โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไปรับชมกันกับ Pavilion จากประเทศต่างๆ ในงาน Dubai Expo 2020 ที่ได้รับการขนานว่าเป็น ‘นิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก’ พร้อมเผยถึงแง่มุมความคิดทางสถาปัตยกรรมที่ทั่วโลกต่างพากันนำเสนอรวมถึงประเทศไทย

art4d

เผยแพร่ 01 เม.ย. 2565 เวลา 05.27 น.

Text: Non Arkaraprasertkul

Photo: Passakon Prathombutr

ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาตินั้น ไม่มีงานนิทรรศการใดๆ ที่จะรวบรวมนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจความเปลี่ยนแปลงความเป็นไปทางด้านเทคโนโลยี ศิลปะ วัฒนธรรม ของประเทศต่างๆ ในโลก ได้ครบถ้วนสมบูรณ์เท่ากับงาน Expo อีกแล้ว งาน Expo เป็นทั้งพื้นที่เปิดตัวนวัตกรรมที่สำคัญของยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องโทรศัพท์ โทรสาร โทรศัพท์มือถือ เครื่องเอ็กซ์เรย์ หรือแม้กระทั่งโทรทัศน์จอแบน หากเป็นด้านอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ประกอบการคงไม่มีวันลืมช่วงเวลาที่ แฮมเบอร์เกอร์ ไอศกรีม ฮ็อตด็อก เนยถั่ว ชาเย็น หรือซอสมะเขือเทศปรากฏออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก

สำหรับสถาปนิกนั้น งาน Expo คือ ‘สนามเด็กเล่น’ แห่งแนวคิดทางสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในตำนานทั้งหลาย อาทิ หอไอเฟล โครงสร้างลูกเหล็กทรงกลม ‘อะโตเมียม’ หอสังเกตการณ์อวกาศซีแอตเติล โรงแรม ‘แคปซูล’ ขนาดจิ๋วที่ประหยัดพื้นที่ได้มหาศาล หรือโดม ‘จีโอเดสิก’ ทรงกลมซึ่งประกอบขึ้นมาด้วยโครงสร้างแบบสานที่มีความเบาแต่สามารถครอบคลุมพื้นที่กว้างอย่างน่าเหลือเชื่อ ล้วนได้รับความสนใจครั้งแรกจนกลายเป็นการขนานนามจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากการถูกสร้างขึ้นเพื่องาน Expo ทั้งสิ้น

The replica of David by Michelangelo at Italy Pavilion

งาน Expo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 นี้ ถูกจัดขึ้นที่ นครดูไบ แห่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงแม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์โคโรนาจะทำให้งานถูกเลื่อนระยะเวลาในการจัดออกมาถึงหนึ่งปีเต็ม แต่ทางคณะผู้จัดยังขอยืนยันที่จะใช้ชื่องาน ‘Expo 2020 Dubai’ ดังเดิม แทนที่จะเป็น ‘Expo 2021 Dubai’ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศในเขตตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานที่ยิ่งใหญ่ในระดับนี้ (งานในระดับเดียวกันที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืองานฟุตบอลโลกที่กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ซึ่งจะจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2565 นี้)

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 ดูไบชนะการแข่งขันเพื่อจัดงานด้วยตีม “Connecting Minds, Creating the Future.” และไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นขนาดอันมโหฬารและการออกแบบผังพื้นที่ของงานที่อลังการจากภาพมุมสูงของสถานที่จัดงาน Expo ที่นครดูไบ ซึ่งมีขนาดถึงกว่า 4.3 ตารางกิโลเมตร หรือพอ ๆ กับเกาะรัตนโกสินทร์นั้น จะมองเห็นคุณลักษณะ 3 ประการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปัจจุบัน คือ ความรวดเร็วในการพัฒนาแบบติดจรวด ไม่รอใคร (Speed) ความยิ่งใหญ่ แบบว่า ‘เล็กๆ ไม่ทำ’ (Scale) และความมุ่งมั่นจริงจังที่จะทำให้งาน Expo ครั้งนี้ถูกจดจำและบันทึกในประวัติศาสตร์ (Seriousness) ว่าเป็นงานที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติได้เคยจัดขึ้น ให้สมกับคำขวัญของงานคือ ‘โชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก’ (The World’s Greatest Show)

