โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 33.69 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. 2568 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2568 เวลา 01.29 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์

14 มี.ค. 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงทยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.87 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในช่วงแรกตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Jobless Claims) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า และออกมาดีกว่าคาด

อีกทั้ง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนกุมภาพันธ์ ก็ออกมา +3.2% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าและต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอ แต่อัตราเงินเฟ้อสูง)

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ถูกจำกัดลง ก่อนที่เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่า หลังบรรยากาศในตลาดการเงินพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลความเสี่ยงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาเศรษฐกิจหลัก อย่าง ยุโรป

ซึ่งภาพดังกล่าวได้ หนุนให้ผู้เล่นในตลาดต่างเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง) ทองคำ และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) และแกว่งตัวแถวโซน 2,980-2,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรทองคำเพิ่มเติม และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับไปอ่อนค่าลงได้ หากตลาดการเงินเผชิญแรงกดดันจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินในช่วงนี้ อาจยังพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง หากราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways

อีกทั้ง เรามองว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อาจหนุนให้ฟันด์โฟลว์ทยอยไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม และอาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ผ่านการทยอยปรับลดสถานะ JPY-Carry Trade ได้ (แต่เรามองว่า การปรับลดสถานะดังกล่าวจะไม่ได้รุนแรง จนทำให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นหนัก เหมือนในปีก่อนหน้า เพราะล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้มีสถานะ Net Long JPY พอสมควรแล้ว ต่างจากช่วงไตรมาส 3 ของปีก่อน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Net Short JPY ที่สูงมาก)

ทั้งนี้ เนื่องจากเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ไม่ยากในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ อย่าง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลลดลงชัดเจนและเสี่ยงขาดดุล ในช่วง Low Season ของการท่องเที่ยว

และความเสี่ยงการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ทำให้ เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด ทั้งฝั่งผู้นำเข้า และผู้ที่มีภาระจ่ายเงินตราต่างประเทศ ควรใช้จังหวะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจากอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ในการทยอยปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และควรที่จะพิจารณากลยุทธ์ปิดรับความเสี่ยงด้วยเครื่องมืออื่นๆ อาทิ Options ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มีประสิทธิภาพในช่วงตลาดการเงินผันผวนสูง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.85 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลความเสี่ยงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป อีกทั้งบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก็เผชิญแรงเทขายเพิ่มเติม นำโดย Meta -4.7%, Apple -3.4% ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.96% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.39%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลง -0.15% ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ตอบโต้กัน ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตาแนวโน้มการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การกู้เงินของรัฐบาลเยอรมนี ว่าจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง จากการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นบริษัทยายักษใหญ่ Novo Nordisk +3.4% หลังนักวิเคราะห์ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ”

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้หนุนความต้องการถือครองบอนด์ เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.28%

ทั้งนี้ เราคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องติดตามทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และผลการประชุม FOMC ของเฟด เดือนมีนาคม ที่จะถึงนี้ ทำให้เราคงแนะนำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะในการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยไม่ไล่ราคาซื้อ ในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน ในลักษณะ Sideways แม้ว่า เงินดอลลาร์จะพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Stagflation จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่ออกมาดีกว่าคาด

แต่เงินดอลลาร์ก็ถูกกดดันจากการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่แข็งค่าขึ้น ตามความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์แกว่งตัวแถวโซน 103.8 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 103.6-104.1 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดการเงิน ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) สามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) เข้าใกล้โซน 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (U of Michigan Consumer Sentiment) ของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในส่วนของการบริโภคครัวเรือน

นอกจากนี้ ในรายงานเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะจับตา รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว (Inflation Expectations) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 รวมถึง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...