แนะผู้ส่งออกเร่งเตรียมความพร้อมเผชิญมาตรการ CBAM ของยุโรปและสหรัฐฯ
นับถอยหลังที่ผู้ส่งออกไทยจะต้องอยู่ภายใต้มาตรการส่งออกสินค้าไปตลาดยุโรปหรือEU-CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ในวันที่1 ตุลาคม2566 นี้แม้ในช่วง3 ปีแรกจะเป็นการรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสินค้าที่จะนำเข้าไปยังEU ซึ่งหากดูสถานะความพร้อมโดยอ้างอิงจากผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์(CFP) ที่อยู่ในข่ายเกณฑ์EU-CBAM มีอยู่เพียง71 รายจากผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองฉลากCFP 306 รายและมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายCBAM จึงเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐต้องเร่งเตรียมความพร้อมในการรับมือและเป็นการปรับตัวพร้อมที่จะเผชิญกับมาตรการอื่นๆในทำนองเดียวกันตามมาโดยเฉพาะกฎหมายUS Clean Competition Act หรือUS-CBAM ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในปี2567
มาตรการCBAM จุดประกายให้ผู้ประกอบการทั่วโลกเตรียมพร้อมเพื่อปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวเริ่มในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก่อน โดยตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 สินค้านำเข้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EU ได้แก่ ซีเมนต์ บริการไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และข้อเสนอเพิ่มเติมของรัฐสภายุโรปซึ่งครอบคลุมไฮโดรเจน รวมถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้วัตถุดิบในอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องอยู่ภายใต้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) กล่าวคือสินค้านำเข้าของผู้ประกอบการส่งออกจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก EU ที่มีราคาสูงกว่า 150 ยูโร ในอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าวข้างต้นจะต้องมีการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และจะพิจารณาบังคับใช้การคิดค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM Certificates) ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
ในทำนองเดียวกัน กฎหมาย US Clean Competition Act หรืออาจเรียกว่าเป็น US-CBAM ซึ่งมีแนวโน้มจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เชื้อเพลิงฟอสซิล ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ปุ๋ย ไฮโดรเจน กรดอะดิพิก ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม กระจก เยื่อกระดาษและกระดาษ และเอทานอล ซึ่งหากสินค้าใดปล่อยคาร์บอนเกินกว่าพื้นฐานที่กำหนดไว้จะต้องเสียภาษีคาร์บอน โดยในปี 2567 กำหนดราคาภาษีคาร์บอนไว้ที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน และภายในปี 2569 มีแนวโน้มขยายให้ครอบคลุมสินค้าสำเร็จรูปที่มีสินค้าดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนประกอบในการผลิต
ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์สะท้อนดีกรีความพร้อมในการเผชิญมาตรการCBAM ของผู้ส่งออกไทย
จากมาตรการ CBAM ที่กำลังมีผลบังคับใช้ ผู้ส่งออกสินค้าไปยัง EU รวมทั้งสหรัฐอเมริกาควรเตรียมความพร้อมด้านระบบวัดผลและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตของสินค้าตามมาตรฐานที่กำหนด สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้องรายงานในปัจจุบันทาง EU ยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานชัดเจนอย่างเป็นทางการว่ามีหลักการประเมินอย่างไร แต่หากเทียบกับการดำเนินงานในด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยแล้ว ในเบื้องต้นอาจเทียบเคียงกับหลักการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint : CFP) ของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นการพิจารณาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตที่เริ่มตั้งแต่ การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต จนไปสิ้นสุดที่การจัดการของเสียหลังหมดอายุ
ปัจจุบัน ณ วันที่ 15 กันยายน 2566 มีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง CFP จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จำนวน 7,821 ผลิตภัณฑ์จาก 1,219 บริษัท (ปี 2556 มีเพียง 326 ผลิตภัณฑ์, 328 บริษัท) ในจำนวนนี้ หากพิจารณาเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สถานะอยู่ในสัญญาจะมีเพียง 3,348 ผลิตภัณฑ์จาก 306 บริษัทเท่านั้น ซึ่งพบว่า สินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์โลหะได้รับการรับรองมากที่สุด (1,288 ผลิตภัณฑ์ จาก 47 บริษัท) รองลงมาคือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (783 ผลิตภัณฑ์ จาก 89 บริษัท) และกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ (200 ผลิตภัณฑ์ จาก 19 บริษัท)