และอีกปัจจัยที่ทำให้งาน Expo 2020 มีความน่าสนใจ คือการวางแผนด้าน Post-Event โดยทางเจ้าภาพได้วางแผนที่จะเก็บสิ่งก่อสร้าง และ ‘พาวิลเลียน’ ต่าง ๆ ไว้กว่า 2 ใน 3 ส่วนเพื่อการใช้งานหลังจากงานจัดแสดงสิ้นสุดลง แทนที่จะรื้อถอน ทำลาย ออกไปแทบทั้งหมดอย่างที่เกิดขึ้นกับงาน Expo ครั้งก่อน ๆ โดยพื้นที่บริเวณนี้จะถูกเปลี่ยนเป็น ‘District 2020’ หรือ ศูนย์รวมนวัตกรรมสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้นหรือ ‘สตาร์ทอัพ’ และธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี

‘พาวิลเลียน’ หรือ ศาลา แห่งความยิ่งใหญ่

พื้นที่จัดงาน Expo ที่กว้างใหญ่แบ่งออกเป็น 3 โซน แต่ละโซนถูกตั้งชื่อตามแนวความคิดย่อยของงาน ได้แก่ ‘ความไม่หยุดนิ่ง’ (Mobility) ‘โอกาส’ (Opportunity) และ ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) ซึ่งพื้นที่ทั้ง 3 ส่วนนี้ แยกออกมาจากส่วนกลางเหมือนกับนิ้วมือที่ยื่นแผ่ออกมาจากฝ่ามือ พื้นที่ตรงกลางเป็นโดมขนาดใหญ่ชื่อ ‘Al Wasl Plaza’ คำว่า Al Wasl แปลได้ตรงตัวว่า ‘เชื่อมต่อ’ และในขณะเดียวกันก็เป็นชื่อเดิมของนครดูไบด้วย เรียกได้ว่าชื่อนี้จึงเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาให้กับอาคารที่สำคัญที่สุดของงานและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทั้งงาน Expo และนครดูไบซึ่งเป็นเจ้าภาพได้อย่างแยบคาย

เมื่อแผนการจัดงานถูกสรุปในปี พ.ศ. 2560 ประเทศที่เข้าร่วมงานต้องเลือก 1 ใน 3 แนวความคิดย่อย ซึ่งเป็นการเลือกตำแหน่งที่ตั้งของอาคารจัดนิทรรศการ หรือ ‘พาวิลเลียน’ ในงานครั้งนี้ โดยพื้นที่ทั้ง 3 โซนนั้น มีพาวิลเลียนหลักที่เป็นจุดดึงดูดความสนใจที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลก พาวิลเลียนเหล่านี้ได้สื่อสารแนวคิดล้ำสมัยผ่านภาษาทาง ‘สถาปัตยกรรม’ เช่น สถาปนิกชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ‘กริมชอว์’ ได้ออกแบบ ‘อาคาร Terra’ (มาจากรากทรัพย์ภาษาลาตินแปลว่า ‘แผ่นดิน’) สำหรับโซน ‘ความยั่งยืน’

 

Sustainability Pavilion (Terra Pavilion)

คำว่า ‘ความยั่งยืน’ เป็นประเด็นที่ไม่เคยล้าสมัย เพราะสิ่งที่จำเป็นสำหรับสิ่งแวดล้อมในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ก่อนที่จะสายเกินไป หลังคาของ Terra เป็นโครงสร้างแบบซุ้มขนาดใหญ่ ที่กว้างถึง 130 เมตร และถูกปกคลุมด้วยแผงโซล่าเซลล์ถึง 1,055 แผ่น พาวิลเลียนนี้จึงถูกตั้งสมญานามว่า ‘Contact’ เพราะมีความคล้ายคลึงกับอาคารที่ใช้รับคลื่นความถี่วิทยุในภาพยนตร์เรื่อง Contact นี่คือตัวอย่างของการใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบเพื่อสื่อสารเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ที่ตั้งเป้าหมายที่การลดการใช้น้ำ และพลังงานให้เป็นศูนย์

