ตร.เเสมดำหิ้ว 3 โจรปล้นทรัพย์ปั๊มน้ำมันค้านประกัน ส่วนอีกโจ๋เเยกดำเนินคดีศาลเยาวชน
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ศาลอาญาธนบุรี ร.ต.อ.ยุทธนา พลอยสุก พนักงานสอบสวน สน.แสมดำ ได้ควบคุมตัว นายธีระศักดิ์ นามปัญหา อายุ 20 ปี,นายสิทธิศักดิ์ บำรุงกูล อายุ 24 ปี,นายชิงชัย เทศารินทร์ อายุ 20 ปี พร้อมพวกรวม3คน ซึ่งร่วมกับ นาย ธ.นามสมมุติ(เป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีในศาลเยาวชนฯ) ผู้ต้องหาปล้นทรัพย์ในปั๊มน้ำมันไปยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งเเรกเป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.-3 ก.ย.
โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่าหลังจากเลิกงานผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ได้เลิกงานจึงได้ชักชวนเพื่อนที่ทำงานนั่งดื่มสุรากันที่บริเวณที่ทำงานจนกระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. เศษ ได้มีผู้เสียหายที่ 2 ได้ชักชวนไปดื่มสุราที่ร้าน ช.ช้างคาราโอเกะ ต่อมาผู้เสียหายทั้งสามพร้อมเพื่อนอีกสองคนรวม 5 คนได้นั่งดื่มสุราภายในร้านจนร้านปิดเวลาประมาณ 24.00 น. แต่ผู้เสียหายกับเพื่อนก็ได้นั่งกินต่ออยู่ที่ริมถนนใกล้หน้าร้านจนกระทั่งเวลาประมาณ 3.20 น. ทั้งหมดจึงชวนกันกลับบ้านพักโดยก่อนจะได้แวะเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.สะแกงาม 14 เมื่อเติมเสร็จได้ขับรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณหน้าห้องน้ำภายในปั๊ม เพื่อนของผู้เสียหาย2คนเดินเข้าไปในห้องน้ำผู้เสียหายที่ 3 ได้ลงจากรถมานั่งขอบปูนทางเดินหน้ารถที่จอดไว้
ต่อมามีกลุ่มผู้ต้องหาได้ขี่รถจักรยานยนต์สองคันมีนาย ธ.(ซึ่งเป็นเยาวชนที่ได้แยกฟ้อง) เป็นผู้ขับขี่และมีนายธีระศักดิ์ผู้ต้องหาที่1นั่งซ้อนท้ายและจักรยานอีกคันมี นายสิทธิศักดิ์ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ขับขี่และมีนายชิงชัยผู้ต้องหาที่ 4 นั่งซ้อนท้าย โดยรถทั้งสองคันได้ขับมาจอดใกล้รถจักรยานยนต์ของกลุ่มผู้เสียหาย
จากนั้นผู้ต้องหาที่1ที่สวมใส่แจ๊กเก็ตสีดำ กางเกงขายาวสีเข้มสวมหมวกกันน็อกเต็มใบ ได้เดินลงมาจากรถมาหาผู้เสียหายที่ 1 ที่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่แล้วใช้มือต่อยเข้าที่บริเวณใบหน้าด้านขวาของผู้เสียหายที่1จำนวนหนึ่งครั้งแล้วกระชากเสื้อจนผู้เสียหายที่ 1 ตกจากรถโดยที่มือขวาของผู้ต้องหาที่ 1 ถืออาวุธมีดดาบยาวประมาณ 1 ช่วงแขนไว้แล้วผู้ต้องหาที่ 1 ก็เดินอ้อมไปหาผู้เสียหายที่ 2 ที่นั่งคร่อมรถจักรยานอีกคันหนึ่งอยู่ ขณะนั้นผู้ต้องหาที่ 2 ที่สมหมวกกันน็อกสีขาว สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้ม กางเกงสามส่วนได้ลงจากรถแล้วเดินมาทางด้านหลังของผู้เสียหายที่สองแล้วใช้มือขวาปล่อยที่บริเวณด้านหลังของผู้เสียหายที่ 2 ขณะที่ผู้ต้องหาที่1ได้หลวงเอาอาวุธปืนปลอมที่พกมาถือไว้ที่มือซ้ายส่วนมือข้างขวาถือดาบ แล้วผู้ต้องหาที่ 1 ได้ใช้เท้าซ้ายเตะไปที่ผู้เสียหายที่ 2 บริเวณใบหน้าหนึ่งครั้งแล้วผู้ต้องหาที่ 2 ได้เข้ามาเตะผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณลำตัวหนึ่งครั้งทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ล้มนอนหงายหลัง และผู้ต้องหาที่ 1 ใช้มือ ข้างซ้ายเหวี่ยงแบบสกัดเข้าหาบริเวณใบหน้าของผู้เสียหายที่3จำนวนหนึ่งครั้ง แล้วผู้ต้องหาที่ 2 ได้เข้าไปหยิบเอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุงของผู้เสียหายที่ 2 ที่หล่นอยู่ข้างเข่าด้านซ้ายของผู้เสียหายที่ 2 ที่นอนอยู่และได้ล้วงกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินอยู่ 600 บาทบริเวณกระเป๋ากางเกงด้านหลังขวามือไป แล้วผู้ต้องหาที่ 1 หยิบขวดสุราหงส์ทองที่วางไว้ถือออกไปโดยผู้ต้องหาที่ 2 ได้ ไปขี่รถจักรยานยนต์โดยมีผู้ต้องหาที่ 4 สตาร์ตรถติดเครื่องรออยู่ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 ได้ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 3 ติดเครื่องรออยู่
แต่ผู้ต้องหาที่ 1 ยังได้ลงจากรถมาขู่เพื่อนกลุ่มของผู้เสียหายที่บริเวณทางเข้าห้องน้ำขณะเดินกลับมาผู้ต้องหาที่ 1 ยังได้เข้าไปกระชากสร้อยเชือกร่มที่มีตะกรุดและพระเครื่องห้อยแขวนอยู่ของผู้เสียหายที่ 2 ขณะกำลังนั่งอยู่ จนสายสร้อยขาดหลุดติดมือผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 1 ก็ได้มาขึ้นรถจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 3 จอดอยู่แล้วผู้ต้องหาทั้งหมดได้หลบหนีไป
ผู้เสียหายทั้ง 3 จึงมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกลุ่มคนร้ายซึ่งต่อมาภายหลังปรากฏคลิปวิดีโอขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 4 กระทำความผิดออกเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลและผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้เดินทางเข้าพบพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา
การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน”ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปในการกระทำความผิดโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้พ้นจากการจับกุม,ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจิตใจ,ร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยโดยไม่มีเหตุอันควร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคแรก,มาตรา 340 วรรคสอง,มาตรา 340 ตรี มาตรา 295 มาตรา 371 มาตรา 83
เหตุเกิดที่แขวงแสมดำเขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงกระทำความผิดในที่สาธารณะโดยไม่เก่งกลัวกฎหมายและเป็นคดีที่รับการสนใจจากประชาชนเนื่องจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสี่กระทำความผิดออกเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จเนื่องจากต้องรอสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 5 ปาก,รอผลตรวจพิสูจน์ของกลางและตรวจสอบประวัติอาชญากรจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาขออำนาจศาลฝากขังโดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาเนื่องจากเป็นคดีอัตราโทษสูงกระทำความผิดในที่สาธารณะโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายและเป็นคดีที่รับการสนใจจากประชาชนนั้นจะมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอทางสื่อโซเชียล
โดยในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง3ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างศาลพิจารณาคำร้องฝากขัง