โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

คมนาคม อัพเดต แอชตัน อโศก เดินหน้าตามความเห็นกฤษฎีกา 935/2567

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 เม.ย. 2568 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 02.30 น.

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

ใกล้งวดเต็มที สำหรับคดีทางเข้า-ออกคอนโดมิเนียม “แอชตัน อโศก สุขุมวิท 21” หรือแอชตัน อโศก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 หนึ่งในเจ้าของร่วมห้องชุด 668 ห้อง ได้ยื่นหนังสือถึง “สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์” รองปลัดกระทรวงคมนาคม กับหมวกอีก 2 ใบในฐานะ 1.บทบาทของประธานคณะทำงานเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบให้กับประชาชน จากกรณีอาคารชุดแอชตัน อโศก (ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566) และ 2.บทบาทในฐานะกรรมการ หรือบอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

อาจกล่าวได้ว่า ปี 2568 การแสวงทางออกของปัญหาทางเข้า-ออกแอชตัน อโศก มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาล่าสุด ซึ่งได้ทำหนังสือตอบข้อซักถามของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นหนังสือลงเลขที่ 935/2567 สรุปสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน รฟม.ใช้ที่ดินเวนคืนเป็นลานจอดรถ ดังนั้น การใช้ทางเข้า-ออกของโครงการแอชตัน อโศก จึงไม่ผิดวัตถุประสงค์การเวนคืน

ขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมมีแนวทางที่จะเดินหน้าสู่การแก้ปัญหาโดยยึดตามแนวทางคำวินิจฉัยกฤษฎีกา เพราะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจน ส่วนวิธีดำเนินการเป็นเรื่องของการลงรายละเอียดระหว่าง รฟม.ที่จะต้องทำหนังสือขอหารือกับกฤษฎีกาโดยตรงต่อไป

คำวินิจฉัยกฤษฎีกา 935/2567

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีการขอใช้ทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก บนที่ดินเวนคืนของ รฟม. ซึ่งได้มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 สรุปสาระสำคัญว่าใบอนุญาตก่อสร้างที่ออกโดย กทม. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โครงการแอชตัน อโศก ต้องมีการขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่ โดยแก้ปัญหาทางเข้า-ออกให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นการหาทางออกให้กับประชาชนที่ได้มีการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งพักอาศัยในโครงการจำนวนมากถึง 668 ห้องชุด

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยกฤษฎีกาที่ 935/2567 มีความเห็นโดยสรุปได้ว่า ข้อเท็จจริงการใช้ที่ดินของ รฟม. มีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบัน รฟม.ใช้ที่ดินที่ได้จากการเวนคืนเป็นลานจอดรถ ดังนั้น การที่ รฟม.อนุญาตให้ใช้ทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก จึงไม่กระทบต่อสาระสำคัญของวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนที่ดิน

เรื่องนี้ “นางสาวน้ำผึ้ง ใจใหญ่” ตัวแทนเจ้าของห้องชุดแอชตัน อโศก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในปี 2566 ทำให้เจ้าของห้องชุด 668 ห้อง ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน ตลอดจนธุรกรรมการซื้อขายเปลี่ยนมือต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คดีที่ยืดเยื้อยาวนานทำให้ห้องชุดที่มีการขอสินเชื่อมาซื้อ เจอปัญหาซ้ำซ้อนจากการที่สถาบันการเงินปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุด (MRR) เนื่องจากพ้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงการผ่อน 3 ปีแรก

ดังนั้น วันนี้ (21 เมษายน) จึงได้เดินสายยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. 13 คน เพื่อขอความเป็นธรรมและขอเร่งรัดให้ รฟม. มีหนังสือขอหารือแนวทางในการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของ รฟม.เป็นทางเข้า-ออก กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยกฤษฎีกาที่ 935/2567 มีความเห็นโดยสรุปได้ว่า ปัจจุบันข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับ รฟม.ได้ใช้ที่ดิน 13 เมตร เป็นทางเข้า-ออกลานจอดรถสถานีสุขุมวิท ถือเป็นการดำเนินการตามกิจการรถไฟฟ้าแล้ว ดังนั้น การอนุญาตให้ประชาชนผู้สุจริตใช้ทางร่วมด้วย จึงไม่กระทบต่อสาระสำคัญของวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน และไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกิจการรถไฟฟ้า

