โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อภิวัฒน์สยาม 2475 : อดีต ปัจจุบัน อนาคต

The101.world

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 17.43 น. • The 101 World

“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ….” (ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1)

24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ปฏิบัติการอภิวัฒน์สยาม เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังมาตรา 1 ของปฐมรัฐธรรมนูญไทย หรือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 บัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

จาก 2475 ถึงปัจจุบัน ชะตากรรมของประชาธิปไตยไทยสะท้อนความเป็นอนิจจังของสังคม รัฐประหาร 13 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ เหตุการณ์นองเลือดระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง อีกนับครั้งไม่ถ้วน เป็นบทสะท้อนว่า ‘ประชาธิปไตย’ ยังมิได้ลงหลักปักฐานถึงแก่นความคิด โครงสร้างการปกครอง รวมถึงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณทางการเมืองของประเทศนี้

แต่อีกด้านหนึ่ง พลังสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในสังคมไทยก็ไม่เคยมอดดับลง ยิ่งมืดมิด กลับยิ่งสว่างแสงเสียด้วยซ้ำ

101 ขอนำเสนอชุดผลงานว่าด้วย “อภิวัฒน์สยาม 2475 : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” เพื่ออ่านอดีต เข้าใจปัจจุบัน และมองอนาคตของประชาธิปไตยไทยในมิติการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และสังคมวัฒนธรรม

นี่คือผลงานทั้งหมดที่ร่วมสร้างสรรค์ให้ “ประวัติศาสตร์ 2475” กลับมามีชีวิตชีวาในสังคมไทยร่วมสมัยอีกครั้ง

 

ในวาระ 88 ปี ประชาธิปไตยสยาม  101 นำเสนอชุดผลงานว่าด้วย "การอภิวัฒน์สยาม 2475" ในมิติทางการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และสังคมวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง และนี่คือผลงานทั้งหมดที่ร่วมสร้างสรรค์ให้ "ประวัติศาสตร์ 2475" กลับมามีชีวิตชีวาในสังคมไทยร่วมสมัยอีกครั้ง

มาเรียนรู้อดีตเพื่อรับมือกับอนาคตข้างหน้าไปด้วยกัน ผ่านการอ่านผลงานทั้ง 19 ชิ้น ในซีรีส์ ๒๔๗๕ โดย 101

 

สลายมายาคติ 2475

การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน

 

โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

ในสังคมที่ประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของการควบคุมกล่อมเกลาความคิดคนมากกว่าเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันอดีตของสังคมตนเอง

ประจักษ์ ก้องกีรติ สำรวจตรวจสอบมายาคติ 4 ประการในสังคมไทยเกี่ยวกับการปฏิวัติ 2475 :

1. 2475 เป็นการชิงสุกก่อนห่าม

2. 2475 เป็นการปฏิวัติของนักเรียนนอกจำนวนน้อย

3. 2475 เป็นการกระหายอำนาจและยึดอำนาจไว้กับกลุ่มตนเองเพียงลำพัง

4. 2475 เป็นเพียงการรัฐประหาร ไม่ใช่การปฏิวัติที่แท้จริง

อะไรคือประวัติศาสตร์ 2475 ฉบับโรงเรียนไทยไม่ได้สอน สำหรับการต่อสู้ถกเถียงกับมายาคติทั้ง 4 ประการข้างต้น และหนังสือน่าอ่านเกี่ยวกับ 2475 มีเล่มใดบ้าง ติดตามได้ใน "การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน" โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

 

85 ปี การอภิวัฒน์ 2475 : ทัศนะทางประวัติศาสตร์กฎหมาย

 

โดย ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล มอง 85 ปี การอภิวัฒน์ 2475 ผ่านทัศนะทางประวัติศาสตร์กฎหมาย

……….

"ไม่เพียงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เท่านั้นที่พึงจดจำ เพราะหากกล่าวในแง่กฎหมายแล้ว วันที่ 27 มิถุนายน 2475 มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อนักกฎหมายและต่อความเข้าใจในระบบกฎหมายไทยสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏตัวขึ้นของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายของไทย รวมถึงระบอบการเมืองปกครองแบบใหม่ที่กำหนดขึ้นไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้ด้วย

"นี่คือปฐมบทแห่ง “ชีวิตรัฐแบบใหม่” ในระบอบการเมืองที่อุบัติขึ้นโดยผลของบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญไปพร้อมกันนั่นเอง

…..

"ความทรงจำที่มีต่อการอภิวัฒน์ 2475 จึงควรหมายถึงวันที่ 24 มิถุนายน และวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า หากไม่มี 24 มิถุนาฯ (เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น) ก็ย่อมไม่มี 27 มิถุนาฯ (ระบบกฎหมายที่ก่อตั้งบนฐานของเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น) และแม้จะมี 24 มิถุนาฯ แต่ถ้าไม่มี 27 มิถุนาฯ ก็ย่อมไม่มีความหมายใดๆ เช่นกัน …"

- ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล -

……….

เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ในสายธารความคิดเศรษฐศาสตร์

 

โดย สฤณี อาชวานันทกุล

การอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475  สฤณี อาชวานันทกุล ชวนเรากลับไปอ่าน "เค้าโครงการเศรษฐกิจ" ของปรีดี พนมยงค์ อีกครั้ง เพื่อสืบหาข้อคิดจากเค้าโครงการเศรษฐกิจในสายธารความคิดเศรษฐศาสตร์

สฤณีพยายามเสนอคำตอบเบื้องต้นต่อคำถามที่ว่า เราจะบรรลุเป้าหมาย "ความสุขสมบูรณ์" ของราษฎรดังเจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดีภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างไร

2475 ในหน้าประวัติศาสตร์

 

24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม

 

โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

"24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"

คือ ถ้อยคำจารึกบนหมุดคณะราษฎร ที่ระลึกถึงจุดอ่าน "ประกาศคณะราษฎร" ฉบับแรก โดย พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

การปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 สำเร็จลงได้ก็เพราะมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ระดับ "วางแผน 7 ปี ยึดอำนาจภายใน 3 ชั่วโมง" ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นคณะราษฎรแทบจะไม่มีกำลังในมือ ผู้ร่วมก่อการมีเพียงร้อยกว่าคน แต่สามารถยึดอำนาจได้สำเร็จโดยไม่มีการนองเลือด

เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เปิดบันทึกประวัติศาสตร์ปากคำ เล่านาทีพลิกแผ่นดินสยาม ตั้งแต่เวลาย่ำรุ่ง วันที่ 24 มิถุนายน 2475 จนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ. 2475 พร้อมทรงพระอักษรกำกับต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัตินั้นว่า “ชั่วคราว”

 

บางบันทึกของ ‘ปรีดี’ ต่อกรณีอภิวัฒน์สยาม 2475

 

โดย พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อ่าน '2475' ฉบับ 'ปรีดี พนมยงค์'

“…‘สวะสังคม’ (Social Scum) คือ เศษโสมม (Rottenmass) ซึ่งสังคมเก่าได้โยนทิ้งไป แต่ตกค้างอยู่ในสังคมใหม่ นักทฤษฎีสังคมฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายมีทรรศนะตรงกันที่ถือว่า ‘สวะสังคม’ เป็นชนชั้นวรรณะอันตราย (Dangerous Class) จึงต่างฝ่ายต่างไม่คบเข้าร่วมในขบวนการ เพราะ ‘สวะสังคม’ นั้นเห็นแก่ตัว (Egoist) เป็นสำคัญ ซึ่งแสดงด้วยอาการอวดดี (self conceit) ยกตนเองว่าวิเศษกว่าคนอื่น"

“สิ่งตกค้างของระบบเก่าชนิดนี้ มีทรรศนะที่ผิดจากกฎธรรมชาติและกฎแห่งอนิจจัง ดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่าพวกถอยหลังเข้าคลองที่จำต้องเป็นไปตามสภาวะของเขา แต่อย่างไรก็ตาม การดึงให้สังคมถอยหลังก็เป็นไปเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดกฎแห่งอนิจจังต้องประจักษ์ขึ้น…”

ย้อนอ่านบันทึกของ ปรีดี พนมยงค์ ต่อกรณีอภิวัฒน์สยาม 2475 ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การตัดสินใจยึดอำนาจ รวมถึงคำชี้แจงเกี่ยวกับข้อครหาต่างๆ อาทิ การชิงสุกก่อนห่าม, ความขัดแย้งกับรัชกาลที่ 7, การแตกคอกันเองในหมู่คณะราษฎร ฯลฯ

 

สุดา พนมยงค์ : ความทรงจำเกี่ยวกับการอภิวัฒน์สยาม 2475

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

สุดา พนมยงค์ ประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ บุตรคนที่ 3 ของปรีดี พนมยงค์ คุยเรื่อง “คุณพ่อ”, ชีวิตครอบครัว และการอภิวัฒน์ 2475 กับ กษิดิศ อนันทนาธร

……….

