โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

Thaiware

อัพเดต 25 มี.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • Cocothedog
Optical Computing คืออะไร ? รู้จัก การคำนวณเชิงแสง หรือ การประมวลผลด้วยแสง ตั้งแต่ความหมาย, หลักการทำงาน และ การเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ฯลฯ

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่พึ่งพากระแสไฟฟ้าในการทำงาน ซึ่งการประมวลผลข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์จะใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล และดำเนินการทางลอจิก (Logic Operation) ต่าง ๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต โดยคอมพิวเตอร์สามารถใช้แสงเป็นตัวกลางในการประมวลผลแทนกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งเรียกว่า "Optical Computing" หรือภาษาไทยคือ "การคำนวณเชิงแสง" หรืออีกคำก็คือ "การประมวลผลด้วยแสง" นั่นเอง

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ Optical Computing ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร ?, มีหลักการทำงานอย่างไร ?, ความแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไป และมันเป็นอนาคตของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่อย่างไร ?

เนื้อหาภายในบทความ

  • การคำนวณเชิงแสง คืออะไร ?
    (What is Optical Computing ?)
  • หลักการทำงานของ การคำนวณเชิงแสง
    (How does Optical Computing work ?)
  • ความแตกต่างระหว่าง คอมพิวเตอร์ที่ใช้การคำนวณเชิงแสง และคอมพิวเตอร์ทั่วไป
    (Differences between Optical Computing and Conventional Computers)
  • ประโยชน์ และขีดจำกัดของ การคำนวณเชิงแสง
    (Benefits and Limitations of Optical Computing)
  • บทสรุป : อนาคตของ การคำนวณเชิงแสง
    (The Future of Optical Computing)

การคำนวณเชิงแสง คืออะไร ? (What is Optical Computing ?)

Optical Computing (การคำนวณเชิงแสง) หรือที่บางครั้งเรียกว่า "Optoelectronic Computing" และ "Photonic Computing" ซึ่งก็คือการใช้แสงในการประมวลผล แทนการใช้กระแสไฟฟ้าเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไป แสงที่ใช้ก็อาจจะมาจากเลเซอร์ หรือแหล่งกำเนิดแสงอื่น ๆ สาเหตุที่ทำให้มันน่าสนใจก็เพราะว่า "แสง" ซึ่งมีคุณสมบัติด้านฟิสิกส์ที่เดินทางเร็วได้เร็วกว่ากระแสไฟฟ้า และไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่า และยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมอีกด้วย

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

ภาพจาก : https://www.photonics.com/Articles/Photonics_Reshapes_the_Future_of_Computing/a69683

การใช้แสงช่วยให้ข้อมูลสามารถเคลื่อนที่ไปได้ ในขณะที่ข้อมูลยังถูกประมวลผลอยู่ในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องหยุดการเคลื่อนที่ของข้อมูลเพื่อให้คำนวณเสร็จสิ้น ยิ่งทำให้การประมวลผลด้วยแสง จะไม่มีการหน่วงเวลา (Latency) เหมือนกับระบบที่ใช้กระแสไฟฟ้า

หลักการทำงานของ การคำนวณเชิงแสง (How does Optical Computing work ?)

เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป Optical Computing จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

ภาพจาก : https://electricalfundablog.com/optical-computer/

  • Optical Processor (หน่วยประมวลผลเชิงแสง) : ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยใช้แสงผ่านอุปกรณ์พิเศษ เช่น Optical Logic Gates และ Photonic Crystals
  • Optical Data Transfer (การรับส่งข้อมูลด้วยแสง) : ใช้สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) หรือ Waveguides เพื่อส่งข้อมูลภายในระบบ
  • Optical Storage (หน่วยเก็บข้อมูลเชิงแสง) : ใช้หลักการบันทึกข้อมูลด้วยแสง เช่น Holographic Memory หรือ Quantum Dots
  • Optical Power Source (แหล่งกำเนิดแสง) : แหล่งกำเนิดพลังงานแสง

Optical Logic Gates

Optical Logic Gates ทำหน้าที่คล้ายกับ Logic Gates ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งจะควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนผ่านการ "เปิด" และ "ปิด" วงจรไฟฟ้า แต่ใน Optical Computing ใช้แสงแทนอิเล็กตรอน ซึ่งทำให้การทำงานของมันมีความเร็วสูง และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

ภาพจาก : https://electricalfundablog.com/optical-computer/

กระบวนการทำงานของ Optical Logic Gates เมื่อแสงถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิด จะเดินทางต่อไปยัง Gate ที่ทำหน้าที่ควบคุมสถานะของแสงนี้ หากแสงสามารถเดินทางผ่านไปได้ Gate จะอยู่ในสถานะ ON หรือ 1 แต่ถ้าหากแสงถูกบล็อกไว้ที่ใดที่หนึ่งจะทำให้ Gate อยู่ในสถานะ OFF หรือ 0 ซึ่งคล้ายคลึงกับการทำงานของ Transistor ที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า

