โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อดิศักดิ์ นาคสมบัติ คนชุมพร มุ่งมั่นผลิต หมอนทองนอกฤดู มาตรฐานส่งออก

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 21.10 น.

ปัจจุบัน การผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือทุเรียนทะวายได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยราคาจำหน่ายที่สูงกว่าทุเรียนที่ให้ผลผลิตตามฤดูกาลปกติ ผนวกกับการเติบโตของตลาดทุเรียนในต่างประเทศที่มีความต้องการมาก ส่งผลให้การผลิตทุเรียนภายในประเทศยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ

คุณอดิศักดิ์ นาคสมบัติ (คุณต้น) เกษตรกรปลูกทุเรียนที่ผ่านการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน บนเส้นทางผลิตทุเรียนหมอนทองนอกฤดูเกรดพรีเมี่ยม ในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีความชื่นชอบในเนื้อสีเหลืองทอง พร้อมรสสัมผัสที่หวานมันเกินห้ามใจ จนสามารถสร้างรายได้และเพิ่มความมั่นคงให้แก่ครอบครัวในวิถีของชาวสวนได้เป็นอย่างดี

คุณอดิศักดิ์ เล่าว่า ตนเองจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ คณะบริหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ได้นำความรู้ที่จบด้านการเขียนโปรแกรมมาลงทุนประกอบธุรกิจเปิดร้านคอมพิวเตอร์อยู่ภายในตัวเมืองชุมพร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ผนวกกับในช่วงระยะเวลานั้นบิดาประสบอุบัติเหตุทำให้เป็นอัมพาต จึงไม่มีใครดูแลสวนทุเรียนที่ปลูกอยู่ ซึ่งนับวันจะยิ่งทรุดโทรม ตนเองจึงตัดสินใจกลับมาทำสวนทุเรียนสานต่อธุรกิจครอบครัว ประมาณปี พ.ศ. 2543

ในช่วงแรกที่เริ่มต้นทำสวนทุเรียนก็เน้นผลิตทุเรียนตามฤดูกาลธรรมชาติ ไม่ได้มีการทำทุเรียนนอกฤดู เนื่องจากขาดความเชี่ยวชาญในการทำสวนทุเรียน จึงใช้ทุเรียนต้นเก่าทำไปก่อน ไม่ได้มีการปลูกทุเรียนใหม่แต่อย่างใด แต่ปัญหาที่พบคือ ต้นทุเรียนมีขนาดใหญ่ สูงกว่า 30 เมตร ทำให้ตัดแต่งกิ่งและฉีดยาฆ่าแมลงได้อย่างยากลำบาก ผลผลิตได้รับความเสียหายจากแมลงที่ไปกัดกินผลทุเรียน อีกทั้งการโยงเชือกในแต่ละครั้งผู้โยงก็ต้องปีนต้นไม้สูงเสี่ยงต่อการพลัดตกต้นไม้

เนื่องจากทุเรียนมีขนาดต้นที่ใหญ่ ยากแก่การดูแล คุณอดิศักดิ์ จึงตัดสินใจโค่นต้นทุเรียนลงในบางส่วน แล้วปลูกทุเรียนหมอนทองเพิ่มอีก จำนวน 200 ต้น เนื่องจากทุเรียนสายพันธุ์นี้เป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศและมีราคาสูง พร้อมทั้งหมั่นศึกษาความรู้ในการจัดการแปลงปลูกจากบุคคลรอบข้าง ทั้งในประเด็นของการจัดการระบบน้ำในสวนทุเรียน การใช้ธาตุอาหารเสริมต่างๆ สำหรับบำรุงต้นทุเรียน ซึ่งได้นำภูมิปัญญาเหล่านี้มาปรับประยุกต์ใช้และเสาะหาเทคนิคใหม่ในการผลิตทุเรียนอยู่โดยตลอด