กษิดิศ : การที่คุณพ่อต้องลี้ภัย เพราะ “การเมืองเป็นพิษ” ไปอยู่ในประเทศจีนและฝรั่งเศสเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษก่อนจากโลกนี้ไปนั้น คุณสุดามองอย่างไรกับพุทธภาษิตที่คุณพ่อยึดถือที่ว่า “อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ – ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้วย่อมไม่สูญหาย

สุดา : ผลที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปธรรมจับต้องได้ แต่เป็นนามธรรม เป็นคุณค่าที่อยู่ในใจเรา เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะไม่สูญหายไปไหน อย่างงานที่คุณพ่อภูมิใจว่าได้รับใช้ชาติและราษฎรไทยทั้งการอภิวัฒน์ 2475 และการเป็นผู้นำขบวนการเสรีไทย ก็เป็นสิ่งที่อยู่กับท่าน คนรุ่นหลังซึ่งได้ศึกษาหาความจริงก็จะพบเองว่าคุณพ่อได้ทำอะไรไว้บ้าง

……….

 

85 ปี จดหมายถึง “พูนศุข น้องรัก”

 

โดย ทีมงานเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์

เปิดเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ อ่านจดหมายของ ‘ปรีดี’ ถึง ‘พูนศุข น้องรัก’ ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2475 เพื่อขอโทษที่ต้อง ‘พูดปด’ ต่อครอบครัว ด้วยจำเป็นต้องปกปิดปฏิบัติการลับ 24 มิถุนายน 2475!

 

ปรีดี พนมยงค์ กับธนาคารชาติ

 

โดย พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม

รู้หรือไม่ว่า ปรีดี พนมยงค์ คือผู้ที่ริเริ่มให้มีการวางรากฐานธนาคารชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม

กำเนิดธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่น้อย ก่อนการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เกิด ‘สภาพปฐมแห่งธนาคารกลาง’ หรือที่เรียกว่า ‘สำนักงานธนาคารชาติไทย’ ขึ้นแล้ว ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นความพิเศษของประวัติศาสตร์ธนาคารกลางที่ไม่เหมือนใครในโลก

พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม จะพาคุณไปสำรวจกันว่า 'สำนักงานธนาคารชาติไทย' ที่ปรีดี พนมยงค์ ผลักดันจนออกเป็นพระราชบัญญัติให้มีการจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2482 มีที่มาอย่างไร ต้องเผชิญปัญหาอะไรบ้าง และเป็นรากฐานสำคัญในการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยในอีกสามปีต่อมาอย่างไร

 

เรื่องของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า กับนายปรีดี พนมยงค์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

กษิดิศ อนันทนาธร เล่าประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทสำคัญในการถวายความอารักขาแด่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จย่าของในหลวงรัชกาลที่ 8 และ 9) ให้พ้นภัยสงคราม

………..

"คนจำนวนไม่น้อยคลางแคลงสงสัยในความจงรักภักดีของนายปรีดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากเขาเป็นแกนนำคนสำคัญของคณะราษฎร เป็นผู้เขียนประกาศคณะราษฎร และร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ประกาศว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แต่การที่นายปรีดีถวายความปลอดภัยแด่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้านี้ เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงให้ปรากฏถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของเขา" - กษิดิศ อนันทนาธร

 

สวัสดีปีใหม่ 1 มกราคม – มรดกคณะราษฎร

 

โดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

รู้หรือไม่ สวัสดีปีใหม่ 1 มกราคม ก็เป็นมรดกคณะราษฎร --- ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ เล่าประวัติศาสตร์ว่าด้วย "1 มกราคม" ในฐานะวันปีใหม่ของสังคมไทย

……….

การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร คือการปฏิวัติสร้างระบอบการปกครองใหม่ของไทยตามอย่างสากล … มุ่งสร้างไทยทุกด้านให้เจริญศิวิไลซ์เท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว ทั้งในประเทศตะวันตกและตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ทั้งด้านการแต่งตัว การกินอยู่หลับนอน การทำงาน

ทั้งยังมุ่งสร้างให้คนเท่ากัน หรือหลักเสมอภาค อันเป็นหนึ่งในหลักพื้นฐานของแนวคิดการเมืองประชาธิปไตยสากล

ดังนั้น แนวคิดว่าด้วยการปรับวันเปลี่ยนปีศักราชมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ตามแบบตะวันตก ซึ่งนานาประเทศใช้กันทั่วโลกในขณะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น แต่ก็ทำภายใต้ความระมัดระวังต่อการถูกวิธีการแบบไทยเดิม สร้างเป็นวาทกรรมโจมตีเสียดสีว่า “เป็นฝรั่งมากเกินไป” หรือ “เดินตามก้นฝรั่ง” แม้ว่ากลุ่มชนที่ใช้วาทกรรมนี้ต่างทำให้ตนและครอบครัวเครือข่ายแปลงกลายเป็นฝรั่งไปหมดมานานแล้วก็ตาม

หนึ่งในผู้นำคณะราษฎรที่มุ่งมั่นและกล้าที่จะนำในการเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของคนไทยให้เป็นแบบตะวันตกที่เจริญแล้วคือ นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเรียนรู้วัฒนธรรมฝรั่งเศสมาหลายปี

เมื่อหลวงพิบูลฯ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปลายปี 2481 อีกหนึ่งปีต่อมา ช่วงปลายปี 2482 หลังจากสถาปนาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่กลางถนนราชดำเนินกลาง สถาปนาวันชาติ 24 มิถุนายน เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น ‘ไทย’ และสร้างเพลงชาติไทยใหม่แล้ว หลวงพิบูลฯ ก็เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อปรึกษาเรื่องวันเปลี่ยนปีศักราชให้เป็นวันที่ 1 มกราคม

กระบวนการสร้างเพื่อให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเปลี่ยนปีศักราชตามอย่างสากล แทนแบบไทยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 1 เมษายน มีขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นวันแรกปีแรก

คำอธิบายคือ นำไทยไปสู่ความเป็นสากล นานาชาตินิยม ขณะเดียวกันก็สอดรับกับการเปลี่ยนปีศักราชแบบดั้งเดิมของไทย คือขึ้น 1 ค่ำเดือนอ้าย เพราะวันที่ 1 มกราคมได้ขยับเข้าไปใกล้ๆ กับวันดั้งเดิมโบราณมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เมื่อเราฉลองวันปีใหม่ 1 มกราคม เราจึงอยู่ภายใต้มรดกการสร้างวัฒนธรรมไทยใหม่ให้เป็นสากลของคณะราษฎร

คณะราษฎรทำให้เราได้สวัสดีปีใหม่ 1 มกราคม จากปี 2484 มาถึงทุกวันนี้ โดย “จงเป็นเวลารุ่งอรุณแห่งชีวิต ให้ชาติไทยได้รับความเจริญและก้าวหน้าขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์ใหญ่หลวง ให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ทั่วกัน” (พระราชบัญญัติปีประดิทิน 2483)

กล่าวโดยสรุป วันเปลี่ยนปีศักราช 1 มกราคม โดยคณะราษฎร ก็เพื่อสร้างชาติไทยให้มีความเป็นสากล และเพื่อสร้างประชาธิปไตยไทยตามหลักสากลนั้นเอง

