“RISC-V” ชิปโอเพ่นซอร์สจากจีน พร้อมเขียนกติกาใหม่โลกเทคโนโลยี
จีนเปิดตัวชิป RISC-V รุ่นใหม่ สั่นสะเทือนระบบนิเวศเทคโนโลยีโลก ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเล่นบทนายอำเภอ คุมเศรษฐกิจโลกด้วยการขึ้นภาษี แต่จีนกลับเลือก "ปฏิวัติ" สิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมเทงบประมาณมหาศาล เป้าหมายคือการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
ในขณะที่ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเดินหน้าสู่ยุคใหม่ จีนกลับเลือกไม่ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้า แต่ใช้กลยุทธ์ที่เงียบ ยั่งยืนกว่า ด้วยการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของตนเองผ่านเทคโนโลยี "โอเพ่นซอร์ส"
ช่อง HypeCrafts บน YouTube ได้วิเคราะห์การพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ได้อย่างน่าสนใจ หลังจากที่ประเทศจีนได้เปิดตัวชิปRISC-V รุ่นแรกที่ใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม โดยพัฒนาจากสถาปัตยกรรมโอเพ่นซอร์สที่ไม่มีชาติใดผูกขาดได้ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อก “โซ่ตรวนเทคโนโลยี” ที่สหรัฐฯ ใช้ควบคุมโลกมานานหลายทศวรรษ เพราะไม่มีใครสามารถคว่ำบาตรโค้ดโอเพ่นซอร์สได้
โดย RISC-V เป็นสถาปัตยกรรมคำสั่งแบบเปิด (Open-source Instruction Set Architecture) เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวสมองของชิปที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึง ปรับแต่ง และผลิตได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์จากบริษัทตะวันตก
จุดแข็งของRISC-V คือเสรีภาพในการพัฒนาโดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการค้า ส่งผลให้ RISC-V อาจกลายเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ดิจิทัลของจีนในการหลุดพ้นจากอิทธิพลของสหรัฐฯ และนี่คือกลยุทธ์จีน ที่ไม่ใช่แค่ตอบโต้ แต่ "ปฏิวัติ" สิ่งที่เกิดขึ้น
โดยแทนที่จีนจะตอบโต้มาตรการแบนจากวอชิงตันด้วยการคว่ำบาตรสวนกลับ จีนเลือกเทงบประมาณมหาศาลเข้าสู่ภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัป และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ เป้าหมายคือการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
ผลลัพธ์เริ่มเห็นชัด เมื่อชิปRISC-V สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “เศรษฐกิจชิปแบบคู่ขนาน” ที่ไม่ขึ้นกับสหรัฐฯ หรือซิลิคอนวัลเลย์อีกต่อไป และนี่ไม่ใช่แค่การ decoupling แต่เป็นวิวัฒนาการของระบบเทคโนโลยีโลก
เมื่อจีนพัฒนา RISC-V และสร้างระบบนิเวศของตนเองขึ้นมา โลกกำลังจะมีอุปกรณ์จากจีนที่อาจไม่ได้ใช้ชิปจาก Intel หรือซอฟต์แวร์จากสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่เป็นระบบที่จีนควบคุมเอง ตั้งแต่โปรเซสเซอร์ โทรศัพท์ เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงแพลตฟอร์ม AI ขณะที่ประเทศในกลุ่ม Global South ที่เคยต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็อาจพบทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีใครสามารถคว่ำบาตรได้ ไม่มีลิขสิทธิ์ผูกขาด และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ความสำเร็จของRISC-V ไม่ได้สะท้อนแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านของอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา โมเดลโอเพ่นซอร์สที่จีนเลือกใช้ สร้างความร่วมมือข้ามบริษัท ข้ามอุตสาหกรรม และข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล้ายกับที่ Linux เคยปฏิวัติโลกซอฟต์แวร์ แต่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นในโลกของ "ฮาร์ดแวร์"
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเคยพึ่งพาชิปจากสหรัฐฯ และยุโรป จีนกำลังสร้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร การออกแบบ ไปจนถึงการผลิตและการจัดจำหน่าย ซึ่งหมายความว่า จีนสามารถขยายตัว ปรับตัว และฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม แม้เผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์จำนวนมากยังติดกับดักความคิดเดิมว่า “จีนกำลังพยายามไล่ตาม” เทคโนโลยีตะวันตก แต่ความเป็นจริงในหลายด้านชี้ว่าจีนกำลัง “กระโดดข้าม” ไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี 3D chip stacking, หน่วยความจำแบนด์วิธสูง (HBM), AI processor เฉพาะทาง หรือแม้แต่การผลิตชิปขนาด 7 นาโนเมตรภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร ทั้งหมดสะท้อนว่าตอนนี้จีนไม่ใช่ผู้ตามอีกแล้ว แต่กำลังกลายเป็น "ผู้กำหนดกติกา"
