คมนาคม อัพเดต แอชตัน อโศก เดินหน้าตามความเห็นกฤษฎีกา 935/2567
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม
ใกล้งวดเต็มที สำหรับคดีทางเข้า-ออกคอนโดมิเนียม “แอชตัน อโศก สุขุมวิท 21” หรือแอชตัน อโศก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 หนึ่งในเจ้าของร่วมห้องชุด 668 ห้อง ได้ยื่นหนังสือถึง “สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์” รองปลัดกระทรวงคมนาคม กับหมวกอีก 2 ใบในฐานะ 1.บทบาทของประธานคณะทำงานเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบให้กับประชาชน จากกรณีอาคารชุดแอชตัน อโศก (ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566) และ 2.บทบาทในฐานะกรรมการ หรือบอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
อาจกล่าวได้ว่า ปี 2568 การแสวงทางออกของปัญหาทางเข้า-ออกแอชตัน อโศก มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาล่าสุด ซึ่งได้ทำหนังสือตอบข้อซักถามของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นหนังสือลงเลขที่ 935/2567 สรุปสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน รฟม.ใช้ที่ดินเวนคืนเป็นลานจอดรถ ดังนั้น การใช้ทางเข้า-ออกของโครงการแอชตัน อโศก จึงไม่ผิดวัตถุประสงค์การเวนคืน
ขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมมีแนวทางที่จะเดินหน้าสู่การแก้ปัญหาโดยยึดตามแนวทางคำวินิจฉัยกฤษฎีกา เพราะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจน ส่วนวิธีดำเนินการเป็นเรื่องของการลงรายละเอียดระหว่าง รฟม.ที่จะต้องทำหนังสือขอหารือกับกฤษฎีกาโดยตรงต่อไป
คำวินิจฉัยกฤษฎีกา 935/2567
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีการขอใช้ทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก บนที่ดินเวนคืนของ รฟม. ซึ่งได้มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 สรุปสาระสำคัญว่าใบอนุญาตก่อสร้างที่ออกโดย กทม. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โครงการแอชตัน อโศก ต้องมีการขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่ โดยแก้ปัญหาทางเข้า-ออกให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นการหาทางออกให้กับประชาชนที่ได้มีการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งพักอาศัยในโครงการจำนวนมากถึง 668 ห้องชุด
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยกฤษฎีกาที่ 935/2567 มีความเห็นโดยสรุปได้ว่า ข้อเท็จจริงการใช้ที่ดินของ รฟม. มีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบัน รฟม.ใช้ที่ดินที่ได้จากการเวนคืนเป็นลานจอดรถ ดังนั้น การที่ รฟม.อนุญาตให้ใช้ทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก จึงไม่กระทบต่อสาระสำคัญของวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนที่ดิน
เรื่องนี้ “นางสาวน้ำผึ้ง ใจใหญ่” ตัวแทนเจ้าของห้องชุดแอชตัน อโศก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในปี 2566 ทำให้เจ้าของห้องชุด 668 ห้อง ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน ตลอดจนธุรกรรมการซื้อขายเปลี่ยนมือต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คดีที่ยืดเยื้อยาวนานทำให้ห้องชุดที่มีการขอสินเชื่อมาซื้อ เจอปัญหาซ้ำซ้อนจากการที่สถาบันการเงินปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุด (MRR) เนื่องจากพ้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงการผ่อน 3 ปีแรก
ดังนั้น วันนี้ (21 เมษายน) จึงได้เดินสายยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. 13 คน เพื่อขอความเป็นธรรมและขอเร่งรัดให้ รฟม. มีหนังสือขอหารือแนวทางในการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของ รฟม.เป็นทางเข้า-ออก กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยกฤษฎีกาที่ 935/2567 มีความเห็นโดยสรุปได้ว่า ปัจจุบันข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับ รฟม.ได้ใช้ที่ดิน 13 เมตร เป็นทางเข้า-ออกลานจอดรถสถานีสุขุมวิท ถือเป็นการดำเนินการตามกิจการรถไฟฟ้าแล้ว ดังนั้น การอนุญาตให้ประชาชนผู้สุจริตใช้ทางร่วมด้วย จึงไม่กระทบต่อสาระสำคัญของวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน และไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกิจการรถไฟฟ้า