 

รัฐประหารครั้งแรก 1 เมษายน 2476 เผด็จการยุคแรกแบบ ‘Monocracy’

โดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

วันนี้เมื่อ 86 ปีก่อน คล้อยหลังการอภิวัตน์สยาม 2475 ไม่ถึงปี ได้มีการรัฐประหารครั้งแรกเกิดขึ้น ในวันที่ 1 เมษายน 2476

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภา ทำรัฐประหารตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดคณะราษฎร รวบอำนาจและผลประโยชน์กลับไปสู่ผู้ปกครองในระบอบเดิม

101 ชวนย้อนอ่านบทวิเคราะห์รัฐประหารครั้งแรก โดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ว่าด้วยที่มาที่ไป ปัจจัยแวดล้อม ไปจนถึงผลที่ตามมาหลังรัฐประหารในครั้งนั้น

 

"รัฐประหารครั้งแรกโดยพระราชกฤษฎีกาของพระยามโนฯ เมื่อ 1 เมษายน 2476 ใช้ข้ออ้างเรื่องคอมมิวนิสต์และพระมหากษัตริย์ในการก่อการ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดคณะราษฎรออกจากเวทีทางการเมือง ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในเวทีการเลือกตั้ง

"มีการห้ามจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อควบคุมจำกัดการแพร่กระจายอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่แก่ประชาชนทั้งประเทศ กำกับการสร้างองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรให้มีขนาดเล็ก จำกัดบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ประมุขแห่งรัฐหรือประมุขระบอบเก่าทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ตามพระราชอัธยาศัย และท้ายสุดคือ ระบอบเก่าได้แปลงร่างเปลี่ยนรูปเป็นระบอบเก่าในเสื้อคลุมใหม่ตามรัฐธรรมนูญ"

"นับแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นมา พระยามโนฯ จึงมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีเผด็จการคนแรกในการเมืองไทยสมัยใหม่ คนสมัยนั้นเรียกช่วงเวลานี้ว่ายุค 'มโนเครซี' โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า 'Monocracy' ซึ่งแปลโดยนัยว่า พระยามโนฯ ผู้มีอำนาจเป็นเผด็จการคนเดียว…"

 

นริศ จรัสจรรยาวงศ์: ผู้ปลุกพลัง ‘2475’ จากหนังสืองานศพ

 

"ช่วงเวลาที่คณะราษฎรไปควบคุมตัวเจ้านายเพื่อเปลี่ยนระบอบนั้นมันเข้มข้นมาก แต่เรื่องพวกนี้เพียงบอกผ่านๆ ในหลักสูตรการเรียนการสอนภาคปกติได้อย่างไร"

"การย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวต่างๆ หรือหนังสือยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองมันเหมือนเป็นถ้ำ เวลาผมเบื่อๆ สังคมการเมืองปัจจุบัน ผมจะกลับเข้าไปในถ้ำนี้สำรวจดูว่าคณะราษฎรเขามีเหตุผลอย่างไรที่ต้องลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เป็นมณฑลแห่งพลัง มันชาร์จพลังชีวิตให้เรา"

ธิติ มีแต้ม สัมภาษณ์ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธศาสนาที่ผันตัวมาขุดค้นและลงลึกกับชีวิตของคณะราษฎร และ '2475' จากกองหนังสือเก่าและเอกสารฝุ่นจับหลายหมื่นชิ้น ที่เรียกกันว่าหนังสืออนุสรณ์งานศพ

สำรวจพลังชีวิตของสามัญชนในการอภิวัฒน์สยาม 2475 ที่นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ค้นพบในหนังสืองานศพ

 

ปรีดี พนมยงค์ กับภาพยนตร์แสนเฉิ่มเชยของเขา

 

โดย เทพพิทักษ์ มณีพงษ์

รู้ไหมว่า ปรีดี พนมยงค์ เคยเป็นผู้เขียนบทและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์!

ภาพยนตร์ไทยขาวดำ ถ่ายทำในระบบ 35 มม. และพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องนั้น คือ "พระเจ้าช้างเผือก" (The King of the White Elephant) ผลงานการเมืองเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนแนวคิดด้านสันติภาพของปรีดีได้อย่างดีที่สุด

เทพพิทักษ์ มณีพงษ์ ชมภาพยนตร์ที่สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2483 ในวันนี้ แล้วเขียนบอกเล่าความคิดของเขา จากมุมมองคน Gen Y

 

ก๋วยเตี๋ยว กับ ปฏิวัติ 2475

 

โดย วชิรวิทย์ คงคาลัย

รู้หรือไม่ว่า กว่าที่ 'ก๋วยเตี๋ยว' จะกลายมาเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยในปัจจุบัน มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน และเกี่ยวข้องกับการ 'สร้างชาติ' ในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไร

วชิรวิทย์ คงคาลัย จะพาคุณย้อนประวัติศาสตร์การกินของคนไทย ที่เริ่มต้นจากการกินแบบ 'กับน้อยๆ ข้าวเยอะๆ' มาสู่ยุค 'กับเยอะๆ ข้าวน้อยๆ' ซึ่งเชื่อมร้อยกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

 

คน 2475

 

ปรีดี พนมยงค์ รัตนบุรุษสยาม

 

โดย ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

11 พฤษภาคม 2563 เป็นวาระรำลึก 120 ปีชาตกาล 'ปรีดี พนมยงค์' รัฐบุรุษอาวุโส อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และหัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน

101 ขอร่วมรำลึกถึงนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจที่เป็นธรรม และเสรีภาพทางการศึกษา ด้วยการชวนย้อนอ่านงานเขียน "ปรีดี พนมยงค์ รัตนบุรุษสยาม" (ตีพิมพ์ปี 2560) ของ ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตทางวิชาการเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของปรีดีและคณะราษฎร

ใครคือคนดีคนนั้น … ท่านผู้หญิง พูนศุข พนมยงค์

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

สตรีผู้อยู่เบื้องหลังชีวิตของมหาบุรุษ 'ปรีดี พนมยงค์' ทั้งในยามสำเร็จและล้มเหลว

สตรีผู้ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น

สตรีผู้เขียนประวัติศาสตร์ด้วยชีวิตของเธอ

"พูนศุข พนมยงค์"

 

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์: “ดิฉันเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดที่ได้มีคู่ครองเช่นนี้”

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

“ตอนแต่งงานยังเด็กอยู่มาก อายุยังไม่ถึง 17 ปีเต็มเลย แต่ ‘การแต่งงานนี่ก็เป็นสิ่งที่เลือกเอง’ นะคะ แต่สำหรับท่าน (ปรีดี) คงคิดว่า ชีวิตนี้ต้องทำอะไรอย่างหนึ่งที่เป็นการรับใช้ชาติบ้านเมือง ควรจะมีใครมาอยู่เคียงข้างที่จะช่วยเหลือการงานกันได้ เป็นอย่างนั้นมากกว่าที่จะคิดเรื่องโรแมนติก”

กษิดิศ อนันทนาธร ถ่ายทอดถ้อยคำของ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้เป็นภรรยารัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่ ‘แรกรู้จัก’ ‘เริ่มรัก’ ไปจนถึงผ่าน ‘มรสุมของชีวิต’ เมื่อปรีดีต้องหลบหนีไปต่างประเทศ จนกระทั่งกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

“ปรีดีเป็นคนเก่ง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ทำให้การ์ดเชิญที่พิมพ์ชื่อว่า ‘นายปรีดี พนมยงค์’ เมื่อถึงวันแต่งงานจริงกลับไม่ถูกเสียแล้ว เพราะในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ศกนั้น นายปรีดีได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘หลวงประดิษฐ์มนูธรรม’ ก่อนถึงวันแต่งงานเพียงสัปดาห์เดียว”

