โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องจริงของ ‘JENNIE’ ที่อัดแน่นใน ‘Ruby’ อัลบั้มของหญิงสาวผู้มี Shakespeare เป็นแรงบันดาลใจให้กล้าโอบรับทั้งด้านดีๆ และด้านพังๆ ในฐานะ ‘มนุษย์’

Mirror Thailand

อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 05.28 น.
ภาพไฮไลต์

เริ่มต้นขึ้นแล้วกับ New Era ของตัวแม่ It Girl แห่งยุค JENNIE ที่ 15 เพลงใน ‘Ruby’ โซโล่อัลบั้มแรกของเธอ กำลังกรุยทางให้เจนนี่เดินไปสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัวอย่างสง่างามและจริงใจกับผู้ฟังทั่วโลก เพราะนี่คืออัลบั้มที่เจนนี่กล่าวไว้เลยว่า มันจะเป็นตัวแทนความเป็นเธอ ซึ่งบอกเล่าชีวิตส่วนตัวของเธอผ่านเนื้อเพลงอย่างแท้จริงที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุดเป็น ‘ครั้งแรก’

ดังนั้นหากใครสงสัยว่าสไตล์ของเจนนี่เป็นยังไง? แนวเพลงแบบไหนที่เจนนี่ชอบ? เทสต์ของเจนนี่จริงๆ หน้าตาเป็นแบบไหน? อะไรคือตัวตนที่เจนนี่เป็นกันแน่? หรือกระทั่งอยากรู้ว่า “เธอเป็นคนยังไงและรู้สึกอะไรบ้าง?” ก็ให้ทุกคนมองมาที่อัลบั้มนี้ แล้วค่อยๆ ไล่ฟังเพลงทั้งหมดจนจบ และคุณก็จะได้คำตอบของคำถามที่สงสัยเอง เพราะ Ruby คือสมุดบันทึกที่เธอได้กางประสบการณ์และความรู้สึกหลายห้วงอารมณ์ที่ผ่านมาของเธอมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังแบบ ‘จริงที่สุด’ ไม่ใช่เรื่องสมมติหรือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาเหมือนบทละคร

“ฉันต้องการให้ Ruby เป็นบางสิ่งที่เป็นตัวแทนของฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ส่วนที่ถูกขัดเกลามาแล้ว ไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณเห็นๆ มาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ฉันกำลังนำเสนอ ‘ตัวเอง’ เป็นครั้งแรกด้วยด้านที่แท้จริงและซื่อตรงของฉัน ดังนั้นทุกเพลงและทุกเนื้อเพลงจึงเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของฉัน และเป็นเรื่องราวของฉันที่ฉันจะบอกกับคุณ” เจนนี่พูดในค่ำคืนแสนพิเศษของเธอระหว่างแสดงคอนเสิร์ต The Ruby Experience ณ Peacock Theater ลอสแองเจลิส

นอกจากนี้ใน Press Release เธอได้ย้ำว่าอัลบั้มนี้ “จะใช้เสียงและมุมมองของตัวเอง” โดยได้แรงบันดาลใจในการทำอัลบั้มมาจาก Shakespeare ทั้งบทประพันธ์ As You Like It และหนังสือ The Seven Ages of Man ซึ่งล้วนว่าด้วยการทำความเข้าใจความเป็น ‘มนุษย์’ ที่มีหลายองค์ประกอบหล่อหลอม โดยเจนนี่อธิบายว่า “อัลบั้มนี้จะสำรวจธีมของการเกิด ความรัก ความศรัทธา และนำไปสู่จุดพีคของชีวิต…กระบวนการทำอัลบั้มนี้จึงเป็นการเดินทางที่มีคุณค่าแห่งการเติบโตและการค้นพบตัวตนในฐานะศิลปินค่ะ” เจนนี่ยังแชร์ในงาน Rubify ร่วมกับ Spotify ซึ่งเป็นการฉลองให้กับอัลบั้มของเธออีกว่า “คอนเซ็ปต์ของเชกสเปียร์ที่ว่าด้วย 7 ขั้นของชีวิต แนวคิดนี้มันส่งมาถึงตัวฉันจริงๆ ฉันเลยต้องการสำรวจอารมณ์เหล่านั้น ตั้งแต่ความไร้เดียงสา (innocence) และความรัก (love) จนถึงการมีพลังอำนาจ (power) การสะท้อนตัวตน (reflection) และ การเป็นตำนาน (legacy) มันรู้สึกเหมือนว่านี่คงเป็นทางที่เพอร์เฟกต์แล้วล่ะ ที่จะแนะนำตัวเองในฐานะศิลปินเดี่ยวและแสดงทุกๆ ด้านว่าฉันเป็นใคร”

