูกชายแกไม่ยอมรับอ้างว่าจะรีบไปทำงาน ไม่สะดวกดูแล ให้ตนพาพ่อเขากลับไปได้เลย

จากนั้นเขาก็ขี่รถบิ๊กไบค์ออกไปโดยไม่สนใจพ่อของเขาที่นั่งอยู่ในรถ ก่อนที่สักพักต่อมา รปภ.จะเดินมาแจ้งให้พวกตนกลับออกจากหมู่บ้านไป เพราะลูกชายของลุงโทรมาแจ้งว่าห้ามคนกลุ่มนี้เข้าไปวุ่นวายในหมู่บ้านโดยเด็ดขาด แต่ลุงก็ยังไม่ยอมกลับ รปภ.จึงโทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเชิญตัวไปที่โรงพักเพื่อหาทางช่วยเหลือ

ตนรู้สึกสงสารลุงจับใจ เหมือนเห็นน้ำตาแกจะไหลที่รู้ว่าลูกชายปฏิเสธไม่รับพ่อมาอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่แกมีลูกชายอยู่ 2 คน ส่วนคนโตไม่สามารถติดต่อได้และไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

น.ส.ลัดดาวัลย์ อายุ 38 ปี ภรรยาใหม่ กล่าวว่า ลุงได้ขอย้ายเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านของตนที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อจะไปทำเรื่องดาวน์รถออกมาขับ โดยที่แกก็ขับรถอยู่แถวสมุทรปราการ ไม่ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่พิษณุโลก จนกระทั่งต่อมาแกเกิดอาการน็อกเบาหวาน เส้นเลือดตีบ ตนกับพ่อแม่ก็ต้องหารถลงมารับตัวแกขึ้นไปรักษาอาการที่โรงพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลกตามสิทธิการรักษาอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ซึ่งทางบ้านตนไม่สะดวกที่จะรับภาระดูแลแกต่อไปได้ เพราะทุกคนต้องทำงาน จึงถามกับแกว่าแกอยากจะไปอยู่ไหน แกก็บอกว่าอยากกลับไปอยู่กับลูกชาย อยากกลับไปหาลูก ตนจึงตัดสินใจหยิบยืมเงินเหมารถจากพิษณุโลกพาแกมาตามหาบ้านลูกชายคนเล็กของแก จนกระทั่งมาเจอกัน และลูกชายลุงก็ยืนยันว่านี่คือพ่อของเขาจริง แต่เขาไม่เอา ให้ตนพากลับไปด้วย

ทั้งๆ ที่ตนก็ไม่ใช่ญาติอะไรของลุงยังรู้สึกจุกอกขนาดนี้ ถ้าเป็นตนเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า ลูกที่เลี้ยงมาแท้ๆ ยังทำแบบนี้ได้ แค่เขาถึงเวลาเจ็บป่วยช่วงสุดท้ายของชีวิต หวังจะมีลูกมาดูแลกลับถูกลูกผลักไสไม่เอา ตนยังรู้สึกเสียใจมากเลย ไม่รู้มาก่อนว่าลุงแกมีปัญหาอะไรกับครอบครัวแกมาก่อนหรือไม่ ตนไม่รู้เพราะไม่เคยถาม เป็นเรื่องส่วนตัวของแก รู้แต่ว่าลุงรักลูกชายแกทั้งสองคนมาก เพราะมีอัลบั้มรูปของลูกชายแกทั้งสองคนพกติดตัวไว้ตลอดเวลา

ด้านนายธนะภัทร หรือ “ลุงขับแท็กซี่” ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก ซึ่งพอสื่อสารได้ กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเลือกขอกลับไปอยู่กับลูกนั้นเป็นเพราะทางนี้จะพลอยลำบากกับตนไปด้วย เลยอยากกลับไปอยู่กับลูกมากกว่า ที่ผ่านมาตนก็ดูแลส่งเสียลูกเรียนจนจบการศึกษาทั้ง 2 คน แต่หากลูกไม่ยอมรับตน ตนก็ไม่โกรธ ไม่ผิดหวังใดๆ กับลูก โดยระหว่างที่นายธนะภัทรพูดมีน้ำตาคลอออกมาตลอด

ต่อมา พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.บางบัวทอง ได้ประสานกับ นางนวรัตน์ ศักดิ์โชตินนท์ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม จ.นนทบุรี เข้าให้ความช่วยเหลือนายธนะภัทรที่ล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์เข้าไปอยู่ในความดูแลของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งก่อน หลังจากที่ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายลูกชายที่ไม่ยอมรับพ่อไปอยู่ด้วย ขณะที่ฝ่ายครอบครัวใหม่ที่ไม่สะดวกดูแล เพื่อหาทางติดต่อกับลูกชายคนโตต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...