โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากรักแห่งสยาม สู่ GELBOYS การเปลี่ยนผ่าน Culture เด็กหยาม ที่คนทุกรุ่นควรจับตา

a day magazine

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 10.53 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 03.53 น. • a day magazine

เลิกเรียนแล้ว ไป ‘เดินสยาม’ กัน!

เดินสยาม ไม่ใช่แค่วลีธรรมดา แต่เป็น Culture ของวัยรุ่นกรุงเทพฯ ที่ชาวเมืองทุกคนต้องเคยสัมผัส หรือต่อให้ไม่เคย ก็ต้องคุ้นตากับภาพของตึกแถวสูง ถนนคนเดิน หรือกิจกรรมเปิดหมวกเล่นดนตรี ที่ปรากฏในสื่อบันเทิงวัยรุ่นมาแทบจะทุกยุค

ไม่ว่าจะ ‘รักแห่งสยาม’ หรือล่าสุดกับ ‘GELBOYS’ ผลงานจากผู้กำกับมากฝีมือ บอส กูโน ที่ขอกลับมารันวงการซีรีส์วัยรุ่นอีกครั้งกับเรื่องราวความสัมพันธ์สุดกั๊กของแก๊งชายแท้เล็บเจลที่มีฉากหลังเป็นสยามสแควร์ นี่เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้จะผ่านมากี่ยุค หมุนเวียนไปกี่เจน ‘สยาม’ ก็ยังคงเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมป็อปที่ไม่มีใครหน้าไหนมาล้มแชมป์ได้

แต่กว่าจะกลายมาเป็นสยามที่สว่างไสวไปด้วย แสง สี เสียง ในอดีตพื้นที่ทองคำแห่งนี้ เคยเป็นแค่ตึกแถวแออัดที่ห่างไกลคำว่า ‘เจริญ’ อยู่หลายขุม แต่อะไรทำให้สยามกลายเป็นสยามอย่างทุกวันนี้ ตามไปย้อนเวลา หาคำตอบไปด้วยกัน~

เริ่มต้นจากตึกแถวรกร้าง

สยามสแควร์อาจรุ่งเรืองเกรียงไกรในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีต ยุคที่ BTS ยังคงเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน สถานที่เที่ยวเพียงแห่งเดียวของคนยุคนั้น คือ ‘วังบูรพา’ ย่านสุดชิคเขตพระนครของวัยรุ่นยุค 1950

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์เพลิงไหม้ในปี 1962 เมื่อชุมชนแออัดแถบปทุมวันถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง จนทำให้ผู้คนละแวกนั้นทยอยย้ายออก จากความคึกคัก จึงถูกแทนที่ด้วยความรกร้างรอการบูรณะ

เมื่อประกอบกับช่วงนั้นมีนโยบายพัฒนาประเทศของ ‘นายกจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ทางจุฬาฯ เจ้าของพื้นที่บริเวณนั้น จึงเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่บนถนนพระราม 1 ให้เป็นแหล่งพาณิชยกรรม โดยจับมือกับบริษัทเซาท์อีสท์เอเชียก่อสร้าง คืนชีพห้องแถวบริเวณนั้นให้กลายเป็นศูนย์การค้าเชิงราบ และเติมความครึกครื้นด้วยโรงหนัง ลานโบว์ลิง ไปจนถึงลานไอซ์สเกต พร้อมเปิดตัวภายใต้ชื่อ ‘ปทุมวันสแควร์’ แต่แค่ปทุมวันอาจไม่ยิ่งใหญ่พอสำหรับความตั้งใจจะสร้างพื้นที่ระดับประเทศ ชื่อจึงถูกเปลี่ยนเป็น ‘สยามสแควร์’ ในที่สุด

ความเจริญเริ่มเข้าทักทายสยามสแควร์ เมื่อมีการเปิดตัวโรงภาพยนตร์สำคัญถึง 3 ที่ เริ่มตั้งแต่โรงภาพยนตร์สยามในปี 1967, โรงภาพยนตร์ลิโด้ในปี 1968 และโรงภาพยนตร์สกาลาในปี 1970 จากนั้นสยามจึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสวรรค์ของเหล่าคนรักหนัง และต่อมาในปี 1973 ห้างสยามเซ็นเตอร์ก็ได้เปิดตัวขึ้นพร้อมๆ กับการแข่งขันวงดนตรี ‘วงชาโดว์’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวง The Shadows ของอังกฤษ จากนั้นทุกตรอกและซอกซอยของสยาม จึงถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงเพลงและบทหนัง

จากตึกแถวที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ถูกแต่งเติมด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเหล่าวัยรุ่นที่ตบเท้ากันเข้ามาเสพความบันเทิง ใช้เวลาเพียงไม่นาน สยามสแควร์ก็กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญในที่สุด

เมื่อการเปลี่ยนผ่านมีมูลค่าต้องแลก

ถ้าเปรียบสยามสแควร์กับหนัง Coming of Age สักหนึ่งเรื่อง เมื่อกราฟพุ่งขึ้นถึงจุดพีก ก็ต้องมีอุปสรรคมาขัดขวาง เพื่อสร้าง New Wave ระลอกใหม่ที่ทำให้ตัวเอกแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