“ในฐานะเราเป็นประชาชนผู้สุจริต และได้รับผลกระทบโดยตรง เจ้าของร่วม (เจ้าของห้องชุด 668 ห้อง) จึงขอความเป็นธรรมจากบอร์ด รฟม. และมีความเห็นว่า รฟม.ควรมีหนังสือไปยังกฤษฎีกา เพื่อหารือแนวทางในการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของ รฟม. เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ที่ดิน รฟม. และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนผู้สุจริตต่อไป”

แอชตัน อโศก

ย้ำความเชื่อมั่นเจ้าของห้องชุด

ถัดมา รองปลัดคมนาคม “สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์” กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาในการแก้ไขปัญหา กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายไปทาง รฟม.เรียบร้อยแล้ว ได้รับทราบว่าแนวทางที่เราดำเนินงานสิ่งที่เราคำนึงก็คือความสะดวกปลอดภัยของลูกบ้าน เรื่องของประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และต้องพิจารณาว่าจะทำยังไงให้การบริหารจัดการครัวเรือนทั้ง 668 ครัวเรือน สามารถที่จะดำรงอยู่ได้โดยที่จะมีสวัสดิการสวัสดิภาพในเรื่องของทางเข้า-ออกอย่างเพียงพอ

“ในส่วนของคดีก็ต้องไปดูเรื่องกฎหมายต่าง ๆ แนวทางก็มีข้อดีที่เราได้ไปอ่านแนวทางกฤษฎีกาที่เป็นคำวินิจฉัยให้กับ กทม. ซึ่งก็ถือว่าได้มีแนวทางแก้ปัญหา แต่ยังเป็นคำวินิจฉัยให้ กทม.อยู่ อย่างไรก็ดี เราได้สั่งการให้ รฟม.ไปพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งผมจะได้ไปติดตามดูแลต่อไปในเรื่องนี้ ต้องเรียนว่าไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เลย

และทางกระทรวงคมนาคมก็มีการจัดตั้งคณะทำงานมาแล้ว ได้มอบหมายงานไปแล้วในการดำเนินงานทั้งหมด เพียงแต่ รฟม.ยังมีข้อคิดเห็นเรื่องทางกฎหมายที่แตกต่าง ซึ่งกระทรวงอยู่ในระหว่างที่จะระดมความเห็นทางกฎหมาย และประชุมนักวิชาการทั้งหมด เพื่อให้เกิดความถูกต้องในกฎระเบียบ กฎหมาย และก็ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่อไปได้”

มีข้อสังเกตคือ เจ้าหน้าที่ รฟม.ระดับปฏิบัติยังมีข้อคิดเห็นเรื่องทางกฎหมายที่แตกต่าง จะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร

“รอบที่แล้ว (ปี 2567) ได้ทราบว่าทางลูกบ้านได้มีการขออนุญาตใช้ที่ดินของ รฟม. เป็นทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก ในประเด็นนี้ได้มีการไปติดตามตรวจสอบก็พบว่ามีประเด็นการยื่นอุทธรณ์ไม่ถูกข้อบังคับเล็กน้อย ก็อยากให้ทางลูกบ้านไปประสาน รฟม. ดูว่ามีกลไกการขอยื่นอุทธรณ์รอบใหม่จะต้องทำยังไง ยื่นตามข้อบังคับไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนถูกต้องต่อไป”

สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของห้องชุด 668 ห้องนั้น “รองสรพงศ์” กล่าวยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมก็ให้ความเชื่อมั่นในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของลูกบ้าน ยังเปิดโอกาสให้โครงการ และลูกบ้านได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องการแก้ไขทางเข้า-ออกอยู่ ตามมาตรา 41-42 ซึ่งก็ยังถือว่าโชคดี และไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดก็เป็นโชคดีของลูกบ้าน (เจ้าของห้องชุด) ที่ไม่เพิกถอนโฉนด พ.ร.บ.ควบคุมอาคารเปิดช่องให้แก้ไขให้ถูกต้องได้

แต่ว่าอย่างไรก็ดี ความดำรงอยู่ของอาคาร ของครัวเรือน ของโฉนด ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อดำรงอยู่ ก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้องในการให้ทำทางเข้า-ออก

