ฟิทช์ เผย หนี้ครัวเรือนไทย สูง กดดันธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภค
ฟิทช์ เรทติ้งส์ เผย หนี้ครัวเรือนไทย อยู่ในระดับสูง จำกัดการเติบโตกลุ่มธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภค ผู้ประกอบการรายใหญ่เครือข่ายแข็งแกร่งได้เปรียบรักษาความสามารถแข่งขันและการทำกำไรได้ต่อเนื่องตลอดวัฏจักรธุรกิจ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดสัมมนาในหัวข้อ “แนวโน้มเศรษฐกิจและธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568 โดยมองว่า หนี้สินครัวเรือนที่สูงน่าจะเป็นปัจจัยที่จำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมสินเชื่ออุปโภคบริโภคในไทย นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ของอุตสาหกรรมที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับโดยฟิทช์นั้นยังอยู่ในระดับที่จัดการได้
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2568 ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากภาคการส่งออกยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของรัฐบาลน่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวได้บ้าง
พร้อมย้ำว่า ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างหนี้ของประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ต่อไป ควบคู่ไปกับเพิ่มรายได้ให้กับภาคครัวเรือน ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนปัจจุบันยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากตั้งแต่ก่อนเกิดโควิดหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) อยู่แล้ว
นายพชร ศรายุทธ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) คาดว่าสภาพแวดล้อม ในการดำเนินงานโดยทั่วไปสำหรับอุตสาหกรรมสินเชื่ออุปโภคบริโภคของประเทศไทยในปี 2568 น่าจะยังทรงตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญ และต้นทุนทางการเงินน่าจะผ่อนคลายลงได้
ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเครือข่ายในการดำเนินงานที่แข็งแกร่งยังคงมีความได้เปรียบในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการทำกำไรได้ต่อเนื่องตลอดวัฏจักรธุรกิจ แม้ว่าจะมีการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน แต่การเติบโตของรายได้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยลดระดับหนี้สินครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