ตัวร้ายในเรื่องนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่เป็นโควิด-19 ธานอสในโลกความเป็นจริงที่ทำทั้งโลกหยุดชะงักได้โดยไม่ต้องมี Infinity Stones โรคระบาดทำให้คนต้องกักตัวอยู่บ้าน และความเงียบเหงากลับมาเยือนสยามแห่งนี้อีกครั้ง

ความเศร้าของการหยุดชะงักในครั้งนี้ คือสยามต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อโรงภาพยนตร์ที่เคยสร้างชื่อให้กับพื้นที่นี้อย่าง ‘สกาลา’ ประกาศปิดตัวอย่างเป็นทางการ นี่ไม่ใช่แค่การยุติกิจการธรรมดา แต่มันคือการสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

หมอกความซบเซาปกคลุมพื้นที่กว่า 60 ไร่ จนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจใครหลายคนว่า‘สยามจะกลับมารุ่งเรืองเหมือนอย่างอดีตได้หรือไม่ ?’ คำตอบได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สยามก็ยังเป็นสยามอยู่วันยันค่ำ เมื่อมันถูกปัดฝุ่นแปลงโฉมใหม่อีกครั้ง กับโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

เริ่มตั้งแต่เอาเสาไฟฟ้าลงดิน สร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่อย่าง SIAMSCAPE พร้อมเปลี่ยนถนนใจกลางสยามสแควร์ให้กลายเป็น Walking Street ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ รวมถึงการเติมความเงียบเหงาด้วยเสียงดนตรีของวงมัธยมเปิดหมวก จนในที่สุดความคึกคักก็กลับมาเยือนสยามอีกครั้ง

พื้นที่ที่โอบกอดความหลากหลาย

จากวัฒนธรรมดูหนังที่สยาม ถูกเปลี่ยนผ่านสู่ Culture เดินเที่ยวสยาม พื้นที่อิสระที่เปิดกว้างให้เราได้แสดงตัวตน ความชอบ และความสนใจ การเดินสยามจึงไม่ใช่แค่การช็อปปิงธรรมดา แต่เป็นการเติมพื้นที่ว่างในใจของเหล่าวัยรุ่น ให้พวกเขาได้เป็นตัวเองโดยที่ไม่มีใครมาตีกรอบ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สยามกลายเป็นไอคอนิกของคำว่า ‘วัยรุ่น’ และมีอิทธิพลอย่างมากกับสื่อบันเทิงไทยในหลากหลายด้าน มีภาพยนตร์วัยรุ่นจำนวนมากที่เลือกใช้สยามเป็นฉากหลักของเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ ‘รักแห่งสยาม (2007)’ เรื่องราวความสัมพันธ์ของ ‘มิว’ กับ ‘โต้ง’ เพื่อนสนิทสมัยเด็กที่วนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ภายใต้บรรยากาศของสยามสแควร์ และด้วยแสง สี เสียง องค์ประกอบสุดโรแมนติกในสยามก็ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ที่มากเกินกว่าเพื่อนให้แก่เขาทั้งสอง

ความน่าสนใจคือสยามสแควร์ มักถูกใช้เป็นสัญญะที่สื่อถึง ‘พื้นที่แห่งความหลากหลาย’ ไม่ว่าจะด้านความคิด วัฒนธรรม ไปจนถึงความรักในกลุ่ม LGBTQIA+ ที่อยู่นอกกรอบของสังคมไทย นอกจาก รักแห่งสยาม แล้ว ซีรีส์มาแรงล่าสุดอย่าง GELBOYS (2025) ที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มชายรักชายภายใต้บริบทเจน Z ก็ได้ใช้สยามสแควร์เป็นฉากหลักของเรื่องเช่นเดียวกัน

นอกจากอิทธิพลในด้านสื่อแล้ว สยามสแควร์ยังได้ฉายาว่า ‘รันเวย์วัยรุ่นไทย’ ที่สะท้อนเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวของคนแต่ละยุคได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะสตรีตแฟชั่น, Y2K, Korean Style หรือแม้กระทั่งวินเทจ รวมถึงกระแสไวรัลอย่างการถ่ายชาเลนจ์ในยุค TikTok ฟีเวอร์ ที่ทำให้สยามกลายเป็นทำเลทองในการทำคอนเทนต์ของครีเอเตอร์

นโยบายพัฒนาพื้นที่อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้สยามสแควร์เจริญจนคนหลั่งไหลเข้ามา แต่สิ่งที่สร้างเสน่ห์และเอกลักษณ์ให้กับสถานที่แห่งนี้ กลับเป็น ‘ผู้คน’ ที่เข้ามาช่วยแต่งเติมสีสันที่หลากหลาย เปลี่ยนแหล่งช็อปปิง สู่พื้นที่ทางวัฒนธรรม ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุค ก็ยังคงสว่างไสวไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเฉกเช่นเดิม

สยามสแควร์ไม่ใช่แค่สถานที่

แต่มันคือช่วงเวลาของชีวิตวัยรุ่นที่ไม่มีวันหวนกลับมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...