การใช้แสงในการควบคุมสถานะนี้ทำให้การประมวลผลของ Optical Logic Gates สามารถทำได้เร็วกว่า และแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากแสงสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูง และไม่มีปัญหาความร้อนสะสมเหมือนการไหลของกระแสไฟฟ้าในระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป นอกจากนี้ ยังไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียพลังงานไปในกระบวนการ ซึ่งมักเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในระบบที่ใช้กระแสไฟฟ้านั่นเอง

Photonic Crystals

Photonic Crystals เป็นวัสดุโครงสร้างพิเศษที่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของแสง ผ่านการปรับแต่งคุณสมบัติทางแสงของวัสดุนั้น ๆ ได้ ทำให้ Optical Computing สามารถควบคุมแสงได้ในระดับนาโน ซึ่งเป็นสิ่งที่การใช้สายไฟเบอร์ออปติก หรือ Waveguides (ท่อนำคลื่น) แบบปกติไม่สามารถทำได้

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

ภาพจาก : https://physicsworld.com/a/shaped-light-waves-penetrate-further-into-photonic-crystals/

Photonic Crystals ถูกออกแบบมาให้สามารถ สะท้อน หรือกรองแสงในความถี่ที่เฉพาะเจาะจง สามารถใช้แทนสายไฟฟ้า และลายทองแดงใน หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ทำให้การส่งข้อมูลเกิดขึ้นในระดับที่เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งสามารถนำไปใช้กับ Optical Logic Gates เพื่อสร้างเงื่อนไขสำหรับการทำงานนั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง คอมพิวเตอร์ที่ใช้การคำนวณเชิงแสง และคอมพิวเตอร์ทั่วไป (Differences between Optical Computing and Conventional Computers)

ทุกคนน่าจะคุ้นชินกันดีกับคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ใช้กระแสไฟฟ้า หรืออิเล็กตรอนในการประมวลผลเพราะว่าเราใช้มันอยู่ทุกวัน กลับกันใน Optical Computing จะใช้โฟตอนแทน โดยที่แสงสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ากระแสไฟฟ้าแถมยังมี แบนด์วิดท์ (Bandwidth) ที่สูงกว่ามาก ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ในอัตราที่เร็วกว่าอิเล็กตรอน

คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะต้องใช้ สายทองแดง หรือ วงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อน ในการควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า แต่ใน Optical Computing ไม่จำเป็นต้องใช้วงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนเลย ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ทำการประมวลผลด้วยแสง มีขนาดที่เล็กลงแต่มันก็ยังเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะปัจจุบันเจ้าเทคโนโลยีนี้มันยังคงอยู่ในห้องแล็ป ยังไม่ถูกพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และตัวมันก็ยังมีขนาดใหญ่อยู่มาก

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

ภาพจาก : https://www.mtek.co.uk/what-is-a-computer-circuit-board

อีกประเด็นที่สำคัญ ปัจจุบัน Optical Computing มีศักยภาพในการส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงถึงระดับ เทราบิตต่อวินาที (Tbps) ซึ่งสูงกว่าการส่งข้อมูลผ่านสายทองแดงแบบดั้งเดิมที่รองรับเพียง กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) เท่านั้น ซึ่งความแตกต่างนี้เกิดจากข้อจำกัดพื้นฐานของวัสดุที่ในคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม อิเล็กตรอน เป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านลายทองแดง หรือวัสดุเซมิคอนดักเตอร์

โดยอิเล็กตรอนในสายทองแดงสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วสูงสุดประมาณ 1% ของความเร็วแสงในสุญญากาศ หรือประมาณ 3,000 กม./วินาที เท่านั้น ในขณะที่ โฟตอน ซึ่งใช้ใน Optical Computing สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าอิเล็กตรอนหลายเท่า อยู่ที่ประมาณ 50-75% ของความเร็วแสงในสุญญากาศ หรือ 150,000–225,000 กม./วินาที เมื่อผ่านวัสดุที่ออกแบบมาให้รองรับการประมวลผลด้วยแสง

ด้วยความแตกต่างด้านความเร็วนี้ทำให้ Optical Computing อาจมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ระดับ Exascale รุ่นต่อ ๆ ไป

ประโยชน์ และขีดจำกัดของ Optical Computing (Benefits and Limitations of Optical Computing)

Optical Computing มีข้อดีอยู่หลายประการที่สามารถทำให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการพัฒนาคอมพิวเตอร์ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บางประการ เราลองมาดูกันไปทีละหัวข้อเลย