“หลังมหาสงครามสงบลงเพียงปีเดียว ก็เกิดเหตุกรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น และศัตรูทางการเมืองเริ่มวางแผนให้ร้ายป้ายสีนายปรีดี จนเกิดการรัฐประหาร ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ที่มีรถถังมายิงที่ทำเนียบท่าช้าง ซึ่งเป็นที่พำนักของครอบครัวปรีดี-พูนศุข ทำให้นายปรีดีจำต้องหนีออกไปยังต่างประเทศ”

“แม้เธอไม่อาจคาดฝันได้ว่าจะต้องประสบกับชีวิตเช่นนี้ แต่ก็ไม่เคยนึกเสียใจ”

วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์ “คนดีคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก”

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึง วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์ ลูกสาวคนเล็กของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส กับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และลูกสะใภ้ของ “ศรีบูรพา” นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ กับ “จูเลียต” นางชนิด สายประดิษฐ์

"แม้วาณีจะเป็นลูกสาวคนเล็กและลูกสะใภ้ของบุรุษทั้งสองที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก แต่คุณวิเศษของวาณีไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ผลของการที่วาณีก่อสร้างไว้ดีแล้วในช่วงชีวิตของเธอ"

"สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานคำไว้อาลัยมายังพี่สาวทั้งสองของผู้วายชนม์ ความตอนหนึ่งว่า “พี่วาณีจากพวกเราไปแล้ว งานแสดงภาพถ่ายของข้าพเจ้าที่จัดเป็นประจำทุกปี มีแต่พี่ๆ สองท่าน (พี่สุดา และพี่ดุษฎี) ที่ยังมาตามเคย แทนที่จะมีสามท่าน ข้าพเจ้ายังมีความทรงจำที่ดีและถือได้ว่า พี่วาณีเป็นคนดีคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก”

"เมื่ออายุได้เพียง 6 ขวบ บิดาของเธอจำต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ หลังการรัฐประหาร 2490 ที่นายทหารนำรถถังมายิงที่ทำเนียบท่าช้างซึ่งทางราชการจัดให้รัฐบุรุษอาวุโสพำนัก วาณีจึงต้องเผชิญกับความผันผวนในชีวิต ครอบครัวของเธอบ้านแตกแต่สาแหรกยังไม่ขาด การกล่าวร้ายป้ายสีนายปรีดีดำเนินไปอย่างเข้มข้น เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้ และประกาศว่าพ่อของเธอเป็นผู้บริสุทธิ์"

"ต่อมาในปี 2513 เมื่อนายปรีดีย้ายไปพำนักที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส เธอจึงติดตามบิดาไปด้วย และทำหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัวให้คุณพ่อ คอยเขียนตามคำบอก พิมพ์ดีด และส่งไปรษณีย์ให้"

"หลังจากใช้ชีวิตในต่างแดนถึง 35 ปี ในปี 2531 วาณีย้ายกลับสู่มาตุภูมิ และทำงานเป็นอาจารย์หัวหน้าภาควิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2532-2543"

"วาณีเขียนหนังสือ 3 เรื่อง เล่มแรก วันวานในโลกกว้าง (2543) ที่เธอเขียนออกมาในรูปหนังสือเด็ก ที่มาจากเค้าโครงเรื่องจริง เธอบอกว่า “ไม่ใช่สารคดี หรืออัตชีวประวัติ เป็นเหมือนความเรียงที่สามารถจบได้ในแต่ละบท” กับชื่อตัวเอกของเรื่องอย่าง “ปลาย” เธออธิบายว่า “วาณีคือปลาย แต่ปลายไม่ใช่วาณี”

 

100 ปีแห่งชีวิต ฉลบชลัยย์ พลางกูร : ครูผู้มีชีวิตเพื่อผู้อื่น

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

6 เมษายน 2560 ฉลบชลัยย์ พลางกูร จากโลกนี้ไปในวัย 100 ปีเศษ

ในวันประชุมเพลิง 17 เมษายน 2560 กษิดิศ อนันทนาธร เขียนเล่าเรื่อง 100 ปีแห่งชีวิตของครูใหญ่แห่งโรงเรียนดรุโณทยาน

ปูชนียบุคคลผู้ควรค่าแก่การก้มหัวให้

ครูผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความจริง ความดี ความงามขึ้นในลูกศิษย์มายาวนานกว่า 60 ปี

ภรรยาผู้เสียสละสามี จำกัด พลางกูร เสรีไทยคนสำคัญ ไปในภารกิจ “เพื่อชาติ เพื่อ humanity”

สตรีผู้กล้าเผชิญหน้ากับอำนาจอธรรม ผู้อุปการะลูกหลานของผู้ที่ถูกการเมืองเป็นพิษเล่นงาน ตั้งแต่ลูกของ 4 รัฐมนตรีอีสาน ลูกของผู้ต้องหาคดีสวรรคต เรื่อยมาจนเป็น “คุณป้า” ของนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

101 ขอร่วมรำลึกถึงชีวิตและงานของ "ครูผู้มีชีวิตเพื่อผู้อื่น" ด้วยความเคารพอย่างที่สุด

 

ซิม วีระไวทยะ : ชีวิตเพื่ออุดมคติแห่งคณะราษฎร

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

"ซิม วีระไวทยะ" เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ผู้ใช้ชีวิตโลดแล่นตามอุดมคติแห่งคณะราษฎร ทั้งในฐานะนักการเมือง นักการศึกษา นักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์ และนักธุรกิจ

"ซิม วีระไวทยะ" ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากปรีดี พนมยงค์ จนถูกหยอกว่าเป็นหนึ่งในสองอัครสาวกของเขา - ซิมเป็นพระสารีบุตร สงวน ตุลารักษ์ เป็นพระโมคคัลลานะ

"ซิม วีระไวทยะ" เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกหลังการอภิวัฒน์ 2475 ผู้ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคในสังคม เรียกร้องให้ยกเลิกบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ให้เป็น "นาย" เสมอกัน

"ซิม วีระไวทยะ" เป็นนักหนังสือพิมพ์ ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ "สฺจจํ" เพื่อตอบโต้ผู้กล่าวหาและโจมตีคณะราษฎรอย่างไม่เป็นธรรม ชื่อของหนังสือพิมพ์มาจากพุทธภาษิต “สจฺจํ เว อมตา วาจา – ความสัจแลเป็นวาจาไม่ตาย”

"ซิม วีระไวทยะ" เป็นผู้เรียบเรียงหนังสือ "ดวงใจ" (2481) หนังสือเด็กในดวงใจของใครหลายคน เป็นหนังสือเด็กที่ใช้ชื่อบุคคลในคณะราษฎรมาเป็นตัวละครตามบุคลิกจริงของแต่ละคน เช่น ตัวเอกซึ่งเป็นนักเรียนนิสัยดีและเรียนเก่ง ชื่อ “ประดิษฐ์ รักธรรม” จากชื่อของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือครูใหญ่ชื่อ "พจน์" จากพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร

ชีวิตของ "ซิม วีระไวทยะ" เต็มไปด้วยความน่าทึ่งอีกสารพัดอย่าง เราอยากชวนคุณผู้อ่านค้นหาชีวิตของคนที่เราไม่ควรลืม รวมถึงปริศนาชื่อ "ดวงใจ" มาจากไหน จากงานเขียนของ กษิดิศ อนันทนาธร ในซีรีส์ "2475" ของ 101

 

‘ชุบ ศาลยาชีวิน’ มือพิมพ์ดีด ‘ปฐมรัฐธรรมนูญ’ สยาม

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

“อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

กษิดิศ อนันทนาธร เปิดปูม 'ปฐมรัฐธรรมนูญ' แห่งสยาม ด้วยเกร็ดชีวิตของผู้ลงมือพิมพ์ดีดร่างปฐมรัฐธรรมนูญบนเรือจ้างกลางแม่น้ำเจ้าพระยา

'ชุบ ศาลยาชีวิน' -- ศิษย์แห่งปรีดี พนมยงค์

 

