โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

The Passed knowledge that changed the world : 7 การถ่ายทอดความรู้ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

The MATTER

อัพเดต 06 มี.ค. 2561 เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 12.24 น. • Byte

ไม่ควรมีใครเก็บความรู้ (Knowledge) ไว้กับตัวเองคนเดียว การพยายามของคุณมักไร้ความหมายหากคนอื่นไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย จากการค้นพบเหนือจินตนาการ เรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการลองผิดลองถูก สู่การพยายามส่งต่อความรู้ให้เกิดระบบระเบียบ แต่ประวัติศาสตร์เองก็สอนว่า กระบวนการเหล่านี้ไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้น และล้วนต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามด้วยกันแทบทั้งสิ้น

งานให้ความรู้ ไม่ใช่งานง่าย

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเห็นแผนที่โลกแบบเต็มตา มองขึ้นไปยังท้องฟ้าและตั้งคำถามกับสวรรค์ สู่การเปิดโลกใบใหม่ที่เล็กระดับจุลทรรศน์ หรือการกลับมาทำความเข้าใจว่าร่างกายของมนุษย์ทำงานอย่างไร หากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกถ่ายทอดเลยครั้งแรก ก็ยากที่จะเกิดองค์ความรู้อื่นๆ ที่พื้นฐานตามมา

The MATTER ขออาสาพาคุณลัดเลาะไปสำรวจ ‘การถ่ายทอดความรู้ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล’ ที่เราคัดสรรมา คุณคงมีอยู่ในใจอยู่บ้างแล้ว มาแชร์กันเถอะ! เราอยากรู้ว่า ความรู้อะไรที่คุณควรส่งต่อ?

1. มนุษย์ทุกคนมีเสียงของตัวเองผ่าน ‘ประชาธิปไตย’ : กรีก 507 ปีก่อนคริสตกาล

ประชาธิปไตย (Democracy) ถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วง 507 ปีก่อนคริสตกาลโดยรัฐบุรุษชาวเอเธนส์นาม ‘คลิสเทเนส’ (Cleisthenes) ซึ่งหลังจากบ่มเพาะประชาธิปไตยในจุดเล็กๆ เป็นเวลากว่าร้อยปี จนแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินกรีก พัฒนาเป็นระบบที่เป็นรูปเป็นร่าง เมื่อประชาชนทุกคนที่เข้าสู่อายุ  18 ปี สามารถมีสิทธิในการกำหนดความเป็นไปของรัฐได้โดยใช้ออกเสียงเพื่อตัวเอง

แม้แต่รัฐบุรุษที่มีชื่อเสียงของเอเธนส์ ‘เพริคลีส’ (Pericles) ก็ไม่มีอำนาจเหนือประชาชน สิ่งที่เขาทำได้มากที่สุด คือโน้มน้าวให้คนเห็นว่า แนวคิดหรือนโยบายของเขาน่าสนใจ แต่หากผู้คนไม่เห็นด้วย ก็สามารถมีปากเสียงปฏิเสธได้ตามสิทธิอันชอบธรรม

การดีเบตโต้เถียงที่ร้อนแรงในสภาจึงเป็นเรื่องปกติ แต่ถือว่าได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคมเป็นเวลากว่า 180 ปี กระทั่งธรรมเนียมของสภากรีกถูกทำลายลงโดยชาวมาซีโดเนียนในปี 323 ก่อนคริศตกาลประชาธิปไตยแบบฉบับของชาวเอเธนส์มอบความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจสำคัญ ซึ่งประชาธิปไตยยุคปัจจุบันยังสามารถกลับไปสืบรากเหง้าตามแบบฉบับเอเธนส์ได้เสมอ และของ Original อาจจะขลังกว่าในเชิงปฏิบัติ แม้จะผ่านมาเป็นเวลาพันๆ ปี แล้วก็ตาม

มนุษย์ทุกคนต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าสังคมของเขาควรมีลักษณะใด แม้คุณอยากจะเดินหน้าแค่ไหน แต่เมื่อไม่เคยได้ยินเสียงของผู้คนที่เดินอยู่รอบ จุดหมายของรัฐก็ไร้ความหมาย