 การจัดการระบบน้ำภายในสวนทุเรียน

คุณอดิศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนมองถึงเป้าหมายผลกำไรที่ได้จากการขายผลทุเรียนในอนาคต ต้องเริ่มต้นจากการจัดการระบบน้ำภายในแปลงปลูกเป็นลำดับแรก แนวการวางท่อเมนหลักต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่หากพื้นที่สูงให้เน้นวางท่อเมนไปในส่วนที่สูงก่อน เพื่อให้มีแรงผลักดันน้ำไปถึงและปล่อยน้ำลงมาสู่พื้นที่ด้านล่างในปริมาณที่สมดุลกัน สำหรับแปลงที่ปลูกทุเรียนอยู่ในปัจจุบัน เลือกใช้ท่อเมนหลัก ขนาด 3 นิ้ว พร้อมกับติดตั้งหัวสปริงเกลอร์รอบโคนต้นทุเรียน จำนวน 3 หัว เพื่อกระจายความชุ่มชื้นให้ได้อย่างทั่วถึง ส่วนการรดน้ำต้นทุเรียนจะให้น้ำในทุกๆ 7 วัน หรือตามสภาพอากาศ หากแล้งมากจะปรับมาเป็น 3 วัน/ครั้ง เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำจืดที่เพียงพอ จึงใช้วิธีการขุดบ่อบาดาลแล้วใช้ปั๊มซัมเมิร์สในการดึงน้ำจากบ่อบาดาลมาเก็บไว้ในแท็งก์น้ำรูปแบบวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12×12 เมตร สูง 1.85 เมตร สามารถจุน้ำได้ 185,000 ลิตร สำหรับสวนทุเรียน 1 แปลง จำนวน 200 ต้น จะใช้น้ำประมาณ 100,000 ลิตร/การรดน้ำ 1 ครั้ง โดยเลือกใช้ปั๊มสูบน้ำ ขนาด 3 นิ้ว 3 แรง สามารถรองรับหัวสปริงเกลอร์แบบสายฝนได้ จำนวน 100 หัว เมื่อให้น้ำครบ 15 นาที ก็เปลี่ยนไปรดน้ำอีก 100 หัว ทำแบบนี้สลับไปจนครบทุกต้น

อย่างไรก็ตาม การรดน้ำทุเรียนจะต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่ในการปลูกและบ่อกักเก็บน้ำ ในกรณีที่ใช้ปั๊มน้ำ ขนาด 3 นิ้ว จะให้อัตราการดูดน้ำในปริมาณที่มากและรวดเร็ว ซึ่งน้ำอาจจะไม่เพียงพอต่อการเปิดรดในคราวเดียวทั้งแปลง อาจเลี่ยงมาใช้วิธีการทำประตูน้ำแล้วแบ่งรดครั้งละประมาณ 30 ต้น ซึ่งจะช่วยให้มีปริมาณน้ำในบ่อที่เพียงพอต่อการรดน้ำต้นทุเรียนทั้งแปลง

เทคนิคการดูแลต้นทุเรียนเล็ก

คุณอดิศักดิ์ เลือกที่จะสั่งซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนหมอนทองจากบ้านคลองพร (กิโลเมตรที่ 18) ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตต้นกล้าทุเรียน (ทุเรียนถุง) แหล่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดชุมพร โดยเลือกจากร้านจำหน่ายที่มีความไว้ใจกันและเคยมาตัดยอดทุเรียนหมอนทองที่สวน เพื่อนำมาเสียบยอดเข้ากับต้นทุเรียนบ้าน ผลิตเป็นต้นกล้าทุเรียนหมอนทองออกจำหน่าย

คุณอดิศักดิ์ กล่าวว่า เลือกใช้วิธีการซื้อทุเรียนถุง ที่มีอายุต้นไม่ต่ำกว่า 1 ปี ความสูงโดยเฉลี่ย ประมาณ 70 เซนติเมตร มาลงปลูกในระยะ 8×8 เมตร ด้วยวิธีการขุดหลุมปลูกแบบสลับฟันปลา ระหว่างหลุมเพื่อให้ง่ายต่อการดูแลแปลงปลูก และเมื่อทุเรียนโตเต็มที่แล้วจะไม่มีปัญหารัศมีใบทับซ้อนกัน ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักแล้วตัดเปิดถุงพร้อมกับตัดปลายราก ส่วนสาเหตุที่ต้องตัดปลายรากก็เพราะทุเรียนเมื่ออยู่ในถุงเป็นระยะเวลานาน รากแก้วจะขดตัวอยู่ก้นถุง ในกรณีที่ไม่ได้ตัดปลายรากแก้วแล้วนำลงปลูก เมื่อทุเรียนต้นใหญ่ขึ้นแล้วโดนกระแสลมพัดก็มีโอกาสที่จะล้มได้ง่าย เพราะฉะนั้นจะต้องใช้วิธีการตัดปลายรากแก้วที่ติดกับก้นถุงอยู่เสมอ แล้วนำลงปลูกก่อนกลบดินให้เรียบร้อย

