โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วินาทีคับขันของ พระอรณพนาวาณัติก์ ผู้บังคับการเรือศรีสุพรรณหงส์สมัยร.6 เล่าเรือหวิดชน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ธ.ค. 2564 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 14.32 น.
เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งลำทรง ในกระบวนพยุหยาตราโดยทางชลมารคเลียบพระนครในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 4 ธ.ค. พ.ศ. 2454 รัชกาลที่ 6 (ภาพจาก ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์, ศิลปากร 2550)

ตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน การสัญจรผ่านทางน้ำเป็นเส้นทางสำคัญในสยาม ปรากฏตัวแต่วิถีชีวิตของชาวบ้านไปจนถึงพระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ แต่ละพระองค์ล้วนเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารกเพื่อประกอบพระราชกรณียกิจสำคัญต่างๆ เรือพระที่นั่งแต่ละลำล้วนงดงามและประณีต แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเหล่ากำลังพลและผู้บังคับการเรือ

วิถีชีวิตของชาวไทยเกี่ยวข้องกับน้ำเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อพูดถึงเรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์แล้วยิ่งต้องมีความพิเศษอย่างยิ่ง นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ตั้งแต่พ.ศ. 1893 ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สถาปนากรุงศรีอยุธยา อยุธยาพยายามขยายอาณาเขตไปในอาณาจักรเขมรโบราณสมัยพระนคร ดังปรากฏในหลักฐานพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระราเมศวร และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ยกทัพไปตีเขมร

ตามเอกสารราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ปรากฏความว่า เวลาต่อมาใน พ.ศ. 1974 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เสด็จฯ ไปตีเมืองนครหลวง (พระนครศรียโศธรปุระ) ได้ แต่ปกครองได้ไม่นานก็ถูกกลุ่มราชวงศ์และขุนนางเขมรลุกฮือขึ้นปลงพระชนม์ผู้ปกครอง และย้ายเมืองหลวงไปเมืองบาสาณ แล้วจึงย้ายไปที่เมืองจตุรมุข (พนมเปญ) ในเวลาต่อมา

จากหลักฐานข้างต้นทำให้รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ แสดงความคิดเห็นว่า เหตุผลนี้ทำให้ศิลปวัฒนธรรมอาณาจักรเขมรโบราณสมัยพระนครแผ่เข้ามาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเชื่อว่าเรือพระราชพิธีที่ใช้ในราชสำนักเขมรโบราณที่เมืองพระนครก็ส่งอิทธิพลมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นต้นแบบของเรือในราชสำนักในเวลาต่อมา ขณะที่ภายหลังนั้น ราชสำนักก็เริ่มดัดแปลงรูปแบบเรือพระราชพิธีให้มีเอกลักษณ์ แต่ส่วนหนึ่งก็ยังเห็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อมโยงกับเรือพระราชพิธีที่รับมาจากเขมรโบราณ

นับตั้งแต่สมัยอยุธยา มาจนถึงกรุงธนบุรี และถึงรัตนโกสินทร์ ล้วนมีเรือพระราชพิธีและเอกสารหลักฐานว่าด้วยพระราชพิธีทางชลมารคอยู่เสมอ กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 1 ภายหลังจากสงครามตอนปลายกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษธิบดี (ขำ บุนนาค) ปรากฏข้อความบอกเล่าเรื่องการสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นมาใหม่ ในรายชื่อนี้มีชื่อ “พระที่นั่งศรีสุพรรณหงษ ยาว 18 วา พื้นดำ…”

นับตั้งแต่นั้นมา เรือพระที่นั่งก็ยังปรากฏในพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์และในพระราชพิธีสำคัญ แต่เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 จดหมายเหตุทั้งสองรัชสมัยเรียกว่า “เรือศรีสุพรรณหงส์” เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ต่อขึ้นใหม่เนื่องจากลำเดิมชำรุดเกินซ่อมแซม และมาสำเร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 6

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2454 รัชกาลที่ 6 ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งลำทรง ในกระบวนพยุหยาตราโดยทางชลมารคเลียบพระนครด้วย

ในยุคนั้น ทหารเรือที่มีชื่อเสียงจากบทบาทผู้บังคับการเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ มีนามว่า นาวาโท พระอรณพนาวาณัติก์ (ลออ มหาศร) ซึ่งไทยน้อย (เสลา เรขะรุจิ) เขียนบรรยายไว้ว่า ตำแหน่งของท่านเปรียบได้กับ “พันท้ายนรสิงห์” แห่งเรือพระที่นั่งเอกชัยในสมัยกรุงศรีอยุธยา “ไทยน้อย” นักเขียนลือชื่อเคยเขียนบอกเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งได้สัมภาษณ์พระอรณพนาวาณัติก์ (ลออ มหาศร) เอาไว้ด้วย โดยไทยน้อยอธิบายว่า เป็น “อดีตผู้บังคับการเรือสุพรรณหงส์ที่มีชื่อเสียงเรียงนามสำคัญที่สุดในราชนาวี” โดดเด่นในสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 ติดต่อกัน

