Sex Education ซีรีส์รักใสๆ หัวใจว้าวุ่น
The Momentum
อัพเดต 24 ม.ค. 2562 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 08.41 น. • พนิชา อิ่มสมบูรณ์In focus
- Sex Educationเป็นซีรีส์แนวดรามา-คอเมดี้จากอังกฤษ ความยาว 8 ตอนจบ ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ โอทิส (รับบทโดย เอซา บัตเตอร์ฟีลด์) หนุ่มเวอร์จินวัย 16 ลูกชายนักบำบัดทางเพศ ที่จู่ๆ ก็ต้องมารับหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องเพศกับเพื่อนๆ โดยมี เมฟ (รับบทโดย เอ็มมา แม็กกี้) เป็นต้นคิดในเรื่องนี้
- แม้เรื่องจะเปิดมาด้วยฉากเซ็กซ์และในตอนแรกก็อุดมไปด้วยการพูดถึงประเด็นนี้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว Sex Educationจัดอยู่ในซีรีส์ประเภท coming of age ที่ตัวละครมีการเรียนรู้ผ่านหลายสถานการณ์ จนได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่ทำให้เติบโตขึ้นทางความคิดในท้ายที่สุด
- ตัวละครที่ทำให้ความเป็น coming of age ชัดเจนที่สุด ต้องยกให้กับ เอริก (รับบทโดย เอ็นคูติ กัตวา) เพื่อนรักของโอทิสที่เป็นสีสันของเรื่อง ทั้งสีสันในการแต่งตัวและสีสันในคาแรกเตอร์ที่มีมิติ ส่วนซับพล็อตในเรื่องนั้น แม้จะออกแนวคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรกับใครบ้าง แต่ความหักมุมจริงๆ น่าจะอยู่ที่แบ็กกราวนด์ของตัวละครหลายตัวที่ค่อยๆ เล่าออกมา และทำให้รู้สึกว่าถ้าย้อนดูอีกรอบก็คงจะไม่ตัดสินตัวละครบางตัวก่อนที่จะดูจนจบ
- โบนัสอีกอย่างคือเพลงประกอบที่หลากหลายและทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเฉพาะเพลงปิดท้ายแต่ละตอนที่ชวนให้ฟังจนจบโดยไม่นึกอยากกด next episode ทันทีที่ตัดภาพมาเป็นเครดิตนักแสดงและทีมงาน
“This generation is so touchy!”
ประโยคสั้นๆ ที่ จีน นักบำบัดทางเพศ พูดกับ โอทิส ลูกชายวัย 16 ปีของเธอในตอนแรกของซีรีส์เรื่อง Sex Educationหลังจากจีนพยายามให้คำแนะนำเรื่องเพศกับ อดัม เพื่อนร่วมชั้นของลูกชายด้วยความหวังดี แต่กลายเป็นว่าความหวังดีนั้นกลับจี้ใจดำอดัมโดยไม่ตั้งใจ และสร้างความอึดอัดใจให้กับตัวโอทิสที่หลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องเซ็กซ์ในระดับที่ทนฟังไม่ได้
แต่กลายเป็นว่าตัวละครที่แทบจะปิดหูเวลาคนพูดเรื่องบนเตียงและไม่เคยมีประสบการณ์แม้แต่การช่วยตัวเองได้สำเร็จอย่างโอทิส กลับต้องจับพลัดจับผลูมาจับมือกับ เมฟ สาวแสบประจำโรงเรียนที่เห็นช่องทางการทำเงินจากการให้โอทิสเป็นที่ปรึกษาเรื่องเพศและความสัมพันธ์กับคนในโรงเรียน เพราะเห็นแววว่าคำพูดของเขาสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองที่คนวัยเดียวกันมีต่อเรื่องความสัมพันธ์และเรื่องเซ็กซ์ได้ โดยมี เอริก เพื่อนเกย์สุดซี้ของโอทิสชูธงสนับสนุนคลินิกเซ็กซ์อย่างเต็มที่
