โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : ประสบการณ์การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐ 14 ครั้ง รวม 56 ปีของข้าพเจ้า
ประสบการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 14 ครั้ง รวม 56 ปีของข้าพเจ้า
เมื่อ 56 ปีที่แล้วผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือระดับปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์ที่มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1967 ครั้นเริ่มต้นปี ค.ศ.1968 ก็มีการรณรงค์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีผู้เป็นทั้งประมุขของประเทศ หัวหน้าฝ่ายบริหารและผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีอำนาจบังคับบัญชาทหารทั้งปวง ซึ่งถือว่าตำแหน่งประธานาธิบดีนี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของชาติ ดังนั้นสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 4 ปีจึงเป็นการแสดงสปิริตประชาธิปไตยของชาวอเมริกันอย่างแท้จริง
แต่ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ.1968 ผู้เขียนนั่งดูประธานาธิบดีลินดอน บี.จอห์นสันปราศรัยทางโทรทัศน์ก็ต้องตกตะลึงที่ประธานาธิบดีจอห์นสันประกาศอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่าเขาจะไม่ลงสมัครเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 เพราะต้องการจะใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดที่จะยุติสงครามเวียดนามที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดการจลาจลคัดค้านของคนหนุ่มสาวทั่วประเทศที่ถูกเกณฑ์เป็นทหารไปรบและบาดเจ็บล้มตายไปแล้วหลายหมื่นคน
ด้วย 2 สาเหตุที่สำคัญดังกล่าวผลักดันให้ผู้เขียนหันไปหมกมุ่นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.1968 อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกและได้ติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในทุกๆ 4 ปีต่อมารวม 14 ครั้ง คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ.1972, 1976, 1980, 1984, 1988, 1992, 1996, โดยในปี ค.ศ.2000 ผู้เขียนได้กลับไปศึกษาปริญญาโททางกฎหมายที่มลรัฐแอละแบมา ซึ่งประจวบกับมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งทำให้ผู้เขียนได้ติดตามกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างใกล้ชิดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ติดตามศึกษาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีกในปี ค.ศ.2004, 2008, 2012, 2016, 2020 และในครั้งล่าสุดที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้ว
ประสบการณ์และการเรียนรู้ในรอบ 56 ปีของผู้เขียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทั้ง 14 ครั้งนั้น สรุปเป็นสาระสำคัญได้ 2 ข้อใหญ่คือ
1) การตัดสินว่าใครคือผู้ชนะในการแข่งขันเพื่อเป็นประธานาธิบดีนั้นอยู่ที่คณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐ ซึ่งแบ่งออกเป็น 50 มลรัฐและ 1 เขตที่ตั้งเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคะแนนเสียงรวม 538 คะแนนเสียงซึ่งแต่ละมลรัฐจะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากันเพราะขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของแต่ละมลรัฐ แต่อย่างน้อยแต่ละมลรัฐและ 1 เขตที่ตั้งเมืองหลวงจะต้องมีคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อยที่สุด 3 คนและผู้ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีจำเป็นต้องได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดนี้ 270 คะแนนเสียงขึ้นไป ส่วนการได้คะแนนเสียงของผู้เข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้นใช้วิธีชนะกันเป็นมลรัฐโดยผู้ชนะแม้จะชนะเพียงคะแนนเดียวก็จะได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐนั้นๆ ทั้งหมด เช่น นาย A ชนะนาย B เพียงคะแนนเดียวในมลรัฐอิลลินอยส์ซึ่งมีคณะผู้เลือกตั้ง 19 คน นาย A ก็จะได้คะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐอิลลินอยส์ไปทั้งหมด 19 เสียงโดยอัตโนมัติซึ่งเป็นวิธีการเลือกตั้งแบบ “Winner take all” ซึ่งมีปรากฏการณ์ประเภทที่ผู้ชนะได้เป็นประธานาธิบดีได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชากรทั้งหมดประเทศน้อยกว่าผู้แพ้หลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ.2016 โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะนางฮิลลารี
คลินตัน ด้วยคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 304 กับ 227 คน แต่คะแนนเสียงทั้งประเทศปรากฏว่านางฮิลลารี คลินตันได้คะแนนมากกว่านายทรัมป์ถึง 2.8 ล้านคะแนนเสียงเลยทีเดียว
สำหรับคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดตามการเคลื่อนย้ายของประชากรกล่าวคือในช่วง 56 ปีได้มีการเคลื่อนย้ายของประชากรจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้เนื่องจากการหนีที่มีอากาศหนาวไปสู่ที่มีอากาศอบอุ่นกว่า และมีการเคลื่อนย้ายของประชากรจากภาคตะวันออกสู่ภาคตะวันตกก็เพราะเป็นเรื่องของอาชีพการงานเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐที่มีประชากรมากที่สุดให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ ดังนี้
การเลือกตั้งปี ค.ศ.1968
1.รัฐนิวยอร์กมีคณะผู้เลือกตั้ง 43 คน
2.รัฐแคลิฟอร์เนียมีคณะผู้เลือกตั้ง 40 คน
3.รัฐเพนซิลเวเนียมีคณะผู้เลือกตั้ง 29 คน
4.รัฐอิลลินอยส์และรัฐโอไฮโอมีคณะผู้เลือกตั้งรัฐละ 26 คน
5.รัฐเท็กซัสมีคณะผู้เลือกตั้ง 25 คน
6.รัฐมิชิแกนมีคณะผู้เลือกตั้ง 21 คน
7.รัฐนิวเจอร์ซีมีคณะผู้เลือกตั้ง 17 คน
8.รัฐฟลอริดาและรัฐแมรีแลนด์มีคณะผู้เลือกตั้งรัฐละ 14 คน
การเลือกตั้งปี ค.ศ.2024
1.รัฐแคลิฟอร์เนียมีคณะผู้เลือกตั้ง 54 คน
2.รัฐเท็กซัสมีคณะผู้เลือกตั้ง 40 คน
3.รัฐฟลอริดามีคณะผู้เลือกตั้ง 30 คน
4.รัฐนิวยอร์กมีคณะผู้เลือกตั้ง 28 คน
5.รัฐอิลลินอยส์และรัฐเพนซิลเวเนียรัฐละ 19 คน
6.รัฐโอไฮโอมีคณะผู้เลือกตั้ง 17 คน
7.รัฐจอร์เจียมีคณะผู้เลือกตั้ง 16 คน
8.รัฐนอร์ทแคโรไลนามีคณะผู้เลือกตั้ง 13 คน
ฯลฯ
2) การเปลี่ยนแปลงจากพรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่มาเป็นการเลือกตั้งขั้นต้นในการเลือกตัวแทนของแต่ละพรรคการเมืองแบบให้ประชาชนเป็นคนเลือกตั้งว่าจะให้ใครเป็นผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองในการชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้เริ่มต้นจากการที่รองประธานาธิบดีฮิวเบิร์ต ฮัมฟรีย์แห่งพรรคเดโมแครตไม่ได้ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งขั้นต้นในการเลือกตัวแทนภายในพรรคเดโมแครต เนื่องจากประธานาธิบดีลินดอน บี.จอห์นสันประกาศไม่ลงรับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ช้าไป นายฮัมฟรีย์จึงใช้วิธีเดินสายภายในกับบรรดาสมาชิกคนสำคัญแบบบ้านใหญ่ภายในพรรคเดโมแครตจนได้รับการเลือกจากภายในพรรคเดโมแครตให้เป็นตัวแทนของพรรคเป็นผู้สมัครชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ก็แพ้การเลือกตั้งแก่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันแห่งพรรครีพับลิกันไป ตั้งแต่นั้นพรรคการเมืองหลักทั้ง 2 พรรคคือพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างก็ออกกฎให้ผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีจะต้องลงแข่งขันสนามเลือกตั้งขั้นต้นในมลรัฐ ทั้ง 50 รัฐและเขตที่ตั้งเมืองหลวงกับดินแดนทั้ง 5 แห่งของสหรัฐ
อเมริกาจะจัดการเลือกตั้งขั้นต้นหรือการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อช่วยเสนอชื่อผู้สมัครแต่ละคนเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กระบวนการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเลือกผู้สมัครที่จะเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองของตน
ในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งบังเอิญการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีนี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนประกาศถอนตัวจากการเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตช้าไป ทำให้ทางพรรคเดโมแครตจำเป็นต้องใช้วิธีการเมืองแบบบ้านใหญ่เลือกนางคามาลา แฮร์ริสขึ้นมาแทน ซึ่งดูเหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเมื่อ 56 ปีที่แล้วหรือไม่อย่างไร? คนไทยเราก็คงต้องคอยดูในช่วงเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้นะครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ : ประสบการณ์การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐ 14 ครั้ง รวม 56 ปีของข้าพเจ้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th