2. มองโลกแบบเต็มตา ผ่านแผนที่ ‘ปโตเลมี’ : อาณาจักรโรมัน  150 ปีก่อนคริสตกาล

‘ปโตเลมี’ (Ptolemy) นักภูมิศาสตร์และนักดาราศาสตร์คนสำคัญของโลก ขณะที่ยังทำงานอยู่ในหอสมุด Alexandria ที่เปรียบเสมือนคบไฟแห่งการเรียนรู้ที่สว่างโชติช่วงที่สุดในยุคโบราณ เขาลงมือเขียนแผนที่ทางภูมิศาสตร์หลายชิ้นและเป็นผู้นิยามการทำแผนที่โลกครั้งแรกๆ แม้จะยังไม่มีแผนที่ปรากฏในหนังสือเล่มใด แต่เขาวางรากฐานการทำแผนที่ โดยอธิบายหลักการทางภูมิศาสตร์ของโลก และบอกว่าจากฐานข้อมูลที่มีควรจะวาดแผนที่ขึ้นมาอย่างไร

สิ่งนี้เองทำให้นักเรียนของเขาเห็นเป็นครั้งแรกว่าแผนที่โลกมีหน้าตาโดยคร่าวๆ อย่างไร และมันน่าจะดีไม่น้อยหากประชาชนคนทั่วไปจะได้เห็นด้วย แต่เอาเข้าจริงในยุคแรกๆ ชาวคริสเตียนกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเท่าไหร่นัก แต่ชาวอาหรับต่างหากที่ต่อยอดความฝันของปโตเลมีให้มีลมหายใจต่อ

มีร่องรอยแผนที่ปโตเลมีไปปรากฏ ณ กรุงแบกแดดอยู่หลายร้อยปี ก่อนจะปรากฏหลักฐานอีกครั้งในประเทศอิตาลี ช่วงศตวรรษที่ 14  เมื่อเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาการ นักภูมิศาสตร์รวมตัวกันอัพเดทแผนที่ปโตเลมีใหม่โดยยังคงใช้หลักการเก่าแก่ของปโตเลมีอยู่  ซึ่งแผนที่นี้ถูกใช้โดย ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ (Christopher Columbus) เดินเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปค้นพบโลกใหม่ และ ‘วัชกู ดา กามา’ (Vasco da Gama) นักเดินเรือสำรวจชาวโปรตุเกสก็ยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการค้บพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดีย

หรืออาจกล่าวได้ว่า ‘ปโตเลมีเป็นบิดาแห่งภูมิศาสตร์’ กินระยะเวลายาวนานถึง 1,500 ปี เมื่อเราอยู่ภายใต้สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองหลายพันล้านเท่า การที่คุณรู้ว่าอยู่จุดไหนบนโลก มันช่วยทำให้เรายืนยันตัวตนบางอย่างได้ ปัจจุบันคุณสามารถหาบ้านตัวเองได้ใน Google Earth เพียงปลายนิ้ว เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบคุณ เป็นการมอบ Sense of Surrounding เป็นความรู้อันเอกอุที่ทำให้คุณเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองและสิ่งรอบตัว

3. สอนมวลชนให้อ่านหนังสือ : ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1199

การอ่านเป็นรากฐานของทุกสิ่ง แต่หากย้อนไปยังช่วงยุคกลาง การอ่านและการเขียนยังอาศัยโครงสร้างทางภาษา ‘ละติน’ อย่างเหนียวแน่น ซึ่งการสอนภาษาละตินด้วยตัวมันเองก็ใช้เวลานานโขอยู่ ผู้สอนและผู้เรียนจึงมักถอดใจไปตามๆ กัน ทำให้การเรียนรู้นั้นเป็นไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ (สมกับเป็นยุคกลางเนอะ) โดยระบบการสอนโบราณจะให้นักเรียนอ่านและท่องจำอักษรละตินอันยาวเหยียดให้ขึ้นใจ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอุทิศตนสูงมาก เหมาะสำหรับนักบวชคริสตจักรที่คร่ำเคร่งเท่านั้น เพราะชาวบ้านตาดำๆ ก็ยังต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ใครเล่าจะมีเวลาไปเรียนหนังสือกันล่ะพ่อคุณ!

จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 12 Alexander of Villedieu นักภาษาชาวฝรั่งเศส ผู้เคยเป็นติวเตอร์ส่วนตัวของบิชอปในฝรั่งเศส เปลี่ยนการเรียนภาษาละตินเสียใหม่ ให้เป็นไปในลักษณะ ‘เรียนลัด’ เหมือนติวเตอร์ฮอตๆ ยุคนี้ เขาใช้กฎเกณฑ์ที่เข้าใจง่าย ใช้เพลงหรือกลอนร่วมในการสอน จนเมื่อบิชอปถามหลานที่เรียนกับเขาว่า เรียนเป็นอย่างไรบ้าง หลานตัวน้อยก็ต่อกลอนให้ฟังจนสะดุดใจบิชอปคิดว่ามันน่าจะเวิร์กมิใช่น้อย จึงดำริให้ Alexander of Villedieu เขียนหนังสือแนวติวเตอร์การเรียนละตินใหม่ในชื่อ Doctrinale จากนั้นก็พิมพ์ขาย ซึ่งในสมัยนั้นก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แล้วค่อยๆ แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทาง Literacy ครั้งสำคัญของโลก

แท้จริงแล้วผู้คนแม้จะเป็นคนธรรมดาอย่างที่สุด ก็ยังโหยหาความรู้ แต่ต้องเป็นช่องทางที่เข้าถึงพวกเขาได้มากที่สุด เห็นผลเร็ว และสร้างแรงบันดาลใจได้ดี Doctrinale จึงเป็นรากฐานที่งอกเงยอย่างงดงามของการศึกษาสู่ยุคปัจจุบัน

4. กาลิเลโอสำรวจสวรรค์ครั้งแรก : อิตาลี ปี ค.ศ.1609

เมื่อชายหนุ่มชาวอิตาลี ‘กาลิเลโอ’ (Galileo) หยิบกล้องส่องไปยังท้องฟ้า มันได้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อจักรวาลไปโดยสิ้นเชิง เขาพบว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ต่างๆ ไม่ได้อยู่ในกรอบความรู้ที่โลกเก่าวางไว้เลย ท้องฟ้าและดวงดาวล้วนเคลื่อนไหว เต็มไปด้วยความโกลาหลวิปลาส หาใช่ถูกตรึงนิ่งอยู่กับที่ และโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด

กล้องดูดาวฝีมือการประดิษฐ์ของเขา มอบแรงผลักดันให้เขียนหนังสือชื่อ  Dialogue Concerning the Two Chief World Systems (ปี1632) แต่คริสตจักรที่นำโดย Roman Catholic Church กลับไม่พอใจนัก ผลงานของกาลิเลโอที่สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส ได้กลายเป็นต้นเหตุของการถกเถียงหลายต่อหลายครั้ง เพราะแนวคิดเรื่องโลกเป็น ‘ศูนย์กลางของจักรวาล’ เป็นแนวคิดหลักมานานแสนนานนับแต่ยุคของอริสโตเติล การเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีข้อมูลสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนจากกาลิเลโอช่วยสนับสนุน ทำให้คริสตจักรโรมันคาทอลิกต้องออกกฎให้แนวคิดเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดแย้งกับการตีความตามพระคัมภีร์ กาลิเลโอถูกบังคับให้ปฏิเสธความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์จนเวลาล่วงเลยมานานถึงศตวรรษที่ 20 วาติกันถึงได้ยอมรับแนวคิดของกาลิโอในที่สุด ซึ่งกาลิเลโอกลับชาติมาเกิดได้ คงกลับชาติมาเกิดหลายรอบแล้ว (มุกหน่า)

คุณก็รู้ว่า หากเรายังชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่ เราจะไม่มีทางไปไหนได้ไกลเลย เพราะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เราจึงเป็นเพียงหน่วยเล็กๆ ของจักรวาลที่ยากจะหาจุดสิ้นสุด และเราจะไม่หยุดแสวงหาความรู้เพื่อเข้าใจมัน