เมื่อเดินเครื่องเปิดธุรกิจลับๆ กันแบบนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือสารพัดความว้าวุ่นของความสัมพันธ์และความรักวัยเรียนของวัยรุ่นที่เดินทางไปไกลกว่าประเด็นว่า เราควรรักนวลสงวนตัวจริงไหม การคุมกำเนิดสำคัญกับเซ็กซ์ในวัยเรียนอย่างไร หรือเด็กวัยนี้พร้อมแค่ไหนที่เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เพราะ Sex Educationทำให้เห็นว่าเซ็กซ์คือส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์และเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้จะเข้าใจกัน ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่ประกอบกันเป็นความรู้สึกรัก-ชอบของคนสองคน
แม้ชื่อเรื่อง พล็อตเรื่อง รวมถึงฉากแรกที่เปิดมาด้วยการขย่มกันจะทำให้ Sex Education ถูกพะยี่ห้อจากคนที่ยังไม่ได้ดูทั้งเรื่องว่าต้องเป็นซีรีส์ที่ให้น้ำหนักกับเรื่องเซ็กซ์และมีเรื่องนี้เป็นจุดขาย แต่ถ้าได้ดูแล้วจะเห็นว่า หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การสอนว่าเพศสัมพันธ์คืออะไรและชาย-หญิงควรจะป้องกันอย่างไรซึ่งเป็นแนวคิดที่มักจะถูกผูกโยงอยู่กับคำว่า เพศศึกษา เพราะสิ่งสำคัญที่เรียกว่าเป็นหัวใจของเรื่องคือการพูดคุยเพื่อสื่อสารกัน ซึ่งไม่ใช่แค่การพูดคุยกับคู่รักหรือคู่นอนเพื่อให้ปรับจูนความต้องการได้ตรงกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดใจกับครอบครัว และการพูดคุยกับตัวเองเพื่อให้เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นมากขึ้น
การเลือกและเลี่ยงที่จะไม่คุยกันอย่างเปิดใจเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่หลายปมปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งครอบคลุมไปถึงปัญหาภายในครอบครัวด้วย ซึ่งสิ่งที่ Sex Educationทำได้ดีคือการสร้างบรรยากาศของแต่ละครอบครัวได้อย่างชัดเจน โดยใช้ทั้งการแคสต์นักแสดงที่เหมาะสม ดูแล้วเชื่อว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ใช้บทสนทนาที่ไม่ได้ยืดยาวแต่ทำให้คนดูคิดตามได้ยาวกว่านั้น ไปจนถึงพร็อพที่เห็นในฉากที่เสริมให้บุคลิกและบรรยากาศของแต่ละบ้านชัดเจน แบบไม่จงใจเกินไปจนกลายเป็นความประดิษฐ์
รายละเอียดเหล่านี้จึงนำไปสู่การสร้างตัวละครที่มีมิติ และทำให้ตัวละครที่เคยน่ารำคาญกลายเป็นตัวละครที่คนดูรัก ตัวละครที่คนดูยี้ในตอนแรกก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นตัวละครที่คนดูต้องเอาใจช่วยจนถึงตอนจบของซีซัน หรือตัวละครที่เคยน่าหมั่นไส้ในความมั่นใจก็ซ่อนความวิตกกังวลไว้จนอยากจะย้อนไปขอโทษที่เคยเบ้ปากใส่ กระทั่งตัวละครที่เป็นกูรูในเรื่องเพศและความสัมพันธ์อย่างจีน ที่บอกกับลูกชายของตัวเองว่า “You’re 16. You’re not supposed to know the answers to anything.” ซึ่งเป็นคำพูดที่ใช้อธิบายความสับสนว้าวุ่นของทุกตัวละครวัยรุ่นในเรื่องนี้ได้อย่างดี แต่จีนเองก็ยังมีสถานการณ์ที่เตือนให้รู้ว่า ตัวเธอเองก็ไม่ได้มีคำตอบให้กับทุกเรื่องเช่นกัน
ในตอนแรกของซีรีส์เรื่องนี้ คำพูดที่จีนพูดต่อจากประโยคที่อยู่ในบรรทัดแรกก็คือ “Information is empowering.”
และข้อมูลที่ว่านี้ก็ไม่ได้อยู่ในกูเกิล แต่มาจากการพูดคุยและสื่อสารกัน