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะสินค้าที่เข้าข่ายCBAM ที่ครอบคลุมเกณฑ์ของEU และUS พบว่าได้รับการรับรองฉลากCFP 2,070 ผลิตภัณฑ์จาก131 บริษัท หรือคิดเป็น 43% ของจำนวนบริษัทที่ได้รับรอง CFP ณ ปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบจำนวนบริษัทที่ขึ้นทะเบียนCFP กับจำนวนบริษัททั้งหมดในแต่ละอุตสาหกรรมพบว่ายังมีสัดส่วนน้อยมาก อาทิ เหล็กและเหล็กกล้ามีผู้ประกอบการที่ได้รับรอง CFP เพียง 1% จาก 1,716 บริษัท ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 1.2% วัสดุก่อสร้าง 1.4% ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 0.6% อลูมิเนียม 9% แก้วและกระจกมีผู้ประกอบการเพียง 1 รายที่ได้รับรอง CFP และสำหรับปิโตรเลียม 6% สะท้อนถึงณปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการอีกมากที่ควรเร่งเตรียมความพร้อมด้านการวัดและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้การรับรองอย่างเป็นทางการ
ผลกระทบของมาตรการEU-CBAM ต่อภาคส่งออกไทยในเบื้องต้นอยู่ในวงจำกัด เหตุเพราะไม่ใช่สินค้าส่งออกหลักของไทยและEU ไม่ใช่ตลาดหลักของสินค้าที่เข้าข่าย เนื่องจากไทยไม่ได้มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นสัดส่วนที่มากนักเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ โดยมูลค่าการส่งออกไป EU คิดเป็น เพียงราว 9% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย อีกทั้งกลุ่มสินค้าหลักที่มาตรการ CBAM ครอบคลุม ได้แก่ เหล็กและอลูมิเนียมมีจำนวนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้เกือบ 2,000 ราย แต่พบว่าเป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียง25 รายเท่านั้นและส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ประกอบการรายเล็กหรือกลุ่ม SMEs ส่วนใหญ่ยังคงไม่มีความพร้อมรับมือกับมาตรการ CBAM
อย่างไรก็ดีผลกระทบของมาตรการUS-CBAM ต่อภาคส่งออกไทยโดยเปรียบเทียบมีมากกว่า เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนราว 16.5% และกลุ่มสินค้าเป้าหมายที่มาตรการ US-CBAM มีมูลค่าส่งออกรวม 2,839 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ และ 1% ของมูลค่าส่งออกโดยรวมของไทย โดยสินค้าที่ส่งออกมากในกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า 1,505 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วน 3% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ) ตามด้วยอะลูมิเนียม 667 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วน 1.4%) และเคมีภัณฑ์ 551 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วน 1.2%) ซึ่งเป็นผู้ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพรินท์เพียง67 รายเท่านั้นและในทำนองเดียวกันส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่
ดังนั้น ในเบื้องต้นภาพรวมสินค้าภายใต้มาตรการEU-CBAM และUS-CBAM มีมูลค่าส่งออกรวมกัน3,542 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว1.06 แสนล้านบาทหรือคิดเป็น1.2% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย
แนะผู้ส่งออกเร่งเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการCBAM คู่ขนานไปกับเร่งบุกตลาดอื่นๆรองรับเมื่อยกตัวอย่างจากกลุ่มเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในกลุ่ม CBAM จะเห็นได้ว่า ในปี 2565 มียอดส่งออกทั้งสิ้น 1,504 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ(22%) ญี่ปุ่น (9.5%) อินเดีย (6.7%) มาเลเซีย (5.7%) และอินโดนีเซีย (5.4%) สะท้อนภาพตลาด EU ไม่ใช่ตลาดหลักของผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กไทยภายใต้ EU-CBAM แต่พบว่าสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักภายใต้ US-CBAM จึงค่อนข้างชัดเจนที่ผู้ประกอบการส่งออกไทยจะต้องเผชิญความท้าทายมาตรการ CBAM อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรเร่งปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวทั้งมิติการรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกระจายการส่งออกไปยังตลาดอันดับรองลงมาเพื่อรักษาฐานส่งออก รวมทั้งเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดเพิ่มเติมหากผู้ส่งออกจากประเทศอื่นไม่สามารถปรับตัวรองรับมาตรการได้ทัน