โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องหุ้นกลุ่ม Healthcare

Stock2morrow

อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 13.26 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2568 เวลา 01.00 น. • Stock2morrow
ส่องหุ้นกลุ่ม Healthcare

ส่องหุ้นกลุ่ม Healthcare

โอกาสของนักลงทุนที่ชื่นชอบ "หุ้นยา" และ Healthcare Service

.

.

นอกจากหุ้นกลุ่ม "7 นางฟ้า" แล้ว

หุ้นอีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมมากสำหรับนักลงทุนคนไทย คือ หุ้นกลุ่มยา และ Healthcare

โดยเฉพาะประเทศที่มีนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสูงในอเมริกาแล้ว ทำให้มีความน่าดึงดูดที่จะเข้าไปลงทุน

แต่เนื่องจากว่าหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นไปมาก Valuation ค่อนข้างแพง และราคาหุ้นที่แข็งกว่าตลาด ทำให้หาโอกาสที่เหมาะสมในการลงทุนเป็นไปด้วยความยาก

ส่งผลให้ความนิยมในหุ้นกลุ่มนี้อาจจะไม่เท่ากับหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้าสักเท่าไร

.

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการขึ้นภาษีตอบโต้ของโดนัลด์ ทรัมป์

ทำให้หุ้นกลุ่ม Healthcare ปรับตัวลงมามาก

- Novo Nordisk ราคาหุ้นปรับตัวลงมากว่า -52% ในรอบ 1 ปี

- Merck & Co Inc ราคาหุ้นปรับตัวลงมากว่า -37% ในรอบ 1 ปี

- Pfizer Inc ราคาหุ้นปรับตัวลงมากว่า -16% ในรอบ 1 ปี

ในขณะที่หุ้นบางกลุ่มปรับตัวลงมาไม่มาก เช่น

- Eli Lilly And Co ราคาหุ้นปรับตัว -3%

- Novartis AG ราคาหุ้นปรับตัว -1%

- AbbVie Inc ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น +9%

.

คำถามคือ นโยบายการขึ้นภาษีของทรัมป์ เกี่ยวอะไรกับหุ้นยา ?

ถ้าให้ตอบแบบสั้นๆ คือ ธุรกิจยา และหุ้นกลุ่มประเภท Healthcare Service มีสัดส่วนรายได้จาก US Domestic ทำให้ผลกระทบจากภาษีนำเข้าดูจำกัดกว่ากลุ่มอื่น

ถ้าให้อธิบายแบบยาวๆ มี 3 ประเด็นที่นักลงทุนต้องสนใจ คือ

1. Trump เผยในวันอังคารที่ 8 เม.ย. ว่าเตรียมประกาศภาษีศุลกากรครั้งใหญ่สำหรับยาในเร็วๆ นี้ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีที่วางแผนไว้

นอกจากนี้เผยว่าหากมีการเก็บภาษียา หลายประเทศจะหันมาเจรจากับสหรัฐฯเนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่

และ ยาเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีจาก Reciprocal Tariff

.

2. ด้านบริษัทยาขนาดใหญ่กำลังล็อบบี้กับสหรัฐฯเพื่อขอให้มีการทยอยปรับขึ้นภาษีนำเข้าแทนการปรับทันที เพื่อให้มีเวลาในการปรับเปลี่ยนการผลิต

.

3. รัฐบาลทรัมป์ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบใน Medicare Advantage โดยมี 2 ประเด็นสำคัญ

- เพิ่มการจ่ายเงินให้ Medicare Advantage

รัฐบาลสหรัฐฯ จะจ่ายเงินให้กับแผน Medicare เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5.06% อยู่ที่อย่างน้อย 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าสองเท่าของอัตราที่รัฐบาลเดิมเสนอไว้ในเดือนม.ค. โดยภาพนี้จะทำให้กลุ่ม Healthcare Insurance อย่าง UNH CVS Humana ได้ประโยชน์หลังจะช่วยเยียวยาแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น

- ปรับแผน Medicare ให้ไม่ครอบคลุมกลุ่มยาลดความอ้วน

โดยไม่ครอบคลุมกรณีการใช้เพื่อลดน้ำหนักโดยตรง แต่ยังครอบคลุมยาที่ใช้ในโรคเบาหวานหรือปัญหาหัวใจ หลังหากครอบคลุมยาลดน้ำหนัก จะทำให้สหรัฐฯมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใน 9 ปี

.