สุธี โอบอ้อม ผู้เอื้ออารีต่อปรีดีในยามยาก

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

“26 กุมภาพันธ์ 2492 หลังจากนายปรีดี พนมยงค์และพวก ล้มเหลวในการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ถูกพรากไปนับแต่การรัฐประหารทางทหาร ที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 จนถูกให้ชื่อว่าเป็น 'กบฏวังหลวง' นั้น ปรีดีต้องหลบหนีการจับกุมของทางการอย่างยากลำบาก กว่าจะหลบออกไปลี้ภัยนอกประเทศได้

“ในยามที่รัฐบุรุษอาวุโสพลั้งพลาดเช่นนี้ คู่ชีวิตของเขาอย่างท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างสำคัญ ไม่เพียงการให้ความรักและกำลังใจ แต่ยังรวมถึงการจัดสถานที่หลบซ่อนให้อีกด้วย ในชั้นแรกท่านผู้หญิงนำปรีดีไปอยู่ที่บ้านถนนสุรวงศ์ของนายแพทย์โกวิท อัศวนนท์ ผู้เป็นหลานเขย แต่ก็เกรงว่าเมื่อทางการตรวจค้นตามบ้านญาติพี่น้องแล้วจะไม่ปลอดภัย ท่านผู้หญิงจึงต้องย้ายปรีดีไปยังสถานที่ซึ่งปลอดภัยกว่า

“หลังจากนั้น ก่อนที่จะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ปรีดีจึงได้มาอยู่ที่บ้านฉางเกลือของนายอุดร รักษมณี บุคคลซึ่งไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่ก็เต็มใจช่วยเหลือเพราะศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และได้รับการร้องขอจากเพื่อนรักของเขาที่มีชื่อว่า สุธี โอบอ้อม

“บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการรอดชีวิตของรัฐบุรุษอาวุโสในช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุด ก็คือ ‘สุธี’ ผู้นี้นี่เอง”

กษิดิศ อนันทนาธร เล่าประวัติชีวิตของข้าราชการนามว่า สุธี โอบอ้อม ผู้ช่วยเหลือปรีดี พนมยงค์ ในช่วงเวลายากลำบาก ทั้งยังเป็นข้าราชการที่ทำงานหนัก และซื่อสัตย์สุจริตตลอดมา

 

รู้ทุกข์ รู้ธรรม รักถิ่น: คุยกับ จริย์วัฒน์ สันตะบุตร เรื่องอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ หรือ ‘คุณลุง’

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

อ่านบทสัมภาษณ์ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร บุคคลซึ่งอาจารย์ปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ รักเหมือนลูกคนสุดท้อง

เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน และเป็นคนหนึ่งที่กล้าแหย่ให้อาจารย์ปรีดีหัวเราะอย่างมีความสุขได้ ในช่วงที่เป็นนักศึกษาในอังกฤษ เขามีโอกาสใกล้ชิดกับอาจารย์ปรีดีในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เดินทางไปขอความรู้จากท่านหลายครั้ง ได้สนทนา ได้เรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากท่านมามิใช่น้อย และได้เดินทางไปร่วมงานฌาปนกิจศพท่านที่สุสาน Père Lachaise ชานกรุงปารีสด้วย

ถึงชายผู้นี้จะมีความใกล้ชิดแน่นแฟ้น และผูกพันกับอาจารย์ปรีดีอย่างมาก แต่ไม่บ่อยนักที่เขาจะเปิดเผยเรื่องราวระหว่างเขากับชายผู้ที่เขาเคารพรัก

 

กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังมีชีวิตอยู่?

 

โดย เวียง-วชิระ บัวสนธ์

"ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น"

ถ้อยประกาศนี้ไม่ใช่สักแต่พูดเพื่อเอาเท่ หากแต่เป็นประหนึ่งพันธสัญญาแห่งชีวิตในทางสังคมของ ‘ลูกผู้ชาย’ ชื่อ 'กุหลาบ สายประดิษฐ์' ตราบจนชีพวายโดยแท้

กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ 'ศรีบูรพา' เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการ หัวเรือใหญ่ของ 'คณะสุภาพบุรุษ' ผู้ยึดมั่นหลักประชาธิปไตยเป็นโคมไฟส่องทางสังคม และขับเคี่ยวกับระบอบอำนาจนิยมอย่างโดดเด่นเห็นชัด นำร่องมาก่อนเกิดการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ด้วยซ้ำ

เวียง-วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการ 'สามัญชน' ชวนผู้อ่านร่วมรำลึกถึง 'สามัญชน' คนสำคัญร่วมยุคสมัย '2475'

 

เรื่องเล่าเท่าที่พบ ‘ขุนสมาหารหิตะคดี’

 

โดย ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ศุภมิตร ปิติพัฒน์ เปิดกรุเอกสารเก่าเล่าเรื่อง "ขุนสมาหารหิตะคดี" หรือ "โป-ระ สมาหาร" นักการเมืองยุคหลังการอภิวัฒน์ 2475 ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก

ทำไมชีวิตของขุนสมาหารฯ ถึงน่าสนใจ?

เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 1 จังหวัดพระนคร จากการเลือกตั้งครั้งแรก

เขาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม

เขาเป็นผู้แต่งและจัดพิมพ์ "พจนานุกรมกฎหมาย" หมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ความคิดและสังคมในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สมัยใหม่ของสยาม

เขาได้รับยกย่องจากหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ว่าเป็นแบบอย่างของผู้มี "คุณสมบัติที่ดีของการทำราชการ" อีกด้วย

คนรุ่นปี พ.ศ. 2475-2495 มองเรื่อง 'คุณสมบัติที่ดีสำหรับการทำราชการ’ อย่างไร อ่านคำไว้อาลัยของพระองค์วรรณฯ ถึง ฯพณฯ โป-ระ สมาหาร ได้พร้อมกันนี้

 

“ชีวิตของพ่อ : ท่านชิ้น ผู้อาภัพ” – ม.ร.ว.สายสวัสดี สวัสดิวัตน

 

โดย กษิดิศ อนันทนาธร

กษิดิศ อนันทนาธร สนทนากับ ม.ร.ว.สายสวัสดี สวัสดิวัตน ธิดาของ "ท่านชิ้น" - ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน ถึงเรื่องความสำเร็จและความล้มเหลวของ "ท่านชิ้น" ผู้มีบทบาทโลดแล่นอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากยุครัชกาลที่ 7 ถึงยุครัชกาลที่ 9 ตอนต้น โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะ "เสรีไทย"

 

“ผมเชื่อว่ายังมีทหารแบบคุณพ่อ” พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ลูกชายผู้นำคณะราษฎร

 

โดย ธิติ มีแต้ม

101 สนทนากับ พันตรี พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ลูกชายของพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร และนายกรัฐมนตรี 5 สมัย

ในวัย 80 ปี เขามองการกระทำอันยิ่งใหญ่ของคณะราษฎรอย่างไร, ในยามสงครามจบสิ้น เขามองตัวเองในฐานะทหารผ่านศึกอย่างไร, ในวันที่ประชาธิปไตยส่องแสงริบหรี่ เวลาได้ยินคำว่าคณะราษฎร 'ชิงสุกก่อนห่าม' เขารู้สึกอย่างไร, และในวันที่ทหารเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขาคิดว่าคนแบบพระยาพหลฯ ยังมีอยู่หรือไม่ ฯลฯ

"สุกหรือห่ามเนี่ยแปลว่ามันเป็นผลไม้แน่ๆ แต่มันจะมีผลไม้ได้มันต้องมีต้น อยู่ดีๆ ผลไม้มันจะออกมาโดยไม่มีต้นไม่ได้ ประเด็นคือต้นมันยังไม่มีเลย แล้วมันจะสุกจะห่ามได้ยังไง คณะราษฎรเขาไปเรียนต่างประเทศ ไปเห็นไอ้ต้นไม้ประชาธิปไตยว่ามันมีประโยชน์แน่ๆ กับแผ่นดินไทยกับราษฎรไทย เขาถึงกล้าเอาหัวพาดเขียงที่จะเอาต้นไม้ต้นนี้มาปลูกในแผ่นดินนี้"