แผ่นอลูมิเนียมที่ห่อหุ้มพาวิลเลียน ‘Alif’ ในโซน ‘ความไม่หยุดนิ่ง’ (Mobility) สะท้อนรูปแบบนำสมัยเทคโนโลยีแห่งอนาคตของบริษัทออกแบบ Foster + Partners ผู้ออกแบบผลงานชิ้นนี้ นิทรรศการขนาดใหญ่ใน Alif บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของ ‘ความไม่หยุดนิ่ง’ ในวัฒนธรรมอาหรับ ตั้งแต่การพัฒนาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ จนถึงจักรวาลนฤมิต หรือ เมตาเวิร์ส (Metaverse) ที่โลกจริงและโลกแห่งดิจิทัลจะผสานรวมกันเป็นหนึ่ง

Mobility Pavilion (Alif Pavilion)

บริษัท AGi Architect สร้างพาวิลเลียนชื่อ ‘mission possible’ ในโซน ‘โอกาส’ (Opportunity) ซึ่งนำเสนอความเป็นพื้นที่พบปะของผู้คนที่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านช่วงวัย ภาษา และวัฒนธรรม รวมถึงประสบการณ์ที่มนุษยชาติมีร่วมกัน

ประเทศต่าง ๆ ล้วนสรรหาสถาปนิกชั้นนำเพื่อออกแบบพาวิลเลียนของตนเอง เช่นกันกับที่เคยเป็นมาในงาน Expo ครั้งก่อนๆ

โครงสร้างที่ยิ่งใหญ่จากงาน Expo ในครั้งแรกๆ ต่างยังถูกกล่าวถึงในฐานะมรดกจากงาน Expo มาจนถึงทุกวันนี้ พาวิลเลียนบางแห่งถูกออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลก เช่น ซานเตรียโก กาลาตราบา ซึ่งออกแบบทั้งพาวิลเลี่ยนเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพาวิลเลียนเดี่ยวที่เล็กที่สุดของงานสำหรับรัฐการ์ตาด้วย

The masterplan of Expo 2020 showing the “three fingers”

พาวิลเลียนยอดนิยมในงาน Expo 2020 Dubai

พาวิลเลียนของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย คือพาวิลเลียนยอดนิยมสำหรับผู้เข้าชมงานจัดแสดง พาวิลเลียนของเยอรมนีเป็นเหมือนกับห้องทดลองที่มีชีวิตของการทดลองที่เกี่ยวกับ ‘ความยั่งยืน’ ผู้ชมสามารถดื่มด่ำกับนิทรรศการจนลืมเวลาได้ ในระหว่างที่เดินชมนิทรรศการแบบสื่อปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ ตลอดระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงครี่งในพาวิลเลียนนี้ ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีผ่านสื่อประเภท วงล้อ คันโยก ปุ่มกด และวัตถุที่เคลื่อนที่ได้ การเล่นเกมส์ และอื่น ๆ อีกมากมาย บรรยากาศภายในของพาวิลเลียนจึงสามารถดึงดูดให้ผู้ชมใช้เวลาได้นานถึง 1–2 ชั่วโมงกับนิทรรศการที่สามารถโต้ตอบมีปฏิสัมพันธ์กันได้

Germany Pavilion

พาวิลเลียนของประเทศญี่ปุ่น เป็นพาวิลเลียนที่สามารถใช้เวลามากกว่า 2 ชม. ได้สบาย ๆ แม้ว่าเขาจะให้เวลาผู้เข้าชมแค่รอบละ 45 นาทีเท่านั้น เส้นทางภายในพาวิลเลียนของประเทศญี่ปุ่นนี้ใช้เทคนิคการเดินในแบบจำลองสามมิติที่ผู้ชมสามารถเลือกทางเดินของตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจประเทศญี่ปุ่นให้มากขึ้น โดยก่อนเข้านิทรรศการผู้เข้าชมแต่ละท่านจะได้รับอุปกรณ์เล็ก ๆ สำหรับสวมไว้ที่คอ มองดูคล้ายกับอุปกรณ์สื่อโสตทัศน์ (Audio Visual) โดยทั่วไป