ประโยชน์ของ Optical Computing

1. ความเร็ว และขนาดที่เล็ก

การใช้แสงในการส่งข้อมูลทำให้ Optical Computing ทำงานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม โดยที่แสงสามารถเดินทางได้เร็ว และไม่มีปัญหา Latency ข้อมูลจึงสามารถถูกส่ง และประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ขนาดของเครื่องยังสามารถเล็กลงได้มาก เพราะไม่ต้องใช้วงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนเหมือนกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป

2. ลดความร้อนสะสม และไม่เกิดปัญหาจากไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อระบบไม่ใช้กระแสไฟฟ้า จึงไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสมที่มักพบได้บ่อย นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่อง ไฟฟ้าลัดวงจร หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถทำให้คอมพิวเตอร์เกิดปัญหาได้

3. การประมวลผลแบบขนาน (Parallel Computing)

Optical Computing สามารถประมวลผลข้อมูลหลายชุดพร้อมกันได้เช่นกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับการใช้งานใน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) หรือการทำงานที่ต้องการความเร็วสูงเช่นเอาไปคำนวณสมการง่าย ๆ แต่หลายค่า

ข้อมูลเพิ่มเติม : Parallel Processing คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? รู้จักการประมวลผลแบบขนาน

4. ส่งข้อมูลได้หลายช่องทางพร้อมกัน

อีกหนึ่งข้อดีของการใช้แสงคือ การส่งข้อมูลที่มีแบนด์วิดท์สูง ซึ่งสามารถส่งข้อมูลผ่านหลาย ๆ ช่องทางได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องรอคิวในการส่งข้อมูลเหมือนกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ลายทองแดง

5. ต้นทุนที่ต่ำกว่า

การผลิตส่วนประกอบที่ใช้ใน Optical Computing มักจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะวัสดุที่ใช้ในระบบแสงสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีการผลิตในปริมาณมาก

ข้อจำกัดของ Optical Computing

1. การพัฒนา Photonic Crystals ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

การพัฒนา Photonic Crystals หรือวัสดุที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของแสงใน Optical Computing ยังมีความยากลำบาก เนื่องจากมันมีความซับซ้อนในการออกแบบให้ผลิตวัสดุเหล่านี้ให้มีคุณสมบัติที่สามารถใช้งานได้จริง

2. ความซับซ้อนจากการปฏิสัมพันธ์ของหลายสัญญาณ

เมื่อใช้แสงในการประมวลผลข้อมูล การที่แสงหลาย ๆ สัญญาณมาปะทะกันอาจทำให้การคำนวณมีความซับซ้อนมากขึ้น หากไม่มีการควบคุมที่ดี อาจทำให้ผลลัพธ์ผิดพลาด หรือไม่ตรงตามที่คาดหวัง

3. ต้นแบบในปัจจุบันยังมีขนาดใหญ่

แม้ว่า Optical Computing จะมีศักยภาพที่น่าสนใจ แต่ต้นแบบในปัจจุบันยังค่อนข้างใหญ่ และไม่สะดวกในการใช้งานจริง ยังต้องการการพัฒนาอีกมากให้มีขนาดเล็กลง

Optical Computing คืออะไร ? จะเป็นอย่างไรหากคอมพิวเตอร์ใช้แสงแทนกระแสไฟฟ้า

ภาพจาก : https://news.microsoft.com/source/features/innovation/building-a-computer-that-solves-practical-problems-at-the-speed-of-light/

บทสรุป : อนาคตของ Optical Computing (The Future of Optical Computing)

Optical Computing เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ โฟตอน (Photon) แทนอิเล็กตรอนในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งช่วยให้สามารถส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่เกิดการสะสมความร้อนเหมือนในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กระแสไฟฟ้า ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จะยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะความซับซ้อนในการพัฒนา Photonic Crystals และยังขาดความรู้ความเข้าใจ แต่นักวิจัยก็ยังพยายามหาทางเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้อยู่ หากสำเร็จ Optical Computing ก็จะมีศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และการใช้งานใน Artificial Intelligence (AI) ให้รวดเร็วขึ้นไปอีก

และเมื่อพูดถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่กำลังจะมาแทนที่ในอนาคต อย่าง การคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum Computing) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหาที่เกินขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ Optical Computing เองก็มีศักยภาพในการทำงาน ที่เร็วกว่าบางกรณีด้วยโดยเฉพาะในการคำนวณที่ง่ายก็จะทำได้เร็วกว่า ทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีโอกาสที่จะทำงานร่วมกันในอนาคต และสามารถเปลี่ยนแปลงวงการคอมพิวเตอร์ และการประมวลผลข้อมูลให้ล้ำสมัยไปอีกขั้น

➤ Website : https://www.thaiware.com
➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware
➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware
➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...