"การเปลี่ยนแปลงการปกครองเนี่ย ถ้าเกิดทำไม่สำเร็จ คุณพ่อจะเป็นคนแรกที่คอขาด และคอขาดถึงเจ็ดชั่วโคตรเลย ในทางโบราณคือตัวเองและลูกเมีย พ่อแม่ปู่ย่าตายายขึ้นไปสามชั้น แล้วลงมาสามชั้นเป็นพวกหลานเหลน เรียกว่าขุดรากถอนโคนไม่ให้เหลือพันธุ์เลย แต่พอดีพวกคุณพ่อทำสำเร็จ ผมก็เลยได้เกิด"

"คุณพ่อบอกคุณแม่ว่าถ้าทำไม่สำเร็จ (ปฏิวัติ) เธออยู่เลี้ยงลูกไป ตอนนั้นพี่สาวคนโตอายุยังไม่ถึงเดือน คุณพ่อถึงได้คิดมาก คุณแม่ก็เพิ่งมีลูกคนแรก แล้วคุณพ่อต้องไปทำงานเอาความตายเข้าแลก ผมมาดูนายพลยุคหลังๆ มีไหมที่กล้าเอาความตายเข้าแลก สุดท้ายก็เขียนกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง เป็นพวกรักชาติโดยการเห่าหอน ไม่ได้รักชาติแบบทหารที่ผมเคยรู้จักมา"

"ผมเชื่อว่ายังมีทหารแบบคุณพ่อนะ ป่าไม้มันจะเป็นป่าได้ มันต้องมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ถ้ามีพันธุ์เดียวหรือ 3-4 พันธุ์ มันไม่ใช่ป่าแน่ๆ เช่นเดียวกับทหาร ทหารจำนวนมากในเวลานี้ถูกทำให้ไม่มีคุณค่า ซี่งไอ้ตัวผู้นำทหารต้องรับผิดชอบ"

 

เมื่อการอภิวัฒน์ 2475 ถูกอ้างว่าชิงสุกก่อนห่าม

 

โดย ธิติ มีแต้ม

"ต้นไม้ไม่เคยมี แล้วจะมาว่าชิงสุกก่อนห่ามได้ยังไง คณะราษฏรเขาไปเรียนต่างประเทศ ไปเห็นไอ้ต้นไม้ประชาธิปไตยว่ามันมีประโยชน์แน่ๆ กับแผ่นดินไทยกับราษฎรไทย เขาถึงกล้าเอาหัวพาดเขียงที่จะเอาต้นไม้ต้นนี้มาปลูกในแผ่นดินนี้"

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทำไมมักมีฝ่ายที่ไม่พอใจชอบอ้างว่าคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม

101 ชวนฟังทรรศนะจากพันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ลูกชายพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร เพื่อเป็นการทบทวนอดีตและมองไปยังอนาคต

เมื่อต้นไม้ประชาธิปไตยไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตได้ แล้วสังคมไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ท่ามกลางทหารเป็นใหญ่ในแผ่นดิน…

https://youtu.be/E854IFOiy6Q

จาก 2475 ถึง 2563

จาก ‘2475’ ถึง ‘ปัจจุบัน’ : “ถ้าไม่เห็นอดีต เราจะมองไม่เห็นอนาคต” – ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

โดย ธิติ มีแต้ม

เดือนตุลาฯ ในทางการเมืองไทย นับว่าเป็นเดือนที่ถูกจดจำทั้งในแง่ชัยชนะและความพ่ายแพ้ ของทั้งผู้นิยมประชาธิปไตยและไม่นิยมประชาธิปไตย

อย่างน้อยก็สองเหตุการณ์สำคัญคือ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519

ทว่าก่อนหน้านั้น 41 ปี ในย่ำรุ่ง 24 มิถุนายน 2475 อาจนับได้ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น เป็นหมุดหมายสำคัญที่เกี่ยวพันเหตุการณ์ทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย แน่นอนว่ารวมถึงปัจจุบันด้วย

แต่ทำไม '2475' ถึงเป็นทั้งความปรีดาและเป็นทั้งของแสลงของคนไทย อะไรทำให้เราๆ ท่านๆ ไม่สามารถจะเลี่ยงสบตากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วเกือบ 90 ปีได้

101 ชวนอ่านทัศนะจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี 'ธรรมศาสตร์' ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ถึงเหรียญสองด้านของ '2475' หมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย หัวเชื้อที่ทำให้ทั้งคนที่นิยมประชาธิปไตยและไม่นิยมประชาธิปไตย ได้แอ่นอกปะทะกันทั้งทางความคิดและร่างกายมาต่อเนื่องยาวนาน

 

"ตอนผมเรียนปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2500 ผมก็ค่อนข้างจะเชื่อวาทกรรมที่ว่า 'ชิงสุกก่อนห่าม' นะ มันเป็นวาทกรรมจริงๆ มีมานานแล้ว ที่ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านกำลังจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ทำไมไม่รอ"

"ผมตีประเด็นแบบประวัติศาสตร์ว่าเหรียญมันมีสองด้าน ถ้าเราบอกว่าใจร้อน มันอยู่ที่ว่าใจร้อนในทัศนะของใคร แต่เอาเข้าจริงแล้ว ความคิดเรื่องประชาธิปไตยมันมีมานานมาก ไม่ใช่เพิ่งมามีตอนพระยาพหลพลพยุหเสนาไปเรียนที่เยอรมันแล้วกลับมา"

"คณะราษฎรไม่ได้ล้มเจ้า เพราะตอนยึดอำนาจได้แล้ว รัชกาลที่ 7 ก็ยังอยู่ ตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคมก็เป็นไปด้วยดี ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ แล้วเมื่อไปถึงการสละราชสมบัติแล้ว คณะราษฎรก็กราบบังคมทูลในหลวงรัชกาล 8 ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะไปบอกว่าเขาล้มเจ้าได้อย่างไร"

"มีนักวิชาการบางคนบอกว่าสามแสนเสียงมีคุณภาพมากกว่าล้านเสียง เป็นความคิดที่ไม่เชื่อในความเสมอภาค ประชาธิปไตยมันต้องมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ แต่ถ้าคิดว่าคนไม่เท่ากัน มันก็รับไม่ได้ว่าหนึ่งคนเท่ากับหนึ่งเสียง อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก"

"ผมคิดถึงที่เนลสัน แมนเดลา พูดไว้ว่า เวลาที่มันยังไม่เปลี่ยนเราก็คิดว่ามันเนิ่นนาน แต่พอมันจะเปลี่ยนมันก็เปลี่ยน กรณีของไทย ที่ผ่านมาผู้นำไทยค่อนข้างเข้าใจดีเกี่ยวกับสถานการณ์ของโลก แล้วปรับตัวให้อยู่รอดต่อไปได้ แต่มาถึงตอนนี้ ผมตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่าชนชั้นนำไทยตระหนักหรือไม่ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปทางไหน"

 

2475 : อดีต ปัจจุบัน อนาคต

 

โดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

“ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 สมาชิกคณะราษฎร มีเพียง 4 ท่านที่ถือว่าอาวุโส มีอายุระหว่าง 38-45 ปี สมาชิกส่วนใหญ่อายุตั้งแต่ 20 ปี จนถึง 35 ปีเพียงเท่านั้น

คณะราษฎรคือกลุ่มไทยใหม่ เป็น The Young Thai ที่มุ่งสร้างชาติไทยขึ้นมาใหม่ เข้าแทนที่กลุ่มสยามเก่า The Old Siam ที่ไม่สอดรับกับกระแสโลกสมัยใหม่อีกต่อไป …

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มคนอายุน้อยและกลุ่มไทยใหม่ ได้ร่วมกันพลิกแผ่นดินเพื่อปลูกความเจริญมั่งคั่งศิวิไลซ์ครั้งสำคัญ เหมือนยุคสิ้นระบอบเก่าราชอาณาจักรอยุธยา ที่กลุ่มคนอายุน้อยรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ยุคสมัยกรุงธนบุรี ภายใต้การนำของพระเจ้าตากสินมหาราช หรือในการปฏิวัติตุลาคม 2516”

