ทะเลแคสเปียนมีระดับน้ำลดลง อาจมากถึง 21 ม. ในปี 2100
ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ระดับน้ำทะเลแคสเปียนลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแมวน้ำท้องถิ่น ชุมชนชายฝั่ง และเศรษฐกิจรอบทะเลกำลังเสี่ยงอันตราย
ทะเลแคสเปียนนั้นเป็นทะเลปิดที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับยุโปร โดยมีเนื้อที่พื้นผิวน้ำประมาณ 371,000 ตารางกิโลเมตรทำให้บางครั้งทะเลแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามด้วยอุณหภูมิโลกที่กำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้น้ำในทะเลแห่งนี้มีอัตราการระเหยเพิ่มขึ้นจนน่ากังวล
ผลการศึกษาใหมที่เผยแพร่บนวารสาร Communications Earth & Environment เผยให้เห็นว่าพื้นที่ราว 112,000 ตารางกิโลเมตรมีแนวโน้มที่จะแห้งแล้งลงจนทำให้ระดับน้ำลดลง 5-10 เมตร และอาจถึง 21 เมตรภายในปี 2100 หากไม่มีการจำกัดภาวะโลกร้อน
“การลดลงของระดับน้ำทะเลแคสเปียนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกก็ตาม” ดร. Simon Goodman จากสาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าว
การวิจัยเผยให้เห็นว่าหากทะเลแคสเปียนลดลง 5 เมตร จะทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยของแมวน้ำแคสเปียนที่เป็นสัตว์ท้องถิ่นลดลงถึง 81% ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามอย่างหนักต่อประชากรที่อยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันปลาสเตอร์เจียนที่ถูกกดดันจากการประมงเพื่อเอาเนื้อและคาเวียร์เองก็จะมีพื้นที่อยู่อาศัยลดลง 25-45% แต่หากทะเลแคสเปียนลดลงไปถึง 10 เมตร ระบบนิเวศ 4 ใน 10 ที่หาได้เฉพาะในภูมิภาคนี้จะหายไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้
ไม่เพียงเท่านั้นประชากรมากกว่า 15 ล้านคนที่อาศัยอยู่ตามบริเวณชายฝั่งเองก็จะได้รับผลกระทบ ทั้งในประเทศอาเซอร์ไบจาน อิหร่าน คาซัคสถาน รัสเซีย และเติร์กเมนิสถาน ที่ต่างก็เพิ่งพาแหล่งน้ำนี้ในการประมง เดินเรือ และค้าขายก็จะเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจได้
“มันอาจฟังดูเหมือนเป็นกรอบเวลาที่ยาวนาน แต่เมื่อพิจารณาถึงความท้าทายทางการเมือง กฎหมาย และการขนส่งมากมายที่เกี่ยวข้อง เราจึงควรเริ่มดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ(ในการปกป้องทะเลแคสเปียน)สูงสุด” ดร. Goodman กล่าว
เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด ทีมวิจัยหวังว่าทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สนับสนุนชุมชนชายฝั่งให้มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ มีการขยายขอบเขตพื้นที่คุ้มครอง พร้อมกับติดตามระบบนิเวศและสายพันธุ์ที่อยู่ในภูมิภาคแห่งนี้
“เราหวังว่าการวิจัยนี้จะช่วยเพิ่มการตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่ลดลง การทำแผนที่นี้จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและนักอนุรักษ์สามารถวางแผนและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น” Rebecca Court นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าว
ที่มา
https://www.nature.com/articles/s43247-025-02212-5
https://www.discovermagazine.com/…/why-the-caspian-sea…
https://phys.org/…/2025-04-caspian-sea-rapid-decline…
https://oceanographicmagazine.com/…/caspian-seas…/….
Photo: NASA