Japan Pavilion

ซึ่งต่อมาผู้เข้าชมจึงทราบว่าอุปกรณ์เล็ก ๆ เหล่านี้จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เข้าชมแต่ละคนเอาไว้ ว่ามีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการชุดใดบ้างในระหว่างที่เดินชมพาวิลเลียนขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้นำเสนอบทบาทของญี่ปุ่นต่อประชาคมโลกใน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ข้อมูลของผู้ชมเหล่านี้จะถูกนำมาใช้สร้างภาพการ์ตูนเสมือนที่เคลื่อนไหวได้ และถูกฉายลงบนกำแพงในส่วนสุดท้ายของนิทรรศการโดยภาพเสมือนที่มีเอกลักษณ์ของผู้ชมมากกว่า 40 ท่านนี้ไม่มีภาพใดที่เหมือนกันเลย การแสดงผลขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการชมนิทรรศการของผู้ชมแต่ละคนในพาวิลเลียน

Japan Pavilion

รูปลักษณ์ที่ดูแปลกประหลาดของพาวิลเลียนของประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่เหมือนกับอาคารที่พุ่งทะแยงจากพื้นดินออกมาขึ้นสู่ท้องฟ้าจะดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันทีเมื่อผู้ชมเดินเข้าไปด้านในพาวิลเลียนที่นำเสนอด้วยการวางเส้นทางเดินภายในตัวอาคารให้ผู้ชมได้ถูกสร้างอารมณ์ร่วมอย่างแยบยล ตั้งแต่การเดินเข้าสู่ตัวอาคารผ่านพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีกระจกขนาดมหึมาเข้าสู่ตัวอาคารผ่านชั้นใต้ดินเพื่อย่างเข้าสู่ห้องต่าง ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีการฉายภาพแบบล้ำสมัย ผู้ชมเริ่มต้นเดินชมนิทรรศการจากชั้นใต้ดินขึ้นสู่ชั้นที่สูงขึ้นเพื่อชมนิทรรศการเกี่ยวกับซาอุดิอาระเบียในยุคปัจจุบันผ่านการฉายภาพทั้งแนวตั้งและแนวนอนบนผนังด้านหนึ่ง และผู้ชมสามารถชื่นชมภาพจากมุมสูงของงาน Expo 2020 ในอีกฟากฝั่ง

Saudi Arabia Pavilion

ระหว่างเส้นทางเดินกลับลงสู่ชั้นล่าง ผู้ชมจะมองเห็นภาพฉายที่ซับซ้อน และลุ่มลึก ที่สะท้อนความเป็น จักรวาลนฤมิต หรือ เมตาเวิร์ส ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย เรียนรู้ ทำงาน และเล่นสนุกของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้

Saudi Arabia Pavilion

พาวิลเลียนที่ยกตัวอย่างมาทั้งสามนี้ ประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชมจากเนื้อหานิทรรศการภายในมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของพาวิลเลียน

ในขณะเดียวกัน พาวิลเลียนจากสหราชอาณาจักร ที่ออกแบบโดย Es Devlin Studio อาจจะเป็นพาวิลเลียนที่ถูกบันทึกภาพมากที่สุดเพราะรูปทรงภายนอกที่แหวกแนวแปลกตา หากนิทรรศการภายในกลับไม่เป็นที่จดจำ เรียกว่าไม่มีใครจำได้เลยทีเดียว เพราะจุดสนใจถูกดึงไปอยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกของอาคารจนหมดแล้ว จนองค์ประกอบอื่น ๆ อาทิ นิทรรศการเอง ถูกละเลยไป