ซึ่งถ้าเราไปดูหุ้นประเภท Healthcare Service จะพบว่าราคาแทบไม่ปรับตัวลงเลย เช่น

HCA Healthcare Inc ราคาหุ้น -0.4% ภายใน 1 ปี

UnitedHealth Group Inc ราคาหุ้น +35% ภายใน 1 ปี

CVS Health Corp ราคาหุ้น +2% ภายใน 1 ปี

หรือพูดง่ายๆ คือ หุ้นกลุ่มยาและ Healthcare Service แทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย ในภาพระยะสั้น

.

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์หลายแห่งจากวอลสตรีท มองว่า กลุ่มผู้ผลิตยา ยังคงมีความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี

แต่ไม่สามารถประเมินผลกระทบได้แน่ชัดเนื่องจากความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานและข้อตกลงด้านราคาการนำเข้า

นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ FDA และผลกระทบต่อกระบวนการอนุมัติยายังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลในกลุ่มผู้ผลิตยาเช่นกัน

นักวิเคราะห์ มองว่า การขึ้นภาษีนี้จะทำให้เกิดการขาดแคลนยาและลดการเข้าถึงยาของผู้ป่วยได้ เนื่องจาก

1. การย้ายฐานการผลิตยามายังสหรัฐฯ ใช้เวลา 5-10 ปี และเงินลงทุนราว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

2. หรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการนำเข้ามากกว่า 176 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023

.

.

== กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มยา ==

1. ประเทศยุโรปที่ส่งออกยาเข้าอเมริกา จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เช่น บริษัทยาที่มีฐานอยู่ใน เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย และจีน

ได้รับผลกระทบจากภาพนี้หลังเป็นประเทศที่ส่งออกยามายังสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก

2. โดยเฉพาะบริษัทผลิตยาในกลุ่มยุโรป มีความเสี่ยงมาก หากพิจารณาสัดส่วนรายได้ของบริษัทยาในยุโรปจะพบว่ามีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐมากกว่า 25% ของรายได้รวม

เช่น Nordisk, GSK, Sanofi และ Roche มีรายได้จากตลาดสหรัฐมากกว่า 49% ของรายได้รวม

3. บริษัทยาในอเมริกา จะได้รับผลบวกในระยะสั้น แต่เป็นความเสี่ยงในระยะยาว

โดยบริษัทยาที่เป็นสัญชาติอมเริกา และมียอดขายสูงสุด เช่น AbbVie (72%) Bristol Myers (71%) Eli Lilly (67%)

ซึ่งบริษัทผลิตยา Bristol-Myers Squibb, Pfizer และ Sanofi อาจเผชิญกับผลกระทบต่อกำไรที่มากกว่า

ในขณะที่ ผู้ผลิตวัคซีนจะได้รับผลกระทบมากกว่าเพราะฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่นอกสหรัฐ

โดยสรุปแล้วในระยะสั้น กลุ่มผู้ผลิตยายังมีความเสี่ยงหลังทรัมป์เตรียมประกาศมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับยาเร็วๆนี้ ทำให้ในภาพรวมเรายังแนะระมัดระวังกลุ่ม Pharma และแนะมองกลุ่ม Healthcare Service ที่มีสัดส่วนรายได้ภายใน US Domestic ซึ่งทำให้ผลกระทบจากภาษีนำเข้าดูจำกัดกว่ากลุ่มอื่น

.

แถมท้ายข้อมูลอีกนิด ปัจจุบันนักลงทุนหุ้นไทย สามารถซื้อ DR ที่ลงทุนในธุรกิจ Healthcare ระดับโลกได้แล้ว

โดยมีกลุ่มที่น่าสนใจ คือ

1. Novo Nordisk A/S จากตลาด Nasdaq Copenhagen รหัส NOVOB80

บริษัทเภสัชกรรมจากประเทศเดนมาร์ก เชี่ยวชาญในการพัฒนาและผลิตยาสำหรับการรักษาโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอินซูลิน และปากกาลดน้ำหนัก

มีชื่อเสียงในด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์

.

2. Sanofi SA จากตลาด Euronext Paris รหัส SANOFI80

บริษัทเภสัชกรรมจากประเทศฝรั่งเศส บริษัทชั้นนำในวงการเภสัชกรรมระดับโลกมีความเชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนาและจำหน่ายยารักษาโรคต่างๆ

รวมทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ

.

3. Eli Lilly and Company จากตลาด NYSE รหัส LLY80X

บริษัทผู้ผลิตยาชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนายาและนวัตกรรมทางการแพทย์ และยังเป็นบริษัทยารายแรกของโลกที่ผลิตอินซูลินในการรักษาโรคเบาหวาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...