การดูแลต้นทุเรียนหมอนทองในช่วง 1-2 ปีแรกนั้น คุณอดิศักดิ์ เลือกใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลไก่ หรือปุ๋ยคอก ใส่บำรุงต้นทุเรียน ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมกับปลายเดือนพฤศจิกายน ในอัตราส่วน 1-2 กิโลกรัม/ทุเรียน 1 ต้น โดยใช้วิธีการใส่ให้ห่างจากโคนต้นทุเรียน อาศัยการสังเกตรัศมีใบทุเรียนที่กว้างไปถึงไหนย่อมหมายความว่ารากยาวไปถึงนั่นแล้ว จึงใส่ปุ๋ยรอบๆ รัศมีใบซึ่งจะใช้แนวทางการใส่ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นทุเรียนไปจนถึงเมื่อต้นทุเรียนมีอายุประมาณ 5 ปี

คุณอดิศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ในปีแรกไม่ควรที่จะใช้ยากำจัดวัชพืชจำพวกดูดซึม และเผาไหม้ เข้ามาฉีดภายในแปลงทุเรียน เนื่องจากจะทำให้ต้นแคระแกร็นไม่โต เมื่อใส่ปุ๋ยเสร็จแล้วก็ควรใช้จอบทำโคนพูนดินให้สูงขึ้นมาจากระดับพื้นปกติเล็กน้อย ส่วนในกรณีที่ต้องการใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อบำรุงต้นทุเรียนก็สามารถที่จะใช้ควบคู่กับปุ๋ยชีวภาพได้เช่นกัน โดยใส่ปุ๋ยเคมีปีละ 2-3 ครั้ง หรือ 4 เดือน/ครั้ง ในอัตราส่วน ปุ๋ยเคมี 2-3 ขีด/ทุเรียน 1 ต้น สำหรับปุ๋ยเคมีสูตรที่ใช้ก็จะเป็นจำพวกสูตรเสมอ 15-15-15, 20-20-20 และ 16-16-16 สลับกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรที่มีไนโตรเจนสูง 30-20-10 หรือ 16-0-0 เพื่อเร่งลำต้นและกิ่งให้มีขนาดใหญ่

สำหรับการดูแลต้นทุเรียนในปีที่ 2 คุณอดิศักดิ์ เลือกใช้วิธีการตัดแต่งกิ่งทุเรียนที่มีเป็นจำนวนมากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเหลือไว้ แต่กิ่งที่มีความสมบูรณ์เพื่อให้ได้รับธาตุอาหารอย่างเต็มที่ โดยต้นทุเรียนอายุ 2 ปี จะมีขนาดความสูงประมาณ 1.2 เมตร มีกิ่งแตกออกมาประมาณ 20-30 กิ่ง ต้องตัดแต่งกิ่งด้านล่างสุด 3 กิ่ง แล้วเว้นระยะ 3-4 กิ่ง ก่อนจะแต่งต่อไปอีก 3 กิ่ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ให้คงเหลือต้นละประมาณ 15-20 กิ่ง หากไม่มีการตัดแต่งกิ่งตั้งแต่ทุเรียนต้นเล็ก เมื่อโตขึ้นจะยากกับการดูแล เป็นโรคง่าย และเมื่อกิ่งทุเรียนไม่โดนแดดต้นทุเรียนจะปลดกิ่งตามธรรมชาติ ทำให้โครงสร้างต้นทุเรียนแลดูผิดปกติอีกด้วย

ในปีที่ 4-5 เป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มออกลูก แต่ไม่แนะนำให้เก็บลูกในช่วงนี้ เพราะจะทำให้ต้นทุเรียนมีอาการแคระแกร็นต้องเกี่ยวดอกออก เพื่อไม่ให้ต้นทุเรียนติดลูก แต่หากเก็บลูกไว้ก็จะได้ลูกทุเรียนที่ไม่สวยมากนัก เนื่องจากต้นทุเรียนได้รับสารอาหารประเภทไนโตรเจนมายาวนานถึง 5 ปี ลูกทุเรียนจึงมีลักษณะเป็นพูแหลมเรียวไม่กลม เปลือกหนา เนื้อน้อย ภาษาถิ่นภาคใต้เรียกทุเรียนประเภทนี้ว่า “ทุเรียนกระดูก, ไอ้เข้, ไอ้โข่ง” ในกรณีที่ต้องการเก็บผลทุเรียนเอาไว้ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเลือกลูกทุเรียนที่มีลักษณะผลสมบูรณ์ เก็บไว้ประมาณ 10-20 ลูก/ต้น เท่านั้น