ชวนอ่านบทปาฐกถา “2475 : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ของ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

 

หากว่ามีหมุดฯ เคียงข้าง

 

โดย ธิติ มีแต้ม

มันออกจะดูนามธรรมหน่อยๆ เพื่อนก็มี หมาแมวก็มีอยู่เคียงข้าง ทำไมต้องถามว่า "หากว่ามีหมุดฯ เคียงข้าง" มีไปทำไม มีแล้วเกะกะรกหูรกตาไหม

กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด ถึงตอนนี้ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 ก็ครบ 85 ปีแล้ว แต่ลองใคร่ครวญกันสักหน่อยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับชีวิตเราๆ ยิ่งพิจารณาจากภาวะที่บ้านเมืองมีทหารต้องการคืนความสุขปกครองอยู่ ยิ่งพิจารณาจากหมุดคณะราษฎรที่หายไป กลายมาเป็นหมุดสุขสันต์หน้าใสแทน ยิ่งน่าคิดเชื่อมสัมพันธ์ด้วย

ธิติ มีแต้ม รีวิวคนธรรมดาสามัญที่พยายามเชื่อมตัวเองกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นว่าคุณภาพชีวิตปัจจุบันเป็นอย่างไร ตามด้วยลองเปรียบหลัก 6 ประการแบบฉบับหมุดสุขสันต์หน้าใสว่าแตกต่างจากฉบับคณะราษฎรอย่างไร

 

ศิลปะร่วมสมัย การเมืองไทย และหมุดเจ้าปัญหา กับ ธนาวิ โชติประดิษฐ

 

โดย พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

“ศิลปะเป็นการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าตัวเนื้อหาของมันจะพูดเรื่องการเมืองหรือไม่ก็ตาม” ธนาวิ โชติประดิษฐ ตอบคำถามนี้ในฐานะของคนที่คลุกคลีกับทั้งสองแวดวง

ในแวดวงวิชาการ เธอเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เชี่ยวชาญเรื่องศิลปะร่วมสมัย สนใจประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะแง่มุมทางการเมือง

ในแวดวงศิลปะ เธอเป็นนักวิจารณ์อิสระ ออกตัวชัดเจนว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ไม่เอารัฐประหาร

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล กองบรรณาธิการ 101 ชวน ธนาวิ โชติประดิษฐ มานั่งคุยเรื่องศิลปะร่วมสมัยกับการเมืองไทย พร้อมวิเคราะห์-วิพากษ์เรื่องหมุดเจ้าปัญหา จากหมุดคณะราษฎร ถึงหมุดหน้าใส

 

หลักหมุดคณะราษฎร: ประเทศไทยภายใต้ระบอบปกครองประชาธิปไตย

 

โดย อายุษ ประทีป ณ ถลาง

"จนบัดนี้เป็นเวลาเกือบเดือนหนึ่งแล้ว ที่หลักหมุดประชาธิปไตย เสาหมุดรัฐธรรมนูญ หรือ หมุดคณะราษฎร สุดแท้แต่จะเรียกขานขนานนาม ซึ่งประดิษฐานปักตรึงอยู่กลางลานพระบรมรูปทรงม้ามาช้านานกว่า 80 ปี ได้อันตรธานสูญหายไปอย่างพิสดารพันลึก ทิ้งเป็นปริศนาให้ชาวบ้านราษฎรงวยงงสงสัย ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยพูดไม่ออกบอกไม่ถูก พะอืดพะอมกันถ้วนหน้า

"ยิ่งคิดก็ยิ่งพิศวง

"ขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 วิทยาศาสตร์ท้าทายพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ปัญญาลบล้างคติความเชื่อมากมายที่อยู่บนพื้นฐานของศรัทธาแต่โดยลำพัง มนุษย์กำลังไปดาวอังคาร แต่บ้านนี้เมืองนี้กลับยังเต็มไปด้วยเรื่องราวอันเหลือเชื่อเหนือเหตุผล

"อยู่กันด้วยอภินิหารของกฎหมายโดยไม่แยแสสนใจอารยธรรมและความเป็นไปของโลก!"

อ่านต่อบทความของ อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง "หลักหมุดคณะราษฎร: ประเทศไทยภายใต้ระบอบปกครองประชาธิปไตย" ได้ที่นี่!

 

‘เวฬุรีย์ เมธาวีวินิจ’ การเมืองในละคร และ ‘คณะราษฎร’ ผู้รับบทตัวร้ายตลอดกาล

 

โดย วจนา วรรลยางกูร

“ชิงสุกก่อนห่าม ใจร้อน รุนแรง หัวนอก ไม่เข้าใจเมืองไทย”

ชุดคำพูดที่ใช้โต้แย้งการกระทำและวิธีคิดของคณะราษฎร ยังเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้กับผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในปัจจุบัน

วาทกรรมเหล่านี้แทรกซึมอยู่ในสื่อต่างๆ รวมถึงละครโทรทัศน์ที่ฉายภาพคณะราษฎรในรูปแบบของตัวร้ายและสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในแง่ลบ

 

วจนา วรรลยางกูร คุยกับ เวฬุรีย์ เมธาวีวินิจ ผู้อำนวยการหลักสูตร BMCI วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภาพของคณะราษฎรที่ปรากฏผ่านละครในฐานะ ‘ตัวร้าย’ การเมืองในละครหลังข่าว และทิศทางความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมละครไทยที่อาจนำไปสู่พื้นที่ของเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น

"เมื่อคนพูดถึงคณะราษฎรในฐานะที่ไม่ได้เป็นแค่คณะราษฎรในประวัติศาสตร์ แต่เป็นตัวแทนของคนบางกลุ่มที่อาจจะรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแบบถอนรากถอนโคน เลยทำให้คณะราษฎรถูกนำเสนอในด้านลบ"

"เป้าหมายของละครส่วนใหญ่คือเพื่อธุรกิจ เขาจะทำให้มันเข้มข้นขึ้นเพื่อให้คนดูสนุก แต่ความสนุกนั้นมาด้วยการทำให้เกิดตัวร้ายที่เห็นชัด บทบาทสำคัญกลายไปตกอยู่ที่คณะราษฎร

"กระแสการเมืองและกระแสสังคมในช่วงหลังมีคนส่วนหนึ่งมองว่าคณะราษฎรเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายที่ทำให้ตกหลุมอยู่ในประชาธิปไตยจอมปลอมอยู่นาน สิ่งเหล่านี้ผสมรวมกันจนทำให้ภาพของคณะราษฎรเป็นแบบนี้"

 

ค้นหาสปิริต 2475 ในเกมส์การ์ดและข้าวของ

 

โดย ชลธร วงศ์รัศมี

หากอยากรู้ว่าการปฏิวัติ 2475 ได้รับการตอบรับในวงกว้างมากแค่ไหน แต่หาในแบบเรียนประวัติศาสตร์เท่าไหร่ก็ไม่พบ

เหลียวมองหมุดคณะราษฎร โดนขุด ศาลฎีกาโดนทุบ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดนรื้อ ใจคอจะไม่เหลือร่องรอย 2475 ให้จดจำ ขอเชิญมาที่นิทรรศการ Revolution Things

พบ 2 ภัณฑารักษ์ รศ.ชาตรี ประกิตนนทการ ร่วมก่อการกับกิตติมา จารีประสิทธิ์ ในนิทรรศการแสดงข้าวของยุค 2475-2490 หรือยุค ‘Revolution’

พบกับข้าวของที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะยุคคณะราษฎร ตั้งแต่โอ่งน้ำ โคมไฟ สิ่งพิมพ์ แผ่นเสียง กล่องใส่บุหรี่ ขวดน้ำ เครื่องถม ไปจนถึงประติมากรรมนูนต่ำรูปเทวีมีซิกซ์แพ็ก ฯลฯ และพลาดไม่ได้กับเกมการ์ดที่ออกแบบมาเพื่อนิทรรศการครั้งนี้โดยเฉพาะ

