โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตรียมฉีดเข็ม 3 ‘แอสตร้าฯ’ ให้บุคลากรทางการแพทย์ หลังพยาบาลเสียชีวิตฉีดซิโนแวก

The Bangkok Insight

อัพเดต 11 ก.ค. 2564 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 09.18 น. • The Bangkok Insight

วัคซีนเข็ม 3 ถกพรุ่งนี้ แนวทาง "บูสเตอร์ โดส" บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เบื้องต้นเป็นแอสตร้าฯ  ขณะนี้ติดเชื้อไปแล้ว 880 ราย เผยพยาบาลที่เสียชีวิต ฉีดซิโนแวค ครบ 2 เข็ม แต่ดูแลคนป่วยต่อเนื่อง มีความเสี่ยงติดเชื้อและเป็นโรคอ้วน ทำให้อาการรุนแรง 

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ค.) คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการวิชาการ ภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ที่เตรียมเสนอให้บุคลากรทางการแพทย์ ได้รับวัคซีนโควิดเข็ม 3 (บูสเตอร์ โดส) เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งวัคซีนจะต้องเป็นวัคซีนที่แตกต่างจากชนิดแรกที่เคยได้รับไปแล้ว

วัคซีนเข็ม 3

 

“คณะกรรมการวิชาการมีความเห็นว่า การฉีดวัคซีนซิโนแวก 2 เข็ม จะมีภูมิคุ้มกันลดลงได้หลังจากฉีดไประยะหนึ่งแล้ว จึงเป็นที่มาของการเสนอให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็ม 3 แก่บุคลากรแพทย์ด่านหน้า โดยจะต้องเป็นวัคซีนที่แตกต่างจากชนิดแรกที่ได้รับไป เช่น วัคซีนไวรัลเวคเตอร์ หรือ แอสตร้าเซนเนก้า หรือ วัคซีนชนิด mRNA ที่อนาคตจะได้รับการบริจาค ส่วนหนึ่งจากไฟเซอร์ ซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมการวิชาการนี้ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อฯ เช้าวันจันทร์นี้”

พร้อมระบุว่า มีข้อมูลการติดเชื้อโควิด-19 ของบุคลากรทางการแพทย์ ในช่วงการระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ 1 เมษายน - 10 กรกฎาคม 2564 พบว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ ติดเชื้อโควิดแล้ว 880 ราย โดยส่วนใหญ่ 54% เป็นพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-29 ปี  รองลงมาเป็นวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ป่วย ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อายุ 20-29 ปี รองลงมา 30-39 ปี

นอกจากนี้ ในบุคลากรแพทย์ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ 97% ได้รับวัคซีนแล้ว ขณะที่มีบุคลากรแพทย์เสียชีวิต 7 ราย โดยในจำนวนนี้ 5 รายไม่ได้รับวัคซีน, มี 1 รายที่ได้รับวัคซีนซิโนแวก 1 เข็ม และอีก 1 รายที่ได้รับวัคซีนซิโนแวก ครบ 2 เข็ม  รายหลังสุดนี้ คือพยาบาล ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

“พยาบาลที่เสียชีวิตนี้ ได้รับวัคซีนซิโนแวกเข็มแรกเดือนเม.ย. และเข็ม 2 เดือนพ.ค. แต่ด้วยการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยโควิดในเดือนมิ.ย. จึงมีโอกาสในการได้รับเชื้อ ประกอบกับมีภาวะเสี่ยง คือเป็นโรคอ้วน จึงทำให้เมื่อติดเชื้อแล้ว จะมีอาการรุนแรง”

นพ.โสภณ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญของการรับวัคซีนต้านโควิด ซึ่งผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจะมีอาการป่วยที่รุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน แต่อย่างไรก็ดี จากการเปลี่ยนแปลงการระบาดในสายพันธุ์ของไวรัสโควิดจากอัลฟา (อังกฤษ) มาเป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ที่ทำให้การป้องกันการแพร่ระบาดโดยวัคซีนซิโนแวกอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพดีเท่าเดิม ดังนั้นผู้ที่เคยได้รับวัคซีนซิโนแวกครบ 2 เข็มไปแล้ว โดยเฉพาะบุคลากรแพทย์ด่านหน้าที่ถือว่ามีความเสี่ยง จึงควรได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดเข็ม 3

“คณะกรรมการวิชาการจึงเห็นว่า บุคลากรแพทย์ควรต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นอีก 1 เข็ม ซึ่งได้เตรียมวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า คาดว่าจะเริ่มได้ในสัปดาห์หน้า เพื่อฉีดเป็นเข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น แต่ถ้าใครจะรอวัคซีน mRNA ก็อาจต้องรออีกระยะหนึ่ง”

สถานการณ์การแพร่ระบาดที่เปลี่ยนแปลงไป จากผลของสายพันธุ์ของไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ ย่อมจะทำให้แนวทางการให้วัคซีนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การฉีดวัคซีนสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้ดีขึ้น และให้ผู้รับวัคซีนมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 ให้แก่บุคลากรแพทย์นี้ จะมีการเก็บข้อมูลบันทึกไว้เป็นงานวิจัย โดยจะมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันทั้งก่อนและหลังการฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน และศึกษาว่าการฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 จะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด และภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานเพียงใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลทางวิชาการที่ประโยชน์ต่อบุคลากรแพทย์ และกลุ่มอื่นๆ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิดได้ต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...