จนกระทั่งย่างเข้าสู่ช่วงปีที่ 6 จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทุเรียนจะมีการออกดอก ประมาณ 400-500 ดอก/ต้น จะต้องตัดแต่งดอกคงเหลือไว้เฉพาะดอกที่มีความสมบูรณ์เท่านั้น ทั้งนี้ทุเรียน 1 ต้น ควรมีลูกทุเรียนอยู่ประมาณ 80 ลูก หากมีการปล่อยไว้เกิน 120 ลูกขึ้นไป ผลทุเรียนจะไม่โต เนื่องจากสารอาหารไม่พอ และในระหว่างนี้ควรใส่ธาตุอาหารเสริม หรือปุ๋ยสูตรเสมอไปพร้อมกับการฉีดยาฆ่าแมลงและยาฆ่าเชื้อรา เพื่อเตรียมต้นทุเรียนให้มีสภาพที่พร้อมสำหรับการผลิตทุเรียนนอกฤดูมากที่สุด

 เผยเคล็ดลับ ผลิตทุเรียนนอกฤดู

คุณอดิศักดิ์ เลือกผลิตทุเรียนนอกฤดูในปีที่ 7 ซึ่งสภาพต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์เหมาะแก่การทำทุเรียนทะวาย โดยใน 6 เดือนแรก เป็นการแต่งใบทุเรียน ส่วนในช่วงเดือนที่ 7 ทุเรียนจะเริ่มมีตาดอกขนาดเล็กจนกระทั่งดอกบาน กินระยะเวลาประมาณ 2 เดือน เมื่อดอกทุเรียนบานแล้วจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 120 วัน ก็สามารถที่จะตัดผลทุเรียนจำหน่ายได้ โดยรวมแล้วใช้ระยะเวลา 1 ปี พอดี อาจจะมีเกินระยะเวลาบ้างก็สุดแล้วแต่สภาพอากาศ หากมีฝนตกมากดอกไม่ออก ก็อาจยืดระยะเวลาให้นานขึ้นไปอีกประมาณ 1 เดือน

คุณอดิศักดิ์ กล่าวว่า การผลิตทุเรียนนอกฤดูเกษตรกรจะต้องกำหนดห้วงเวลาว่า จะตัดทุเรียนจำหน่ายในเดือนใดของปีหน้า หากกำหนดตัดจำหน่ายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะต้องเริ่มเตรียมการตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีนี้ โดยวงจรในการทำทุเรียนนอกฤดู จะกินระยะเวลา 1 ปี เพราะฉะนั้นภายหลังตัดลูกเสร็จจะต้องแต่งแขนง แต่งใบ เพื่อเตรียมพร้อมทำทุเรียนนอกฤดูทันที

ในช่วงเดือนแรกต้องแต่งใบทุเรียน รวมถึงแขนงน้ำค้างผ่านวิธีการสังเกตใบทุเรียนที่แก่จัด มีคราบมอสส์ หรือเฟิร์นเกาะอยู่ แต่งออกโดยใช้ตะขอเกี่ยว หรืออาจใช้เลื่อยในการแต่งกิ่ง เมื่อแล้วเสร็จจึงนำปุ๋ยเกล็ดสูตรที่มีไนโตรเจนสูงมาละลายน้ำในถัง ขนาด 200 ลิตร ผสมกับยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และอาหารเสริมประเภทแคลเซียมโบรอนฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7-10 วัน เพื่อรักษาใบไม่ให้แมลงกิน เนื่องจากในกรณีที่ทุเรียนมีการแตกใบอ่อนจะมีศัตรูพืช คือ เพลี้ยไฟ ให้ใช้สารเคมีในกลุ่มอะบาเม็กติน (Abamectin) มาฉีดพ่นไปพร้อมกับการให้น้ำทุเรียนทุกๆ 2-3 วัน เมื่อพ้นระยะ 2 สัปดาห์แรกไปแล้ว จะต้องคอยระวังศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยไก่แจ้ และเพลี้ยกระโดด สามารถกำจัดได้โดยใช้สารเคมีในกลุ่มคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ฉีดพ่นทางใบผสานกับการบำรุงต้นทุเรียนด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ทำอย่างนี้จนใบทุเรียนเริ่มแก่ ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน

เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ใบทุเรียนกลับมาแก่ต้องแต่งกิ่งแขนงของทุเรียนอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่เน้นแต่งใบแก่ มุ่งเน้นไปที่การแต่งแขนงน้ำค้างที่ออกตามใบแล้วฉีดปุ๋ยเกล็ดที่มีไนโตรเจนสูงซ้ำอีก 1 ครั้ง เพื่อเร่งให้แตกใบอ่อนแล้วกลับมาใช้วิธีการเหมือนกับในช่วง 2 เดือนแรกที่เริ่มทำทุเรียนนอกฤดู กินระยะเวลารวมเป็น 4 เดือน

ส่วนเดือนที่ 5 ให้แต่งแขนงน้ำค้างตามใบออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งใบทุเรียนในช่วงนี้จะมีลักษณะกลางอ่อนกลางแก่ (ใบเพสลาด) ต้องมีการบำรุงต้นทุเรียนด้วยปุ๋ยเคมีทางดิน พร้อมเผยเคล็ดลับใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 จำนวน 4 กระสอบ และปุ๋ยเคมี สูตร 0-0-60 จำนวน 1 กระสอบ ผสมกันแล้วนำมาใส่ ในอัตราส่วน 5 กิโลกรัม/ต้น สำหรับทุเรียน อายุ 7-10 ปี หากต้นทุเรียนมีอายุมากกว่านั้น ต้องใส่ถึงต้นละ 7-10 กิโลกรัม/ต้น แต่ไม่แนะนำการใส่ปุ๋ยสูตรนี้สำหรับเกษตรกรมือใหม่ เพราะต้นทุเรียนอาจมีการติดดอกมากเกินไปจนยืนต้นตายได้

ในเดือนที่ 6 จะมีการฉีดสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) ใต้ทรงพุ่มเพื่อหยุดการดูดซับแร่ธาตุในดิน บังคับให้ทุเรียนออกดอก ในอัตราส่วน 30-40 เปอร์เซ็นต์/ต้น หากฉีดมากกว่านั้นทุเรียนอาจตายได้ เสริมด้วยการฉีดปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 ในอัตราส่วน 10 ลิตร/ทุเรียน 1 ต้น เพื่อเร่งให้ทุเรียนออกดอกในทุกๆ 7-10 วัน หมั่นสังเกตเมื่อใบทุเรียนเริ่มแก่ให้งดน้ำ ประมาณ 10 วันขึ้นไป ในระหว่าง วันที่ 6-7 ที่งดน้ำนี้ จะฉีดเปิดตาดอกด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 13-0-46 และ 0-52-34 โดยใช้วิธีการฉีดใต้ทรงพุ่มในช่วงเวลาก่อนพลบค่ำ หรือช่วงเย็นเท่านั้น เพราะหากฉีดในขณะที่มีอากาศร้อนจะทำให้ตาดอกทุเรียนแตกได้

เมื่อครบกำหนดงดน้ำ 10 วันแล้ว ต้องกำจัดเศษขยะ หรือวัชพืชที่อยู่บริเวณรอบโคนต้นทุเรียนออก ให้เหลือแต่พื้นดินที่มีสภาพแห้งแล้วโชยน้ำ (รดน้ำ) ในช่วงหลังเที่ยง 1 วัน สังเกตบริเวณกิ่งทุเรียนว่ามีตุ่มดอกขึ้นมาหรือไม่ หากพบทุเรียนติดดอกแล้วต้องรดน้ำในทุกๆ วัน ส่วนในกรณีที่ทุเรียนยังไม่ติดดอก ให้ใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 13-0-46 ฉีดพ่นในทุกๆ 7 วัน เพื่อกดไม่ให้ยอดทุเรียนแตก และบังคับให้ทุเรียนออกดอก

คัดเลือกดอกทุเรียนที่มีความสมบูรณ์

เมื่อทุเรียนติดดอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรใช้สารเร่งยอดจิบเบอเรลลิน แอซิด (Gibberellic Acid) ช่วยเร่งให้ดอกทุเรียนยาวขึ้น เนื่องจากทุเรียนที่มีการฉีดสารแพคโคลบิวทราโซล จะมีขนาดกลีบดอกที่สั้นกว่าปกติ ก่อนเปลี่ยนปุ๋ยกลับมาเป็นสูตรเสมออีกครั้ง จนกว่าดอกทุเรียนบาน ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน ในระยะนี้เกษตรกรห้ามฉีดยาฆ่าแมลงโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ดอกทุเรียนหลุดร่วงได้

คุณอดิศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากดอกทุเรียนบานแล้วจะต้องฉีดตัดดอก เพื่อคัดเลือกเอาเฉพาะดอกที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด และกำจัดปิง (ส่วนของปลายดอกที่ติดกับลูก) ให้หลุดร่วงลงมา หากไม่ฉีดตัดดอกอาจทำให้ผลทุเรียนมีหนามในลักษณะที่ติดกัน จัดเป็นทุเรียนเบอร์ไม่สวย มีราคาถูก ส่วนยาที่ใช้ฉีดตัดดอก ควรเป็นยาสูตรเย็น สามารถใช้ได้หลายประเภท ทั้งสารกำจัดเชื้อรา ปุ๋ยเกล็ด และยาฆ่าแมลงขึ้นอยู่กับความถนัดของเกษตรกรแต่ละราย ในทางตรงกันข้ามหากใช้ยาสูตรร้อนจะส่งผลให้หนามของทุเรียนมีสีแดงจัด เป็นทุเรียนตกไซซ์ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศจีนได้ อีกทั้งยังไม่แนะนำให้ใช้อาหารเสริมบำรุงต้นทุเรียนในระยะนี้ เนื่องจากหากไม่ทราบวิธีการใช้อาจส่งผลให้มีสารตกค้างไปสู่ผู้บริโภค และเป็นพาหะของโรคในทุเรียนอีกด้วย

จนกระทั่งผลทุเรียนมีขนาดโตเท่าไข่ไก่ ให้แต่งลูกคัดเฉพาะผลที่มีลักษณะสมบูรณ์ สำหรับต้นทุเรียนอายุ 7 ปี ควรคัดลูกให้เหลือประมาณ 70-80 ลูก/ต้น ส่วนทุเรียนที่มีอายุมากกว่า 20 ปี อาจไว้ได้ถึง 100-120 ลูก/ต้น ในระยะห่าง 1 ฟุต/1 ลูก โดยเฉลี่ยแล้วกิ่งหนึ่งจะไว้ได้ประมาณ 5 ลูก หรือขึ้นอยู่กับความชำนาญของคนแต่งแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ในช่วงแต่งลูกนี้จะต้องใส่ปุ๋ยทางดิน สูตร 12-12-17 หรือ 13-13-21 พร้อมกับการฉีดพ่นทางใบด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 25-5-30 เพื่อบำรุงลูกทุเรียนควบคู่กันไปด้วย

เมื่อผลทุเรียนมีขนาดโตเต็มที่ จะมีน้ำหนักมาก ต้องใช้เชือกฟางผูกโยงยึดเข้ากับลำต้น เพื่อรองรับน้ำหนัก ซึ่งก่อนที่ทุเรียนแก่ 1 เดือน จะหยุดใส่ปุ๋ยทุกชนิด แต่ยังคงฉีดเฉพาะยาฆ่าแมลงกับยาป้องกันเชื้อราเพื่อรักษาให้ลูกทุเรียนมีผิวที่สวย และจะหยุดฉีดก่อนตัดขาย ประมาณ 1 สัปดาห์ นับระยะเวลาตั้งแต่ทุเรียนดอกบานไปจนถึงทุเรียนแก่ จะอยู่ที่ 110 วัน ตัดลูกในช่วงที่ทุเรียนแก่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ จะรอให้ทุเรียนสุก 90-95 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ เพราะเนื้อภายในจะเละก่อนถึงปลายทาง โดยใช้วิธีการตัด 2 ครั้ง เนื่องจากทุเรียน 1 ต้น จะสุกไม่เท่ากัน เมื่อตัดเสร็จแล้วก็ต้องนำมาคัดขนาดเพื่อส่งล้งรับซื้อทุเรียนส่งออกต่อไป ก็เป็นอันจบขั้นตอนการทำทุเรียนนอกฤดูใน 1 ปี

คุณอดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงผู้สนใจปลูกทุเรียนว่า สำหรับเกษตรกรรายใหม่ถ้าคิดจะปลูกทุเรียน ก็ให้พึงระลึกเสมอว่า ทุเรียนเป็นไม้เนื้ออ่อน ที่มีความอ่อนแอสูง หากฝนตกมาก หรือน้ำแล้งจัดก็อาจยืนต้นตายได้ เพราะฉะนั้นต้องหมั่นดูแลอยู่ตลอด อย่างน้อย 2-3 วัน ต้องเข้าไปในสวนทุเรียน 1 ครั้ง แล้วความเหน็ดเหนื่อยที่ทุ่มเทไปจะแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นใจเมื่อได้รับผล

*ติดต่อเกษตรกร คุณอดิศักดิ์ นาคสมบัติ (คุณต้น) บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 3 ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร 86100 โทร. 084-745-6687 *

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...