การเปิดตัวชิปRISC-V จากจีนไม่มีแถลงการณ์จากผู้นำระดับสูง แต่สิ่งนี้อาจเป็น “เสียงเงียบ” ที่ดังกว่าทุกสงครามการค้าหรือมาตรการคว่ำบาตรใด ๆ โลกกำลังเคลื่อนสู่จุดที่ “อิสรภาพทางเทคโนโลยี” คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด และไม่แน่ว่าจีนอาจกลายเป็นประเทศแรกที่เข้าใจสิ่งนี้ก่อนใคร
ย้อนไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ เคยรายงานเรื่องนี้เอาไว้ว่า ประเทศจีนมีแผนจะออกแนวทางนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้ชิปแบบโอเพ่นซอร์ส RISC-V ทั่วประเทศเป็นครั้งแรก โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเร่งด่วนของปักกิ่งในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่เป็นของชาติตะวันตก
โดยรอยเตอร์ได้ระบุว่า แนวทางนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการใช้ชิปRISC-V อาจมีการประกาศออกมาเร็วที่สุดภายในเดือนนี้ แม้ว่าวันประกาศอย่างเป็นทางการอาจเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังก็ตาม โดยแนวทางนี้อยู่ระหว่างการร่างโดยความร่วมมือของหน่วยงานรัฐบาล 8 แห่ง
ซึ่งรวมถึง สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (Cyberspace Administration of China), กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ministry of Industry and Information Technology), กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry of Science and Technology) และ สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศจีน (China National Intellectual Property Administration)
อย่างไรก็ตาม ทางรอยเตอร์ได้ระบุแหล่งข่าว เนื่องจากการหารือเกี่ยวกับนโยบายยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่กระทรวงทั้ง 4 แห่งยังไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็นของรอยเตอร์
ทั้งนี้ในประเทศจีน หน่วยงานของรัฐและสถาบันวิจัยต่างยอมรับการใช้RISC-V อย่างกระตือรือร้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีลักษณะเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่นักออกแบบชิปของจีนก็ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีต้นทุนการพัฒนาที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนยังไม่เคยกล่าวถึงเทคโนโลยีนี้ในนโยบายอย่างเป็นทางการมาก่อน
การใช้งาน RISC-V ที่ขยายตัวในจีนได้รับการจับตามองอย่างระมัดระวังจากสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี
ในปี 2023 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สมาชิกสภาคองเกรสบางรายในสหรัฐฯ ได้กดดันให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จำกัดการที่บริษัทอเมริกันเข้าไปมีส่วนร่วมกับเทคโนโลยีนี้ ด้วยความกังวลว่าจีนกำลังใช้ประโยชน์จากลักษณะโอเพ่นซอร์สของ RISC-V เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง
ผู้ให้บริการ IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) RISC-V แบบแสวงหากำไรที่ใหญ่ที่สุดในจีน ได้แก่ XuanTie ของบริษัท Alibaba และสตาร์ทอัพ Nuclei System Technology ซึ่งจำหน่ายโปรเซสเซอร์RISC-V เชิงพาณิชย์ให้กับนักออกแบบชิป
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมงานอีเวนต์เกี่ยวกับRISC-V ซึ่งจัดโดย XuanTie ได้กล่าวว่า ความนิยมของ DeepSeek อาจช่วยผลักดันการใช้ RISC-V ให้แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากโมเดล AI ของ DeepSeek สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนชิปที่มีพลังประมวลผลน้อยกว่า
ด้านนาย ซุน ไห่เถา ผู้จัดการของบริษัท China Mobile System Integration ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์ ICT กล่าวว่า “บริษัทขนาดเล็กที่ต้องการใช้งาน AI และโมเดลของ DeepSeek อาจหันมาเลือกใช้ชิปที่ออกแบบตามสถาปัตยกรรมRISC-V แม้ว่าชุดโซลูชันRISC-V ที่มีราคา 10 ล้านหยวน อาจให้ประสิทธิภาพเพียงประมาณ 30% ของ NVIDIA หรือ Huawei แต่หากซื้อสามชุด ต้นทุนโดยรวมก็อาจยังต่ำกว่า ทำให้มองได้ว่านี่คือจุดที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้"
อ้างอิง : Youtube ช่อง HypeCrafts, reuters.com