โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้ทัน รีไฟแนนซ์บ้านอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด และลดภาระทางการเงิน | เงินทองของจริง

Ch7HD News - ข่าวช่อง7

อัพเดต 23 เม.ย. 2568 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 03.42 น. • TEROASIA
รู้ทัน รีไฟแนนซ์บ้านอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด และลดภาระทางการเงิน | เงินทองของจริง

การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้กู้ที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดดอกเบี้ย แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจกระบวนการและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านที่คุณควรรู้

รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร ?

การรีไฟแนนซ์บ้าน คือ การที่ผู้กู้ย้ายสินเชื่อบ้านจากธนาคารเดิมไปขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารใหม่ โดยทั่วไปมักทำหลังจากหมดช่วงดอกเบี้ยโปรโมชั่น 3 ปีแรก วัตถุประสงค์หลักคือการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการกู้ยืมให้ดีขึ้น เช่น:

- ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

- ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ

แม้ว่าเราสามารถทำการรีไฟแนนซ์ได้หลายครั้ง แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการรีไฟแนนซ์บ่อยเกินไปอาจนำไปสู่การสะสมหนี้และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้าน

การรีไฟแนนซ์บ้านมีข้อดีหลายประการที่เห็นได้ชัดเจน:

1. ช่วยลดอัตราดอกเบี้ย - เมื่อย้ายไปธนาคารใหม่ คุณจะได้รับโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ที่ถูกกว่าเดิม อาจเปลี่ยนจากอัตราลอยตัวเป็นอัตราคงที่ในช่วงแรก

2. ลดยอดผ่อนต่อเดือน - ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ทำให้ภาระการผ่อนต่อเดือนลดลงด้วย

3. ขยายระยะเวลาผ่อน - ช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายต่อเดือน โดยกระจายภาระการผ่อนให้ยาวนานขึ้น

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้าน

การรีไฟแนนซ์บ้านมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

1. ตรวจสอบสัญญากู้เดิม - ติดต่อธนาคารเดิมเพื่อขอเอกสารสรุปยอดหนี้ทั้งหมด และตรวจสอบว่าสามารถเริ่มรีไฟแนนซ์ได้เมื่อไร (โดยทั่วไปต้องผ่อนไปแล้วอย่างน้อย 3 ปี)

2. เปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายสถาบันการเงิน - พิจารณาอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายจากหลายธนาคาร สอบถามถึงโปรโมชันและเงื่อนไขพิเศษที่แต่ละธนาคารอาจมีความแตกต่างกัน รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ธนาคารอาจยกเว้นให้

3. เตรียมเอกสาร - รวบรวมเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานรายได้ และเอกสารกรรมสิทธิ์บ้าน

4. ยื่นคำขอสินเชื่อ - กรอกแบบฟอร์มและส่งเอกสารให้กับธนาคารที่เลือก (อาจมีค่าธรรมเนียมในขั้นตอนนี้)

5. รอการพิจารณาและประเมินหลักประกัน - ธนาคารจะตรวจสอบเครดิตและประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ อาจขอเอกสารเพิ่มเติมหากจำเป็น

6. ตรวจสอบข้อเสนอและเจรจาต่อรอง - เมื่อได้รับข้อเสนอ ควรตรวจสอบรายละเอียดและค่าใช้จ่ายทั้งหมด เจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

7. ทำความเข้าใจและลงนามในสัญญา - อ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขอย่างละเอียดก่อนลงนาม

8. นัดหมายธนาคาร - นัดหมายธนาคารเดิมและธนาคารใหม่ไปพบกันที่กรมที่ดิน เพื่อทำสัญญาไถ่ถอนหนี้เก่า โอนกรรมสิทธิ์ พร้อมทำสัญญาสินเชื่อใหม่ และชำระค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง

ค่าใช้จ่ายสำหรับการรีไฟแนนซ์บ้าน

เมื่อตัดสินใจรีไฟแนนซ์บ้าน คุณควรเตรียมค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้:

1. ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ - เป็นค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่ธนาคารส่งมาประเมินมูลค่าบ้าน โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3,000 - 5,000 บาท (บางธนาคารอาจมีโปรโมชันยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้)

2. ค่าจดจำนอง - ค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้กรมที่ดินสำหรับการจดทะเบียนจำนองใหม่ คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้

3. ค่าอากรแสตมป์ - ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้รัฐ คิดในอัตรา 0.05% ของวงเงินกู้

4. ค่าประกันอัคคีภัย - ค่าใช้จ่ายในการทำประกันเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน อัตราเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินและระยะเวลาคุ้มครอง โดยปกติอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อปีต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท

5. ค่าปรับการชำระหนี้ก่อนกำหนดของสินเชื่อเดิม (ถ้ามี) - หากยังอยู่ในช่วงสัญญากับธนาคารเดิม และมีการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนครบกำหนด บางธนาคารอาจเรียกเก็บค่าปรับ โดยทั่วไปอยู่ที่ 1-3% ของยอดหนี้คงเหลือ

6. ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ - บางธนาคารอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยื่นขอสินเชื่อใหม่ โดยทั่วไปคิดอยู่ที่ 0.25 - 1% ของวงเงินกู้ (หลายธนาคารมักมีโปรโมชันยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้)

เคล็ดลับการผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้น

นอกจากการรีไฟแนนซ์ ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยให้คุณผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นได้:

1. ผ่อนเกินค่างวดทุกเดือน - ยอดที่ธนาคารกำหนดมาให้จ่ายต่อเดือนเป็นเพียงยอดขั้นต่ำ คุณสามารถจ่ายมากกว่านั้นได้ แม้เพิ่มเพียง 500 - 1,000 บาทต่อเดือน ก็ช่วยลดเงินต้นและดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น เพราะส่วนเกินจะถูกนำไปตัดเงินต้นโดยตรง

2. มีเงินก้อนให้รีบโปะ - เมื่อได้โบนัสพิเศษหรือเงินก้อน ควรแบ่งส่วนหนึ่งมาโปะบ้านเพิ่ม เงินที่โปะไปจะถูกนำไปตัดเงินต้น (บางธนาคารอาจต้องแจ้งว่าให้นำเงินที่โปะเพิ่มไปตัดเงินต้นโดยตรง)

3. ขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม (Retention) - เมื่อผ่อนบ้านครบ 3 ปี พ้นช่วงโปรโมชั่นดอกเบี้ย คุณสามารถเจรจาขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมได้ วิธีนี้ง่าย ไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาอนุมัติไม่มาก หากเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติดี โดยมีค่าธรรมเนียมประมาณ 1-2% ของวงเงินสินเชื่อ

4. ผ่อนให้ตรงเวลา - ดอกเบี้ยบ้านคิดเป็นรายวัน การชำระหนี้ไม่ตรงเวลานอกจากจะทำให้เสียดอกเบี้ยเพิ่มแล้ว การผิดนัดชำระบ่อย ๆ ยังอาจส่งผลเสียต่อเครดิตทางการเงิน ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตทำได้ยากขึ้น

การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นทางเลือกที่ดีในการบริหารจัดการหนี้สินเชื่อบ้าน แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง การวางแผนทางการเงินที่ดี จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายการเป็นเจ้าของบ้านโดยปลอดหนี้ได้เร็วขึ้น

พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "กาย สวิตต์" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/biU1qR7I6Xk?si=OvqWRQKf4KSxjUg2

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...