101 ชวนเจาะลึกเบื้องหลังนิทรรศการ สนทนาเรื่องศิลปะ ค้นหาสปิริตแห่งการปฏิวัติ 2475 ฟังคำขานรับที่ประชาชนมีต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านข้าวของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และฟังทัศนะของชาตรี กิตติมา ร่วมด้วย ประชา สุวีรานนท์ ได้ทาง https://www.the101.world/revolution-things/

เพราะไม่ว่าเพียรพยายามกำจัดเพียงใด (เช่นที่ทำกับประวัติศาสตร์ในแบบเรียนและสถาปัตยกรรม)

สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ ก็ยังอุตส่าห์เดินทางไปอยู่บนสิ่งละอันพันละน้อยทั่วไทย ฟ้องร่องรอยการต้อนรับประชาธิปไตยอันอบอุ่นจนได้

 

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางอุดมการณ์: ความตายระลอกสองของคณะราษฎร

 

โดย วจนา วรรลยางกูร

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม (cultural genocide) เป็นข้อเสนอของนักกฎหมายชาวโปแลนด์ที่ต้องการให้เป็นคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเอาผิดการทำลายสิ่งก่อสร้างและศิลปวัตถุที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างสงคราม

สิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายไม่ใช่อิฐปูน แต่ยังเป็น 'อัตลักษณ์' ของกลุ่มคน ทำให้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเพื่อทำลายหลักฐานทางกายภาพ ลบประวัติศาสตร์ ทำลายความเป็นมาของกลุ่มชน

วจนา วรรลยางกูร พาไปสำรวจประเด็นการทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านสารคดี The Destruction of Memory และสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับมรดกคณะราษฎรในมุมมองของ ชาตรี ประกิตนนทการ ซึ่งในกรณีของไทยควรเรียกว่า 'การทำลายล้างทางอุดมการณ์' (ideological cleansing)

"การรณรงค์เก็บรักษาสิ่งก่อสร้างยุคคณะราษฎรไม่ได้หมายความว่าเราจะวิจารณ์คณะราษฎรไม่ได้ หรือจะต้องกราบไหว้บูชา แต่การรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะบอกว่าเราเดินทางจากอดีตมาถึงปัจจุบันอย่างไร สิ่งก่อสร้างสมัยคณะราษฎรหลายแห่งแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ของประชาชนที่ทำให้ประเทศก้าวหน้ามาถึงปัจจุบัน"

“ประวัติศาสตร์เหล่านี้ฝังอยู่ในตึก อาคาร และอนุสาวรีย์รุ่นต่อรุ่น การเก็บสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อเชิดชูคณะราษฎร แต่เพื่อเชิดชูอุดมการณ์ที่ฝังซ้อนทับในสิ่งก่อสร้างเหล่านี้

"การรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ไม่ใช่การหายไปของอิฐหินปูนทราย แต่เป็นการทำลายอัตลักษณ์ของกลุ่มบุคคล เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้างเชิงอุดมการณ์เพื่อทำลายอุดมการณ์”

 

2475 ยังสำคัญแค่ไหนในยุคอินเทอร์เน็ต

ข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ปรากฏบนวิกิพีเดียบอกอะไรเราบ้าง?

วรรษกร สาระกุล ชวนมอง 2475 ผ่านโลกของข้อมูล เมื่อสถิติผู้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้สะท้อนความสนใจของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ

 

การเกิดครั้งที่ 3 ของคณะราษฎร?

โดย ธนาพล อิ๋วสกุล

ธนาพล อิ๋วสกุล เขียนถึงการกลับมาเกิดใหม่ของอุดมการณ์คณะราษฎร หลังจากที่ความทรงจำเรื่องคณะราษฎรกับการอภิวัฒน์สยาม 2475 ถูกทำให้ลบเลือนหายไปจากสังคมไทย ตั้งแต่ครั้งรัฐประหาร 2490

 

The Third Emergence Of The People’s Party

 

written (in Thai) by Thanapol Eawsakul (June 2017)

translated by Tyrell Haberkorn (June 2018)

Note from translator :

On 24 June 1932, the People’s Party, a coalition of civilians and military officers, fomented a transformation from absolute to constitutional monarchy in Siam. Four years later, on 10 December 1936, a brass plaque to commemorate the transformation was embedded in the road at the location near Dusit palace where they had gathered at dawn on that momentous morning in June 1932.

In early April 2017, the People’s Party plaque disappeared and was replaced by one with a royalist message. When activists noticed the disappearance, they queried authorities about what had taken place. In response, the authorities claimed to know nothing and threatened the activists with arrest for daring to enquire.

Over a year later, the People’s Party plaque remains missing and the royalist plaque remains in place. In the essay below, first written in Thai in July 2017, Thanapol Eawsakul, public intellectual and editor of Fa Diew Kan journal, reflects on the actions of the People’s Party in 1932 and the changing meaning of their actions over the past 75 years.

Thanapol posits that the memory of the People’s Party has risen and fallen across different periods of Thai politics. The People’s Party has emerged and come to be seen as significant by citizens three times: during the first 15 years after the 1932 transformation, during the student movement between 1973 and 1976, and most recently, after the 19 September 2006 coup.

In each of these periods, the actions of the People’s Party were highlighted and commemorated, and the values of democracy, constitutionalism, and peoples’ participation guided social and political action. The disappearance of the plaque, perhaps intended as an attempt to erase the memory of the People’s Party, only served to indicate its heightened significance after the 22 May 2014 coup and the 13 October 2016 death of King Bhumipol Adulyadej.

In the intervening year between the essay’s first appearance in Thai and its English translation below, this third emergence has extended even broader, with the formation of the Future Forward party (Thanathorn Juangroongruangkit, Future Forward leader, offers a reflects on the People’s Party and June 1932 in Isan here) and the ongoing citizen protests calling for elections. This essay was first published in Thai on The101.world on 4 July 2017 and is translated here with grateful permission.

 

“ผมเห็น ‘ปรีดี พนมยงค์’ เต็มไปหมดในกลุ่มคนรุ่นใหม่” – ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

 

สัมภาษณ์โดย ปกป้อง จันวิทย์

เรียบเรียง กานต์ธีรา ภูริวิกรัย

“ถ้ามองในประวัติศาสตร์ยาวๆ ผมกลับเห็น ‘ปรีดี’ เต็มไปหมดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องโยงไปถึงศัพท์แบบปรีดี แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังแสดงออกมา ผมว่าหลายอย่างคือการพัฒนาต่อยอดมาจากปรีดี”

เนื่องในวาระ 120 ปีชาตกาล ‘ปรีดี พนมยงค์’ 101 ชวนหาคำตอบเรื่องมรดกทางความคิดของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ ในสังคมไทยสมัยใหม่ กับ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย ปรัชญากฎหมาย และความคิดทางการเมืองและสังคมของปรีดี พนมยงค์

“ถ้าพูดถึงมรดกทางความคิดของปรีดี สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งทุกอย่าง คือ ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ ที่มีทั้งทฤษฎีทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของปรีดีอยู่อย่างครบถ้วน เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ปรากฏออกมาเป็นแผนงานทางเศรษฐกิจที่มุ่งหาทางบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร”

“เค้าโครงการเศรษฐกิจคือหัวใจของการอภิวัฒน์ ถ้าทำสิ่งนี้ไม่สำเร็จ สิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้วอาจจะล้มเหลว เพราะยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ท่านมองว่าเป็นหัวใจของการอภิวัฒน์ และถ้าเราเปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนแก่นของการอภิวัฒน์ไม่ได้ สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่แบบกระท่อนกระแท่นก็อาจจะถูกโต้กลับในที่สุด”

“ผมมองว่า ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของปรีดี นอกจากจะหมายรวมถึงทุกเรื่องที่ท่านทำสำเร็จแล้ว ยังต้องรวมเอาความล้มเหลวเข้าไปด้วย เพราะมันยังมีมุมที่ทำให้เราเห็นว่า อย่างน้อย ก็มีสามัญชนคนไทยคนหนึ่งกล้าลุกขึ้นมาบอกกับเราว่า พวกเราสามารถรับผิดชอบอนาคตของตัวเองได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...