นอกจากเพลงที่ปล่อยออกมาก่อนหน้าอย่าง Mantra เพลงที่บูสต์ความมั่นใจให้สาวๆ Love Hangover เพลงของหญิงสาวที่เมาค้างกับความรักที่ท็อกซิก ZEN เพลงที่แสดงถึงพลังอำนาจในตัวเอง หรือจะ ExtraL เพลงเพื่อนหญิงพลังหญิงม่วนๆ ที่ร้องกับ Doechii ยังมีเพลงไหนในอัลบั้มอีกบ้างที่แฝงเรื่องราวของเธอแล้วน่าหยิบมาพูดถึงบ้าง อ่านกันได้เลย

‘like JENNIE’

เพลงที่ ‘เจนนี่’ ฝากถึงเหล่าแอนตี้ว่า อยากเกลียดก็เชิญ ยังไงเธอก็มาเป็นฉันไม่ได้หรอก

like JENNIE เพลงสุดแซ่บจังหวะมัน ที่ฟังแล้วอยากจะเดินเชิ่ดๆ ผ่านหน้าคนที่ไม่ชอบหน้าเรา ให้อีกฝ่ายอกแตกตาย!

อย่างที่รู้ว่าเจนนี่เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่การถูกวิจารณ์การแต่งตัวเซ็กซี่ หรือถูกโจมตีตอนที่เธอมีข่าวเดตกับศิลปินชายแล้วมีคนไม่พอใจ หรืออย่างไร้เหตุผลที่สุดก็คือมีคนไม่ชอบเธอแค่เพราะว่าไม่ชอบหน้าก็แค่นั้นเลย นั่นทำให้เธอมีแอนตี้แฟนที่พร้อมสาดความเกลียดชังอยู่ไม่น้อย และเพลงนี้ก็ถือเป็นเพลงที่ส่งสารไปถึงแอนตี้เหล่านั้นแบบสับๆ เพราะสุดท้าย คนที่เกลียดก็ทำได้แค่เกลียด ทำได้แค่อิจฉาชีวิตเธอไปวันๆ

“ฉันน่ะ Special Edition และแม้แต่ AI ของเธอ ก็ไม่สามารถมาก๊อปปี้กันได้หรอกจ้ะ ฉันทิ้งเบาะแสไว้ที่ห้องลองชุดนะ เรื่องเม้าท์มอยร้อนๆ เลย อืม ไม่อะ ฉันไม่ได้คิดถึงแฟนเก่า แต่พวกเขาน่ะ คิดถึงฉันแน่” เผ็ดร้อนสุดๆ ที่เจนนี่ยกเรื่องแฟนเก่าขึ้นมาพูด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องที่เธอโดนด่าลำดับต้นๆ คือการมีข่าวเดต ที่ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติแทบทุกครั้ง และทำให้เธอกลายเป็นตัวละครหลักในหัวข้อสนทนาที่โดนด่าแบบงงๆ แม้เธอจะไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม

“ไหน ใครอยากไปเริ่ดกับเจนนี่? ก็ขึ้นผมให้ปัง ทำเล็บให้ดุ้งแบบเจนนี่ แล้วใครล่ะจะทำให้คนอื่นคลั่งไคล้ได้แบบเจนนี่? แบบ แบบ แบบ เจนนี่…พวก haters มันไม่ชอบเจนนี่กันหรอก เพราะพวกมันไม่มีทางเป็นเจนนี่ได้ยังไงล่ะ แต่หล่อนน่ะ เคยเจอเจนนี่ยัง?” นี่คงเป็นการตอบกลับแบบกวนๆ ของเจนนี่ถึงเหล่าแอนตี้ พร้อมกับยังมองเห็นความเริ่ดในตัวเอง และปิดท้ายด้วยการถามว่า อีกฝ่าย (คนที่เกลียด) เคยเจอเจนนี่หรือยัง เพราะบางคน เห็นคนเกลียด ก็อาจแห่กันเกลียดตาม ทั้งที่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย และยังย้ำถึงความเริ่ด และ Self-Love ท่ามกลางคนที่ด่าด้วยว่า “พวกเขาไม่สามารถจัดการฉันได้หรอก เพราะฉันน่ะประเมินค่าไม่ได้” ซึ่งถือว่าเข้มแข็งมากๆ ที่เจนนี่ยังมองเห็นถึงคุณค่าในตัวเองแม้จะเจอวันยากๆ

โดยเธอได้ฟาดกลับแบบสับว่า หลังจากนี้ไอดอลที่ทุกคนมองว่าเพอร์เฟกต์ หรือต้องไม่หือไม่อือ จะกลายเป็นคนร้ายๆ ถ้าอีกฝ่ายยังไม่หยุดเข้ามาทำร้ายกัน อย่างท่อน “ออกไปให้พ้นได้ละ ก่อนที่ตุ๊กตาบาร์บี้คนนี้จะกลายเป็นตุ๊กตาชัคกี้! ที่เอาชื่อฉันไปพูดอย่างนั้น shame ฉันอย่างนี้ blame ฉันอย่างนู้น พยายามทำร้ายฉันน่ะ” เพราะสุดท้าย ศิลปินก็คือ ‘มนุษย์’ ธรรมดาที่มีความรู้สึก ซึ่งไม่จำเป็นต้องยอมเจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียวเมื่อถูกทำร้าย กังนั้นคงไม่ผิดนัก ถ้าเธอจะขอตอบกลับบ้าง หลังจากที่อดทนมานานมากแล้ว

‘Starlight’

เพลงที่ ‘เจนนี่’ อยากให้รู้ว่าดาวดวงนี้ที่เป็นแรงใจให้แฟนๆ ก็มีวันที่มืดมิด และหลงทางเหมือนกัน

หลายครั้งเราจะได้เห็นข้อความฮีลใจของแฟนๆ ที่ส่งมอบให้กับศิลปินที่ตัวเองรัก เจนนี่ก็เช่นกัน เธอมีแฟนๆ ที่รักเธอ และคอยซัพพอร์ตเธอตลอดความสำเร็จที่ผ่านมา พวกเขาเปรียบเธอเป็นเหมือนดาวจรัสแสง เป็นแสงดาวที่ส่องประกายอยู่บนฟ้าให้ผู้คนชื่นชม ซึ่งในเพลง Starlight ก็ได้บอกเล่าว่า ขณะที่ทุกคนมองเธอเป็นแรงบันดาลใจ เป็นคนเก่ง สวย มีความสามารถ และประสบความสำเร็จ นั่นกลับไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เพราะยังไงเธอก็เป็นเพียงมนุษย์เหมือนๆ กับคนอื่นๆ ที่มีหลายด้าน และชีวิตก็คงไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา เพียงแต่ไม่ได้มีใครมารับรู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอะไรอยู่ เพราะเธอไม่ได้อยากโชว์ให้คนอื่นเห็นตามท่อนที่ร้องว่า…

“คุณบอกว่าคุณเห็นแสงดาวในตัวฉัน ส่องประกาย สว่างจ้า และบริสุทธิ์ แล้วช่วงเวลาระหว่างนั้นล่ะ? คุณบอกว่าคุณเห็นแสงดาวในตัวฉัน แล้วความลึกลับที่มืดมิดล่ะ? ช่วงเวลาอื่นๆ ที่คุณไม่เห็นมันล่ะ? มันมีอะไรลึกซึ้งมากกว่าที่คุณคิดนะ”