อ่านเพิ่มเติมศรีปราชญ์, พันท้ายนรสิงห์ และโทษประหารชีวิตแบบกรุงศรี 

“ไทยน้อย” เล่าความเป็นมาที่นำมาสู่โอกาสสนทนากับผู้บังคับการเรือที่โด่งดังรายนี้ว่า ได้รับการแนะนำให้รู้จักตั้งแต่เป็นอดีตผู้บังคับการกองพันพาหนะทหารเรือในฐานะ “ราชวัลลภ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทำให้ได้รับการแนะนำว่าเป็นข้าหลวงเดิมของรัชกาลที่ 6 ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานมากรายหนึ่ง

พระอรฯ เล่าจุดเริ่มต้นของเส้นทางราชนาวีของตัวเองอันเป็นนักเรียนนายเรือชุดแรกๆ ระหว่างที่โลกกำลังเปลี่ยนสภาพเรือใบมาเป็นเรือกลไฟเมื่อกว่า 100 ปีก่อนว่า เดิมทีอยากเป็นตำรวจ และเคยหนีจากโรงเรียนนายเรือไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ พบเข้าเมื่ออยู่ที่ปากคลองมอญ จึงนำกลับเข้ามาในเส้นทางอีกครั้ง แต่ด้วยอายุเวลานั้นที่มากกว่าปกติ กรมหลวงชุมพรฯ จึงเห็นว่าไม่เหมาะที่จะให้เป็นนักเรียนนายเรือจึงประทานยศพันจ่าโทในกองเรือกลชั้น 4 กินเงินเดือน 46 บาท (ตามค่าเงินเดิมในสมัยก่อน)

อ่านเพิ่มเติมทำไมทหารเรือรักกรมหลวงชุมพรฯ เผยพระจริยวัตร-สยบ “นักเลง” สมานรอยร้าวระหว่างรุ่น

เหตุที่กรมหลวงชุมพรฯ ถูกปลดจากทหารเรือ จากพระราชบันทึกรัชกาลที่ 6

“…ผมใกล้ชิดกับในหลวงมาก ในฐานะที่เคยเป็นข้าหลวงเดิมของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านประทับเรือครั้งใดก็ต้องหมายถึงผม” พระอรฯ เล่าเกี่ยวกับชื่อเสียงที่เรียกได้ว่าน่าจะอบอวลกว่านายพลเรือราชนาวีอีกหลายท่าน

“ไทยน้อย” ที่มีโอกาสพูดคุยกับท่านยังเล่าต่อว่า เมื่อสอบถามเรื่องหนักอกหนักใจในความรับผิดชอบที่แตกต่างกันระหว่างเรือเหล็กกับเรือไม้ พระอรณพฯ ตอบว่า

“เรือรบนั้นใครๆ ที่สำเร็จ ร.ร. นายเรือ ก็ทำหน้าที่ได้ทุกคน เพราะมันเป็นไปตามสูตร แต่เรือไม้ที่มีรูปร่างเป็นหงส์ทั้งลำยาวเหยียดหัวสูงตระหง่านมีฝีพายตั้ง 50-60 คนเช่นนั้น แน่นอนทีเดียวที่ใครก็ตาม แม้จะสำเร็จมาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือจากราชนาวีอังกฤษก็ทำไม่ได้…

มีอยู่คราวหนึ่งผมป่วย และร.6 จะต้องใช้เรือสุพรรณหงส์ (คัดลอกข้อความจากต้นฉบับที่เป็นภาษาสนทนาไม่ได้ใช้ราชาศัพท์) ไปในงานกฐิน เสนาบดีกระทรวงทหารเรือจึงมีคำสั่งให้ผู้บังคับการเรือรบคนหนึ่งไปทำหน้าที่แทนผมหมายถึงว่าให้ไปแต่งตัวนุ่งผ้าม่วงเชิงทองสวมหมวกทรงประพาส และใส่เสื้อสีเยียระบับ เท่านั้นแหละคุณ เหงื่อกาฬแตกวิ่งไปกราบผมปะหลกๆ ขอให้ช่วยชีวิตไว้ เพื่อนกันเองรุ่นเดียวกับผมนั่นแหละคุณ”

หากสงสัยว่าทำไมได้รับหน้าที่นี้ แต่เพื่อนร่วมรุ่นท่านนี้กลับต้องร้องขอชีวิต พระอรณพฯ อธิบายต่อว่า

“ถ้าเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ล่มไปก็ประหารชีวิตเท่านั้นแหละคุณ ไม่มีโทษทัณฑ์อย่างอื่นเลย ดูแต่สมัยพระพุทธเจ้าเสือ เพียงหัวเรือเอกชัยหักก็ผิดราชประเพณีต้องราชทัณฑ์ของกฎมณเฑียรบาลแล้ว”

เมื่อพูดถึงราชทัณฑ์จากความผิดพลาดแล้ว ไม่เพียงแค่เรื่องทำเรือล่ม แต่โทษประหารยังมีอีกกรณีคือการสั่งด้วยวาจา ซึ่งพระอรฯ บอกเล่าว่า การสั่งการด้วยวาจาแก่ฝีพายที่มีจำนวนถึงครึ่งร้อยเป็นการผิดประเพณีนิยม มีโทษถึงชีวิตด้วย กรณีนี้ได้รับคำอธิบายเพิ่มว่า