คมนาคมทำงานร่วมกฤษฎีกา

สำหรับการดำเนินงานในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา “รองสรพงศ์” ระบุว่า กระทรวงคมนาคมมีแนวทางส่งไปให้ รฟม.ไม่น้อยกว่า 7-8 เดือนแล้ว ทางบอร์ด รฟม.ก็ได้รับแนวทางของกระทรวงไปแล้ว เพียงแต่ว่าแนวทางดำเนินงานต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในเชิงของกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนกันต่อไป โดยสาระสำคัญที่กระทรวงมอบหมายไปก็คือ ขอให้ รฟม. กลับไปอ่านกฎหมายให้ชัดเจน และเปิดแนวทางการดำเนินงาน เช่น คำวินิจฉัยของกฤษฎีกาที่มีต่อ กทม. และเรื่องของ พ.ร.บ.รฟม. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก แต่ต้องพยายามดูแลให้เกิดความเรียบร้อย กระทรวงคมนาคมมีความเห็นไปไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีเดิมที่จบไป จบแล้วก็คือจบ (คำตัดสินศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566) เพราะถือว่าคำวินิจฉัยของศาลเป็นสิ่งที่ต้องเคารพสูงสุด แต่ว่าเรื่องที่ต้องดำเนินการขณะนี้ก็คือ เรื่องของการพิจารณาสำหรับคนที่จะต้องได้รับผลกระทบก็คือ ลูกบ้านที่อยู่อาศัย 668 ครัวเรือน ซึ่งอยากจะให้มองไปในเรื่องประโยชน์สาธารณะแล้ว ไม่มองในเรื่องการขออนุญาตย้อนกลับไป มองในขณะนี้สิ่งที่กระทรวงรับเรื่อง คือรับเรื่องจากลูกบ้าน เราไม่เกี่ยวกับโครงการเลย”

คำถามสำคัญคือ แนวคำวินิจฉัยกฤษฎีกาที่ 935/2567 จะนำมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาของกระทรวงคมนาคมได้อย่างไร

“ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี เรื่องของการดำเนินการต้องให้เกิดความชัดเจนว่ามีผลผูกพันกับ รฟม.อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ผมก็จะได้ไปรายงานต่อที่ประชุมบอร์ดว่า อยากให้เกิดความชัดเจน ในเรื่องของผลพันธะ ผลผูกพันของคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา และก็อาจจะต้องรายงานไปในเรื่องนี้ พร้อมกับทางผู้ที่เดือดร้อน (เจ้าของห้องชุด 668 ห้อง) ยื่นหนังสือ (ถึงบอร์ด รฟม.) ผมในฐานะกระทรวงก็จะได้มอบหมายกันต่อไป ให้ รฟม.รับไปวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจนในเรื่องแนวทางของกฤษฎีกา ว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการแก้ไขปัญหาได้มากน้อยอย่างไร”

อย่างไรก็ดี แนวทางหนึ่งซึ่งอาจจะดำเนินการได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของบอร์ด ก็คือเรื่องของการมอบหมาย รฟม. รับไปหารือกฤษฎีกาโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปตรวจสอบดูว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบอร์ด รฟม.ด้วย

“วันนี้ผมขอรับหนังสือเพื่อจะได้ไปเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบดู และเร่งหารือคณะกรรมการและท่านประธานบอร์ด รฟม.ต่อไป”

ส่วนไทม์ไลน์ที่จะหาข้อยุติได้ภายในเมื่อไหร่นั้น คำตอบสั้น ๆ คือ “เรื่องนี้งวดขึ้นมาทุกทีแล้ว สิ่งที่ต้องขอให้ลูกบ้านแอชตัน อโศก ทำ ก็คือขอให้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ฉบับใหม่ และไปตรวจสอบในเรื่องของการยื่นให้ถูกต้องตามระเบียบ รฟม. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้ ถ้าหากว่าได้มีการตรวจสอบและมีการหารือกับอนุกรรมการกฎหมายของ รฟม. ถึงแนวทางดำเนินงาน ก็อาจจะทำให้เกิดความชัดเจนของกฎระเบียบยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

และย้ำด้วยว่า “ในตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด ต้องคุยกันข้อเท็จจริงทางกฎหมาย และเอาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมาอธิบายกับผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดให้เกิดความชัดเจน”

รวมทั้งมองแนวทางการทำงานร่วมกับคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา 935/2567 ในด้านประโยชน์สาธารณะ

“เราคิดว่าถ้ามีผลผูกพันกับ รฟม. ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับลูกบ้าน” คำกล่าวของ “รองปลัดสรพงศ์”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คมนาคม อัพเดต แอชตัน อโศก เดินหน้าตามความเห็นกฤษฎีกา 935/2567

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...