นอกจากนี้เจนนี่ยังพูดถึงวิธีที่ทำให้เธอแสดงออกมาให้คนอื่นสบายใจ และเห็นเฉพาะ ‘ด้านดีๆ’ ในชีวิต ที่เนื้อร้องท่อนหนึ่งของเธอได้กล่าวถึง ‘White Lie’ หรือการโกหกเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ โดยไม่ได้มีเจตนาร้ายๆ แต่อย่างใด และเธอยังพูดถึงความรู้สึกอยากเป็นคนที่น่าภาคภูมิใจอย่างท่อน “ฉันก็แค่อยากจะทำให้แม่ของฉันภูมิใจมากขึ้น เมื่อความคิดโง่ๆ ของฉันมันเริ่มดังขึ้นว่า ‘นังบ้า ใจเย็นๆ ดิ” และลุกไปอาบน้ำเย็นๆ ไป เพื่อเป็นการบอกว่า เธอไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใคร แต่เธอก็เหมือนคนธรรมดาที่ต้องเคยอยู่ภายใต้ความกดดัน ทุกข์ใจ ถกเถียงกับตัวเอง ทบทวนกับตัวเอง หรือแม้แต่ต้องหาวิธีฮีลใจในแบบของตัวเอง

‘Filter’

เพลงที่ ‘เจนนี่’ โอบรับด้านไร้ฟิลเตอร์ ไร้การปรุงแต่งของตัวเอง ซึ่งแม้จะมีคนไม่ชอบ แต่ถ้าเรายังชอบตัวเองอยู่ แค่นั้นก็ดีที่สุดแล้ว

Filter เป็นเพลงโปรดของเรา เพราะมันกำลังพูดถึงความจริงของใครหลายๆ คนที่ต่างเคยพยายามเปลี่ยนตัวเองโดยการสวมฟิลเตอร์บางอย่างเพื่อให้ใครมาชอบ มากหน่อยก็เปลี่ยนตัวเองจนโลกหมุนรอบคนอื่นจนไร้ซึ่งความสุข หรือน้อยลงหน่อยก็อาจพยายามปรับตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในเรื่องเล็กๆ แต่ก็ทำให้ตัวตนของเราสั่นคลอนไปได้ ซึ่งเจนนี่เอง ก็พยายามจะบอกทุกคนว่า เธอขอเลือกที่จะโอบรับด้านไร้ฟิลเตอร์ที่เป็นตัวจริงของเธอ เพราะการเป็นคนอื่นน่ะ มันเหนื่อย

“มองเข้าไปในกระจกสิ ไม่มีอะไรชัดเจนไปมากกว่านี้แล้ว ถอดฟิลเตอร์ของเธอออกเถอะนังบ้า แล้วถามตัวเองว่า เธอจะทำอะไรดี?” เมื่อเราถอดความคาดหวังของคนอื่นออกไป เราจะเห็นว่าตัวเราจริงๆ น่ะ อยากทำอะไรกันแน่ แต่เธอก็ยังย้ำผ่านเนื้อเพลงว่าการออกจากฟิลเตอร์มันคงไม่ได้ง่ายหรอกเพราะ “แสงไฟทั้งหมดนั่น พวกเขาตามฉันมา คันเร่งพุ่งผ่านประตู เมื่อฉันขับออกไป ตัดสินกันผิวเผินอย่างรวดเร็วดีหนิ รู้ดีไปซะหมดเชียวนะ” อนึ่ง การเป็นตัวเองมักตามมากับการถูกตั้งคำถามและการตัดสิน แต่ถ้าเข้มแข็งในจุดยืนมากพอ เราเชื่อว่าทุกคนจะผ่านพ้นไปได้อย่างสวยงาม เพราะการรักตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างยั่งยืนที่สุด และการโอบรับตัวตนที่แท้จริงที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบได้ จะทำให้เราใช้ชีวิตโดยไม่เหนื่อยยากจนอึดอัดมากเกินไป