“ประเพณีของกฎมณเฑียรบาล พูดข้ามในหลวงไม่ได้ การฝ่าฝืนจะมีทัณฑกรรมที่รุนแรงที่สุด คือ ตัดหัว…ถึงจะเกิดกรณีฉุกเฉินอย่างไรก็ใช้วาจาคือตะโกนสั่งการไม่ได้เป็นอันขาดนอกจากจะใช้กรับ – กรับพวงที่ผู้บังคับการเรือสุพรรณหงส์จะใช้ได้เท่านั้น หมายถึงสัญญาณที่ได้ซักซ้อมและฝึกฝนกันไว้นานแล้วอย่างชำนิชำนาญ วาจาทุกประโยคจะต้องสงบลงนับแต่วินาทีแรกที่ในหลวงก้าวพระบาทลงประทับในเรือทันที นอกจากสัญญาณสั่งกรับพวงเท่านั้น ตั้งแต่ออกเรือได้ ซ้าย-ขวา เลี้ยวหรือเตรียมจอดเรือ กรับเท่านั้นจะมีหน้าที่พูดแทน”

เรื่องราชประเพณีนี้มีหลักฐานดังเช่นเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างเหตุการณ์ของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการบอกเล่ากันมาว่า เรือพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ล่มลงเมื่อครั้งตามเสด็จประพาสบางปะอิน เมื่อพ.ศ. 2423 นอกเหนือจากสาเหตุเรื่องความประมาทในการเดินเรือแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการคือกฎมณเฑียรบาลที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า ห้ามแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล ทหารเรือจึงไม่กล้ากระโดดลงไปช่วยเหลือพระนาง

อ่านเพิ่มเติมย้อนรอยโศกนาฏกรรม ตำนานเรื่องเล่าของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” อัครมเหสีในรัชกาลที่ 5

สำหรับกรณีคับขันเยี่ยงนี้ พระอรฯ ยังเล่าว่าเคยประสบในครั้งนำเสด็จรัชกาลที่ 6 เสด็จฯ ทอดพระกฐินวัดราชาธิวาส

“ในชีวิตที่ผมเป็นผู้บังคับการเรือสุพรรณหงส์ มีคราวที่คับขันยิ่งก็คือ ในคราวที่นำเสด็จ ร.6 ไปทอดพระกฐินวัดราชาธิวาส เรือสุพรรณหงส์พุ่งปราดเข้าไปเทียบกับฉนวน ทำอีท่าไหนไม่ทราบ หัวเรือหวุดหวิดจะกระแทกกับฉนวน ผมต้องกระโจนจากเรือทั้งๆ ที่อยู่ในเสื้อเยียระบับ เหรียญตราเต็มหน้าอก เอาหน้าอกนั่นแหละคุณปะทะกับเสาใหญ่ที่ท่าน้ำไว้ในฉับพลัน ก็จะร้องตะโกนสั่งทหารให้ช่วยแก้ไขก็ทำไม่ได้ กลับพวงจะให้สัญญาณอย่างใดก็ไม่ทันท่วงทีเสียแล้ว

ผมยังโชคดีอยู่จึงสามารถหยุดเรือพระที่นั่งไว้ไดทันท่วงที มิฉะนั้นถ้าหัวเรือไม่หักก็อาจจะกระแทกกับหัวสะพานถึงล่มลงไปได้ ผมก็พันท้ายนรสิงห์คนที่ 2 เท่านั้นเอง”

“…เมื่อร. 6 เสด็จขึ้นท่าฉนวนแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาตบที่ไหล่ผมบอกว่าพระอรฯ มันเก่ง นี่คือสิ่งที่บรรดาผู้บังคับการเรือรบทั้งหลายกลัวนักกลัวหนา ถ้าจะให้มาบังคับการเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ละก็ ร้อยทั้งร้อยหัวขาดหมด”

ด้วยความสามารถและคุณงามความดีที่มีเป็นผลให้พระอรฯ ได้รับประทานเหรียญตรา เข็ม และแหนบมากมายจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ อาทิ แหนบของสมเด็จพระปิตุลาฯ ของเจ้าฟ้าบริพัตรฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์ฯ กรมหลวงชุมพรฯ กรมหลวงสิงห์ฯ และอีกมากมาย

คลิกอ่านเพิ่มเติม : “ศรีปราชญ์” และ “พันท้ายนรสิงห์” กับโทษประหารชีวิตแบบกรุงศรีฯ

อ้างอิง:

ศานติ ภักดีคำ. พระเสด็จโดยแดนชล เรือพระราชพิธีและขบวนพยุหยาตราทางชลมารค. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562

ไทยน้อย (เสรา เรขะรุจิ). 30 คนไทยที่ควรรู้จัก. กรุงเทพฯ : บำรุงบัณฑิต, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 ตุลาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...