พาวิลเลียนประเทศไทย

ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ เป็นที่ช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว กระนั้น พาวิลเลียนของไทยก็ยังได้รับความนิยมในระดับ 1 ใน 5 พาวิลเลียนที่มีผู้มาเยือนสูงสุด ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจพอสมควรที่พาวิลเลียนขนาดไม่ใหญ่มากของประเทศไทยนั้นมีจำนวนผู้มาเยือนพาวิลเลียนมากล้นเกินความคาดหมาย ซึ่งจากการสังเกตการณ์เป็นเวลา 18 ชั่วโมงต่อวัน ยาวนานถึง 6 สัปดาห์ของผมนั้น ทำให้ทราบว่ามีปัจจัยสำคัญในการออกแบบที่ทำให้พาวิลเลียนของไทยกลายเป็นนิทรรศการยอดนิยมในงาน Expo ครั้งนี้คือ การออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่เปิดพื้นที่โล่งหน้าตัวอาคาร กิจกรรมการแสดงสดที่ตื่นเต้นน่าประทับใจ และนิทรรศการที่เข้าใจง่าย

Thailand Pavilion
Thailand Pavilion

“ในยุคสมัยที่เราถูกห้อมล้อมไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การได้ชมการแสดงที่เกิดขึ้นในโลกจริงเหมือนการแสดงประจำวันของพาวิลเลียนของประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกได้รับประสบการณ์ที่สดชื่น แปลกใหม่” ยูทูปเบอร์ที่นำเสนอวิดิโอคลิปเกี่ยวกับพาวิลเลียนในงาน Expo ได้กล่าวถึงความประทับใจที่มีกับพาวิลเลียนของไทย

Thailand Pavilion

ส่วนภายในตัวพาวิลเลียนนั้น นิทรรศการทั้ง 4 ห้องบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างเรียบง่าย เริ่มจากความเชื่อที่เป็นรากฐานวัฒนธรรม สู่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเกี่ยวกับพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของ ‘น้ำ’ จากนั้นนิทรรศการก็เริ่มนำเสนอบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งของอุตสาหกรรมใหม่ และนำเสนอบทสรุปของความงดงามทางธรรมชาติ ที่นำพาอาคันตุกะให้มาเยือนและตกหลุมรักประเทศไทย โดยนิทรรศการทั้ง 4 ห้องนี้ ใช้เวลารับชมทั้งสิ้นประมาณ 18 นาที

 

Thailand Pavilion
Thailand Pavilion

บทตาม

ในระหว่างที่เดินทางกลับสู่ประเทศไทย รายการบันเทิงจากอุปกรณ์ที่ให้บริการบนเครื่องบินได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ ‘เมตาเวิร์ส’ บริษัทด้านเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ต่างลงทุนในการผสานโลกจริง และโลกดิจิทัลเข้าด้วยกันเพื่อสร้างพื้นที่ใหม่สำหรับมนุษย์ เพื่อการอยู่อาศัย เรียน ทำงาน และเล่นสนุก โดยเป้าหมายของโครงการเหล่านี้คือการสร้าง ‘โลกคู่ขนาน’ กับโลกที่เราอยู่อาศัยอยู่ใบนี้ คล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One และ The Matrix ในเมื่อระบบอัตโนมัติ และระบบหุ่นยนต์ สามารถปฏิบัติงานในระดับแรงงานได้ในโลกจริง มนุษย์ก็สามารถอาศัยอยู่ในโลกดิจิทัล และใช้ประโยชน์จาก

ความสามารถในการประมวลความรู้ในรูปแบบใหม่ รวมทั้งรังสรรค์ผลงานใหม่ ๆ สำหรับเครื่องจักรได้เช่นกัน

ยังมีประเด็นปัญหาอีกหลายประการที่จะทำให้การอยู่ใน ‘เมตาเวิร์ส’ ตลอดเวลายังเป็นไปได้ยาก หากแต่การแข่งขันในวงการนี้จะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ใครจะรู้ งาน Expo ในทศวรรษหน้าอาจจะถูกจัดขึ้นใน เมตาเวิร์ส ก็ได้ และนั่นคงจะทำให้ผู้คนที่สามารถเข้าร่วมงานได้ไม่ได้มีเพียง 100 ล้านคนอย่างเมื่อ Expo 2 ครั้งที่แล้วรวมกัน แต่อาจจะมากถึง 8 พันล้านคนก็เป็นได้

expo2020dubai.com

ติดตาม art4d ได้ที่ 
Website: art4d.com
Facebook: facebook.com/art4dMagazine
Ig: instagram.com/art4d.magazine

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...