เหมือนอย่างที่เจนนี่ค้นพบว่า “เมื่อฉันถอดมันออกมา ฉันก็ได้รู้ว่า ฉันรักตัวเองมากขึ้น” และแม้จะมีคนพร้อมตัดสินมากมาย เหมือนอย่างที่ผ่านมาเจนนี่ถูกตัดสินว่าเป็นผู้หญิงแบบนั้น แบบนี้ ทุกครั้งที่เธอแต่งตัวในแบบที่ชอบ หรือเป็นในแบบที่เธออยากเป็น เธอก็ยืนยันว่าจะ “ไม่มีอะไรที่สามารถมาแตะต้องฉันได้ เมื่อฉันถอดมัน (ฟิลเตอร์) ออกไปแล้ว”

‘Handlebars’

เพลงที่ ‘เจนนี่’ บอกว่า ตอนตกหลุมรัก เธอจะคลั่งรักจนเหมือนคนเมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์!

ฮอตสุดๆ นาทีนี้กับแผ่นเสียงเพลง Handlebars ของเจนนี่ที่ร่วมฟีทเจอริ่งกับนักร้องสาว Dua Lipa ที่ถูกใช้รัวๆ ทั่วโซเชียลฯ ในทุกๆ แพลตฟอร์ม ซึ่งเสน่ห์ที่หลายคนชอบเพลงนี้ ก็คงเป็นความฟังง่าย แต่ยังแฝงความเซ็กซี่ ขี้เล่น ที่เป็นสไตล์ของเจนนี่สุดๆ บวกกับเสียงร้องของดูอาที่มาร่วมแจม ก็ยิ่งทำให้เพลงนี้ดูกลมกล่อมขึ้นไปอีก

เพลงนี้ว่าด้วยอาการเมารัก เวลาเจนนี่ตกหลุมรักใครสักคน ที่เวลาเธอตกหลุมรัก เธอจะหลงเขามากๆ เหมือนกับท่อนสุดติดหู “I trip and fall in love. Just like a Tuesday drunk” หรือที่แปลว่า “ฉันลุ่มหลงและตกหลุมรัก เหมือนกับคนเมาในวันอังคารเลย” ซึ่ง Tuesday drunk ก็ล้อมาจาก การดื่มหนักตั้งแต่ต้นสัปดาห์แทนที่จะไปเมาให้เต็มที่ในวันหยุด เพราะมันไม่ไหวแล้วจริงๆ ร่างกายต้องการแอลกอฮอล์! เหมือนที่เราจะพอเห็นมีมจากฝรั่งอยู่บ้าง ที่รีบเมาตั้งแต่วันอังคาร โดยในบริบทของเจนนี่จะเป็นการเมารักไอ้ต้าวของเธอแทนนั่นเอง อย่างท่อนร้องที่ว่า “เพียงจูบเดียว ฉันก็เสียสติไปแล้ว 7 วัน 7 คืน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ”

เจนนี่ยังบอกอีกว่า “ทำไมความรักที่ไม่เคยใจดีกับฉันเลยล่ะ? ได้ยินมาว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะรีบร้อน และใช่ คนนั้นคือฉันเอง มันเผาไหม้ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า” ซึ่งก็แน่ชัดว่า เจนนี่เวลามีความรัก เธอจะกลายเป็นสาวคลั่งรักและเต็มที่อย่างแน่นอน

ซึ่งในแง่หนึ่ง การที่เราหลงใครหัวปักหัวปำ มันก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้เราเจ็บได้ง่าย ถ้าเรากลายเป็นคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิก หรือเกิดเรื่องไม่คาดฝันในความสัมพันธ์ขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นการที่ได้ลองทุ่มหมดหน้าตักในความรัก มันก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรบางอย่าง และไม่ทำให้เรารู้สึกเสียดายอะไร (แต่การมีสติในความรักก็ยังสำคัญเสมอนะ)

‘start a war’

เพลงที่ ‘เจนนี่’ ย้ำว่า การยืนหยัดสู้เพื่อคนที่เธอรัก จะเป็นสิ่งที่เธอทำ แม้จะทำให้เกิดสงคราม

ยังคงต่อเนื่องกับการทุ่มเทให้กับความรักของเจนนี่ ซึ่งในเพลง start a war ทุกคนก็จะได้เห็นถึงการพร้อมปกป้องคนรักของเธอ