5. การอธิบายว่า ‘ร่างกายของเราทำงานอย่างไร’ : อังกฤษ ปี ค.ศ. 1628

ระบบหมุนเวียนของเลือดในร่างกายคุณก็เคยเรียนมาบ้างแล้วในช่วงมัธยม (หรือบางคนก็ตั้งแต่ชั้นประถม) แต่มันเป็นความรู้แปลกใหม่สุดเหวอเมื่อย้อนไป ปี 1628  ก่อนหน้านั้นคนโบร่ำโบราณเชื่อกันว่า เลือดมาจากตับ จากนั้นเข้าสู่หัวใจจนทำให้เลือดมีอุณหภูมิที่ร้อน และค่อยส่งต่อไปตามเส้นเลือดทั่วร่างกาย ระบบโลหิตในร่างกายมนุษย์มีลักษณะคล้ายน้ำขึ้นน้ำลงในธรรมชาติ

วิลเลี่ยม ฮาร์วี่ (William Harvey) แพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ โดยระหว่างนั้น วิลเลี่ยมได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนโลหิต ซึ่งใช้เวลาค้นคว้านานกว่า 10 ปี จากผู้ป่วยมากกว่า 100 คน จนพบว่าหัวใจไม่ได้ทำให้เลือดอุ่น แต่ทำหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต คล้ายกับถุงกล้ามเนื้อที่เต้นผับๆ อยู่ตลอดเวลา และการเต้นของหัวใจก็ทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตโดยมีเลือดแดงที่ไหลออกจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย จากนั้นเลือดแดงจะกลายเป็นเลือดดำ และกลับคืนมาสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่งจนครบวงจร

น่าทึ่งที่เขาศึกษาเองโดยไม่มีเทคโนโลยีกล้องจุลทรรศน์ใดๆ เลยด้วยซ้ำ การค้นพบนี้ทำให้เราเข้าใจระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ที่เป็นปริศนามานับพันๆปี หากความรู้ทางการแพทย์ไม่มีระบบการไหลเวียนของเลือด ก็ยากที่ความรู้อื่นๆ จะอุบัติตามมา คุณไม่มีทางเข้ารับการผ่าตัดสมัยใหม่หรือแม้แต่ฉีดยาเข้าเส้นเลือดง่ายๆ แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด แต่หากปราศจากผู้ค้นพบเรื่องเหล่านี้ การแพทย์โลกคงงมเข็มในมหาสมุทรของร่างกายยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

6. การก่อตั้งราชสมาคมแห่งลอนดอน Royal Society : อังกฤษ  ปี ค.ศ. 1660

เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ขึ้นปกครองอังกฤษเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้รวบรวมเอาเหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องหลายอัตราที่เคยทำงานกันเข้ามือในอ็อกฟอร์ด ย้ายฐานที่มั่นใหม่มาอยู่ ณ กรุงลอนดอน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นราชสมาคมที่อุทิศตัวเพื่อการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นที่สุด ยิ่งกว่าต้มเล้ง เข้มถึงเครื่องยิ่งกว่าต้มโคล้ง

ราชสมาคมแห่งลอนดอนเป็นสมาคมคนรักวิทยาศาสตร์ที่แรกๆ ในยุโรป แต่บรรยากาศในอดีตไม่เปิดกว้างให้ผู้หญิง จะค่อนไปทาง ‘คลับสุภาพบุรุษ’ (gentlemen’s club) ที่ผู้ชายมีศักดิ์จะแฮงก์เอาท์ด้วยการคุยกันเรื่องความรู้ และจะคัดเลือกสมาชิกที่เหมาะสมเพื่อทำการทดลองวิทยาศาสตร์ร่วมกันเท่านั้น (น่าหมั่นไส้หน่อยๆ ใช่ไหม?) ภายในไม่กี่ปีเมื่อราชสมาคมแห่งลอนดอนดำเนินการไปได้สักระยะกลับสร้างผลงานวิจัยหลายเรื่อง จนประเทศยุโรปอื่นๆ อยากเอาเป็นแบบอย่างบ้าง จึงมีสมาคมวิทยาศาสตร์ผุดขึ้นในฝรั่งเศส อิตาลี ฯลฯ ทำในยุโรปมีการแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการสูง

นักประวัติศาสตร์หลายคนมองว่า ก่อนหน้านี้วิทยาศาสตร์มีผู้นำที่เป็น ‘ไอดอล’ อยู่เพียงไม่กี่คน และส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักผ่านผลงานระดับที่เป็น Achievement แล้วทั้งนั้น แต่เราควรกลับไปมองว่า วิทยาศาสตร์ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไรบ้าง ผ่านช่วงเวลาร้อนหนาวมาอย่างไรบ้าง ที่เราทุกความก้าวหน้านั้นไม่ได้มาจากคนเพียงคนเดียว ความเป็นสมาคมจึงเป็นตัวจุดระเบิดที่ร้อนผ่าว หากคุณจะเปลี่ยนโลก จงเปลี่ยนโลกร่วมกันคนอื่นๆ ที่คิดเหมือนกันกับคุณ

7. ปฏิวัติการมองโลกให้ ‘จิ๋ว’ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ : ยุโรปช่วงปี ค.ศ. 1700

หากคุณคิดว่าดวงตาของคุณเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งแล้ว แต่มันกลับไม่ใกล้เลย มีอะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นในระดับที่เล็กมากจนตาเปล่ามองไม่เห็น รากฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นเรื่องเป็นราวน่าประทับใจ ตื่นตา พิลึกพิลั่น ก็เมื่อเรามองเห็นโลกผ่านกล้องจุลทรรศน์  ตัวหมัดที่เคยเล็กเท่าขี้ผงไม่มีใครสนอกสนใจ จนกระทั่งได้เห็นใบหน้าของมันที่ขนาดใหญ่ยักษ์ราวสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวก็ไม่ปาน

ซึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาการส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตกล้องจุลทรรศน์ที่อยู่ในมือคนที่รู้จักใช้มันแม้กล้องจุลทรรศน์ในสมัยศตวรรษที่ 17 จะเป็นของเล่นสำหรับผู้มีอันจะกิน และทำให้เรามองโลกใบเล็กได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น แต่ช่วงแรกนักวิทยาศาสตร์กลับใช้มันจ้องมองอย่างเดียว จนกระทั่งมารู้ว่า ถึงจะเล็กแค่ไหน แต่เรายังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับโลกใบจิ๋วนี้ได้ โดยเปลี่ยนโครงสร้างมัน กระตุ้นให้เกิดผลบางอย่าง ที่เปิดประตูจินตนาการไม่รู้จบ

โรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นผู้ใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องพบเซลล์ในจุกไม้คอร์ก และพบเนื้อเยื่อพืชที่ยังมีชีวิต จึงบัญญัติคำว่า ‘เซลล์’ ขึ้นเป็นครั้งแรก ฮุกได้ตีพิมพ์หนังสือที่พิลึกพิลั่นเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ชื่อ Micrographia โดยนำเสนอภาพสัตว์ที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่ไม่เคยเห็นแบบใหญ่ๆ ชัดๆ มาก่อน ทั้งมด แมลงวัน เห็บหมัด ที่เขาวาดจากการส่องกล้องจุลทรรศน์ จนกลายเป็นหนังสือขายดีระดับ Best Seller ที่เปลี่ยนมุมมองของคนทั่วโลกไปตลอดกาล

วิทยาศาสตร์จึงกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ตื่นตะลึงแก่ผู้พบเห็น ดึงดูดให้คนทั่วไปหลงใหลใคร่รู้ในวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น โดยการใช้ภาพสื่อสารเพียงไม่กี่ภาพแทนการเล่าทฤษฎียาวเหยียด ทุกวันนี้ใครๆ ก็ชอบดูภาพจากกล้องจุลทรรศน์ แม้แต่เส้นขนของคุณยังมีเรื่องราวเลย

อ้างอิงข้อมูลจาก

Ptolemy's World Map

www.bl.uk

www.bl.uk/learning/timeline

www.rosenblumtv.com

www.britannica.com

www.ncbi.nlm.nih.gov

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...