“ในฐานะเราเป็นประชาชนผู้สุจริต และได้รับผลกระทบโดยตรง เจ้าของร่วม (เจ้าของห้องชุด 668 ห้อง) จึงขอความเป็นธรรมจากบอร์ด รฟม. และมีความเห็นว่า รฟม.ควรมีหนังสือไปยังกฤษฎีกา เพื่อหารือแนวทางในการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของ รฟม. เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ที่ดิน รฟม. และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนผู้สุจริตต่อไป”
ย้ำความเชื่อมั่นเจ้าของห้องชุด
ถัดมา รองปลัดคมนาคม “สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์” กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาในการแก้ไขปัญหา กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายไปทาง รฟม.เรียบร้อยแล้ว ได้รับทราบว่าแนวทางที่เราดำเนินงานสิ่งที่เราคำนึงก็คือความสะดวกปลอดภัยของลูกบ้าน เรื่องของประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และต้องพิจารณาว่าจะทำยังไงให้การบริหารจัดการครัวเรือนทั้ง 668 ครัวเรือน สามารถที่จะดำรงอยู่ได้โดยที่จะมีสวัสดิการสวัสดิภาพในเรื่องของทางเข้า-ออกอย่างเพียงพอ
“ในส่วนของคดีก็ต้องไปดูเรื่องกฎหมายต่าง ๆ แนวทางก็มีข้อดีที่เราได้ไปอ่านแนวทางกฤษฎีกาที่เป็นคำวินิจฉัยให้กับ กทม. ซึ่งก็ถือว่าได้มีแนวทางแก้ปัญหา แต่ยังเป็นคำวินิจฉัยให้ กทม.อยู่ อย่างไรก็ดี เราได้สั่งการให้ รฟม.ไปพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งผมจะได้ไปติดตามดูแลต่อไปในเรื่องนี้ ต้องเรียนว่าไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เลย
และทางกระทรวงคมนาคมก็มีการจัดตั้งคณะทำงานมาแล้ว ได้มอบหมายงานไปแล้วในการดำเนินงานทั้งหมด เพียงแต่ รฟม.ยังมีข้อคิดเห็นเรื่องทางกฎหมายที่แตกต่าง ซึ่งกระทรวงอยู่ในระหว่างที่จะระดมความเห็นทางกฎหมาย และประชุมนักวิชาการทั้งหมด เพื่อให้เกิดความถูกต้องในกฎระเบียบ กฎหมาย และก็ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่อไปได้”
มีข้อสังเกตคือ เจ้าหน้าที่ รฟม.ระดับปฏิบัติยังมีข้อคิดเห็นเรื่องทางกฎหมายที่แตกต่าง จะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร
“รอบที่แล้ว (ปี 2567) ได้ทราบว่าทางลูกบ้านได้มีการขออนุญาตใช้ที่ดินของ รฟม. เป็นทางเข้า-ออกโครงการแอชตัน อโศก ในประเด็นนี้ได้มีการไปติดตามตรวจสอบก็พบว่ามีประเด็นการยื่นอุทธรณ์ไม่ถูกข้อบังคับเล็กน้อย ก็อยากให้ทางลูกบ้านไปประสาน รฟม. ดูว่ามีกลไกการขอยื่นอุทธรณ์รอบใหม่จะต้องทำยังไง ยื่นตามข้อบังคับไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนถูกต้องต่อไป”
สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของห้องชุด 668 ห้องนั้น “รองสรพงศ์” กล่าวยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมก็ให้ความเชื่อมั่นในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของลูกบ้าน ยังเปิดโอกาสให้โครงการ และลูกบ้านได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องการแก้ไขทางเข้า-ออกอยู่ ตามมาตรา 41-42 ซึ่งก็ยังถือว่าโชคดี และไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดก็เป็นโชคดีของลูกบ้าน (เจ้าของห้องชุด) ที่ไม่เพิกถอนโฉนด พ.ร.บ.ควบคุมอาคารเปิดช่องให้แก้ไขให้ถูกต้องได้
แต่ว่าอย่างไรก็ดี ความดำรงอยู่ของอาคาร ของครัวเรือน ของโฉนด ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อดำรงอยู่ ก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้องในการให้ทำทางเข้า-ออก
คมนาคมทำงานร่วมกฤษฎีกา
สำหรับการดำเนินงานในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา “รองสรพงศ์” ระบุว่า กระทรวงคมนาคมมีแนวทางส่งไปให้ รฟม.ไม่น้อยกว่า 7-8 เดือนแล้ว ทางบอร์ด รฟม.ก็ได้รับแนวทางของกระทรวงไปแล้ว เพียงแต่ว่าแนวทางดำเนินงานต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในเชิงของกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนกันต่อไป โดยสาระสำคัญที่กระทรวงมอบหมายไปก็คือ ขอให้ รฟม. กลับไปอ่านกฎหมายให้ชัดเจน และเปิดแนวทางการดำเนินงาน เช่น คำวินิจฉัยของกฤษฎีกาที่มีต่อ กทม. และเรื่องของ พ.ร.บ.รฟม. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก แต่ต้องพยายามดูแลให้เกิดความเรียบร้อย กระทรวงคมนาคมมีความเห็นไปไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีเดิมที่จบไป จบแล้วก็คือจบ (คำตัดสินศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566) เพราะถือว่าคำวินิจฉัยของศาลเป็นสิ่งที่ต้องเคารพสูงสุด แต่ว่าเรื่องที่ต้องดำเนินการขณะนี้ก็คือ เรื่องของการพิจารณาสำหรับคนที่จะต้องได้รับผลกระทบก็คือ ลูกบ้านที่อยู่อาศัย 668 ครัวเรือน ซึ่งอยากจะให้มองไปในเรื่องประโยชน์สาธารณะแล้ว ไม่มองในเรื่องการขออนุญาตย้อนกลับไป มองในขณะนี้สิ่งที่กระทรวงรับเรื่อง คือรับเรื่องจากลูกบ้าน เราไม่เกี่ยวกับโครงการเลย”
คำถามสำคัญคือ แนวคำวินิจฉัยกฤษฎีกาที่ 935/2567 จะนำมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาของกระทรวงคมนาคมได้อย่างไร
“ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี เรื่องของการดำเนินการต้องให้เกิดความชัดเจนว่ามีผลผูกพันกับ รฟม.อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ผมก็จะได้ไปรายงานต่อที่ประชุมบอร์ดว่า อยากให้เกิดความชัดเจน ในเรื่องของผลพันธะ ผลผูกพันของคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา และก็อาจจะต้องรายงานไปในเรื่องนี้ พร้อมกับทางผู้ที่เดือดร้อน (เจ้าของห้องชุด 668 ห้อง) ยื่นหนังสือ (ถึงบอร์ด รฟม.) ผมในฐานะกระทรวงก็จะได้มอบหมายกันต่อไป ให้ รฟม.รับไปวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจนในเรื่องแนวทางของกฤษฎีกา ว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการแก้ไขปัญหาได้มากน้อยอย่างไร”
อย่างไรก็ดี แนวทางหนึ่งซึ่งอาจจะดำเนินการได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของบอร์ด ก็คือเรื่องของการมอบหมาย รฟม. รับไปหารือกฤษฎีกาโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปตรวจสอบดูว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบอร์ด รฟม.ด้วย
“วันนี้ผมขอรับหนังสือเพื่อจะได้ไปเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบดู และเร่งหารือคณะกรรมการและท่านประธานบอร์ด รฟม.ต่อไป”
ส่วนไทม์ไลน์ที่จะหาข้อยุติได้ภายในเมื่อไหร่นั้น คำตอบสั้น ๆ คือ “เรื่องนี้งวดขึ้นมาทุกทีแล้ว สิ่งที่ต้องขอให้ลูกบ้านแอชตัน อโศก ทำ ก็คือขอให้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ฉบับใหม่ และไปตรวจสอบในเรื่องของการยื่นให้ถูกต้องตามระเบียบ รฟม. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้ ถ้าหากว่าได้มีการตรวจสอบและมีการหารือกับอนุกรรมการกฎหมายของ รฟม. ถึงแนวทางดำเนินงาน ก็อาจจะทำให้เกิดความชัดเจนของกฎระเบียบยิ่ง ๆ ขึ้นไป”
และย้ำด้วยว่า “ในตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด ต้องคุยกันข้อเท็จจริงทางกฎหมาย และเอาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมาอธิบายกับผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดให้เกิดความชัดเจน”
รวมทั้งมองแนวทางการทำงานร่วมกับคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา 935/2567 ในด้านประโยชน์สาธารณะ
“เราคิดว่าถ้ามีผลผูกพันกับ รฟม. ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับลูกบ้าน” คำกล่าวของ “รองปลัดสรพงศ์”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คมนาคม อัพเดต แอชตัน อโศก เดินหน้าตามความเห็นกฤษฎีกา 935/2567
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net