“คุณรู้ไหมว่าสำหรับฉัน มันไม่มีจุกแตกหักหรอก ใช่แล้ว ฉันอยู่นี่ที่โดยปล่อยผ่าน noise ทั้งหมดนั้นไป ฉันจะปกป้องสิ่งที่เป็นของฉันตลอดทั้งวันเอง” อย่างที่บอกว่าการมีข่าวเดตในฐานะศิลปินไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นไปได้ยากที่เธอจะไม่ได้เผชิญกับเสียงแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ และนั่นทำให้เธออยากบอกทุกๆ คนให้รู้ว่า เวลาที่ในความสัมพันธ์มีปัญหา เธอจะคอยอยู่ข้างๆ คนที่รักเอง แม้อีกฝ่าย หรือกระท่ังเธอเองจะโดน ‘คนนอก’ เข้ามาต่อว่าเอง เธอก็ยืนยันว่า “หากมีใครบางคนเริ่มที่จะพยายามทำบางอย่าง ฉันก็จะพยายามเพื่อคุณนะ ฉันจะสู้เพื่อคุณ”

เธอยังพูดถึงมุมมองความรักของเธอลงไปในเพลงด้วยว่า “เพราะว่ารัก มันมาพร้อมความรับผิดชอบ” เพื่อยืนยันว่า แม้อะไรจะเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลจากการกระทำจาก ‘คนนอกความสัมพันธ์’ เธอก็จะพร้อมจับมือแก้ปัญหากับคนรักไปด้วยกัน ถึงมันจะเป็นเรื่องท้าทายที่ทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน แต่เธอก็จะพยายามสู้เพื่อมันให้ได้มากที่สุด

‘F.T.S’

เพลงที่ ‘เจนนี่’ ขอยืนยันว่า ถ้าเกิดคุณไม่รักกันแล้ว ฉันก็ขอ “ช่างหัวแม่ง!” เพื่อเซฟใจตัวเอง

F.T.S ย่อมาจาก Fuck that shit หรือแปลหยาบๆ ได้ว่า “ช่างหัวแม่ง” เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ขมวดจบทุกอย่าง หลังจากที่เธอทุ่มเทให้กับความรักอย่างเต็มที่ไปแล้ว แต่หากอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความรักและอยากจะไปกันต่อ เธอก็ขอกลับมาโฟกัสที่จิตใจตัวเองเป็นหลัก

“บางทีนี่คงถึงเวลาที่ฉันต้องกล้าทำอะไรสักอย่าง และกลับมามีสติ ถอดเสื้อของฉันกลางสายฝนนี้” เจนนี่ร้อง ซึ่งคำว่า take a leap of faith ที่เธอร้องนี้ มีความหมายว่า เธอกำลังจะกล้าได้กล้าเสี่ยงบางอย่าง แม้จะยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่เธอรู้แค่ว่าเธอต้องกลับมายืนหยัดเพื่อตัวเองอีกครั้ง หลังจากเธอได้ตั้งคำถามในความสัมพันธ์ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเสรีภาพและความซื่อสัตย์กันแน่นะ?” นั่นทำให้เธออยากจะ “ช่างหัวแม่ง” เพราะอีกฝ่าย “เปลี่ยนไป และฉันจะไม่สู้กับสิ่งเร้านั้นละ ฉันจะบ้าละ และฉันจะพูดในสิ่งที่ต้องการถ้าเรื่องบ้าๆ นั่นมันเป็นจริง” ซึ่งเรื่องบ้าๆ ที่ว่าก็คงเป็นเรื่องบางอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน ที่ก็ต้องมีความสำคัญมากพอที่ทำให้กระทบจิตใจเธอ และทำให้เริ่มกลับมาทบทวนความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง

อ้างอิง:

https://variety.com/2025/music/news/jennie-ruby-experience-concert-review-1236330927/

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-03-07/entertainment/kpop/Jennie-releases-solo-album-Ruby-aloing-with-popup-event-in-Yongsan-District/2256993

https://newsroom.spotify.com/2025-03-06/jennie-ruby-listening-party-rubify-k-pop/

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...