“พินัยกรรมที่มีเงื่อนไข” ห้ามผู้รับมรดก... ‘โอนทรัพย์มรดกที่ได้รับตามพินัยกรรม’ ทำได้หรือไม่ ?
Wealth EZ: “พินัยกรรม”เป็นเอกสารที่แสดงถึงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมเมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตาย เป็นคำสั่งสุดท้ายของผู้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายให้จัดการทรัพย์สินของตน[1] และการต่างๆ นอกเหนือไปจากทรัพย์สิน[2] เช่น การอุทิศร่างกายหรืออวัยวะ การตั้งผู้จัดการศพ การตั้งผู้จัดการมรดก การตั้งผู้ปกครองทรัพย์ หรือการตั้งผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ เป็นต้น
“โดยต้องทำให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ พินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมายหรือกฎหมายให้การรับรองต่อพินัยกรรมฉบับนั้น [3] เนื่องจากพินัยกรรมเป็นเพียงหลักฐานเดียวที่แสดงเจตนาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมภายหลังถึงแก่ความตาย กฎหมายจึงบังคับให้ทำอย่างถูกต้องเพื่อให้รัฐเข้ามารับรองและบังคับให้เป็นไปดังเจตนาของผู้ทำพินัยกรรม”
อย่างไรก็ตาม “พินัยกรรมที่สมบูรณ์ถูกต้อง” อาจมีเหตุที่ไปกระทบให้เกิดความไม่สมบูรณ์ได้ในภายหลัง เป็นเหตุให้พินัยกรรมฉบับนั้น “ถูกเพิกถอน” หรือ “สิ้นผลไป” โดยไม่จำต้องถูกเพิกถอนหรือยกเลิก ซึ่งประกอบไปด้วย การเพิกถอนพินัยกรรม[4]การตกไปแห่งพินัยกรรม[5]และความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรม[6]
“ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรม” เป็นกรณีที่พินัยกรรมที่จัดทำขึ้นถูกต้องตามกฎหมายแต่มีเหตุที่ไปกระทบให้ความสมบูรณ์ของพินัยกรรมฉบับนั้นจำต้องเสียเปล่าไป คือ ถือว่าไม่มีพินัยกรรมฉบับนั้นหรือข้อกำหนดนั้นๆ ในพินัยกรรม ซึ่งกฎหมายกำหนดความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมไว้สามประการ ได้แก่ ผลของพินัยกรรมประเภทต่าง ๆ ที่มีข้อบกพร่อง[7] เช่น ผู้ทำพินัยกรรมมีความบกพร่องหรือความสามารถ พินัยกรรมทำขึ้นโดยขัดกับกฎหมาย เป็นต้น การร้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม[8] ด้วยเหตุที่ผู้พินัยกรรมทำขึ้นเพราะถูกข่มขู่ สำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉลให้ทำพินัยกรรมขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเจตนาอันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม และข้อกำหนดห้ามผู้รับพินัยกรรมโอนทรัพย์สินแก่บุคคลอื่น[9] ที่ผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้กำหนดไว้ในพินัยกรรมของตน
“ผู้ทำพินัยกรรม” สามารถจัดทำข้อกำหนดห้ามผู้รับพินัยกรรมโอนทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นภายหลังที่ได้รับทรัพย์มรดกตามเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในพินัยกรรมของตนได้ โดยปกติแล้วเมื่อทรัพย์สินถูกโอนไปให้กับบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น สามารถใช้สอย จำหน่าย ติดตามเอาคืน และขัดขวางผู้อื่นมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามหลักกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์[10]
“อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 ให้สิทธิผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดข้อกำหนดห้ามโอนทรัพย์สินภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตายและทรัพย์มรดกได้ตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายให้ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกระทำได้ เพราะบางครั้งบางกรณีผู้ทำพินัยกรรมพิจารณาแล้วว่าบุตรของตนยังเยาว์วัยและเกรงว่าจะไม่สามารถจัดการดูแลทรัพย์สินได้ จึงเปิดช่องให้ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดข้อห้ามเช่นนี้ไว้ในพินัยกรรมของตน การกำหนดข้อกำหนดห้ามผู้รับพินัยกรรมโอนทรัพย์สินในพินัยกรรม ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายมิเช่นนั้นจะถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวเป็นอันเสียไปกล่าวคือ ไม่มีการกำหนดข้อห้ามเช่นนี้ไว้ในพินัยกรรม”
การกำหนดข้อกำหนด “ห้ามโอนทรัพย์สินในพินัยกรรม” ต้องมีการระบุบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินแทนเมื่อผู้รับพินัยกรรมคนแรกได้ละเมิดข้อห้ามของผู้ทำพินัยกรรมด้วยการโอนทรัพย์สินที่ได้รับมาจากพินัยกรรมให้กับบุคคลอื่นไป[11] และบุคคลผู้รับทรัพย์สินแทนนี้ต้องเป็นผู้มีสิทธิและความสามารถ[12] ที่จะรับทรัพย์สินได้ในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตาย[13] กล่าวคือต้องมีสภาพบุคคลอยู่ในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย[14]
ตัวอย่าง นาย ก ทำพินัยกรรมยกบ้านให้นาย ข บุตรของตน โดยมีข้อกำหนดว่าห้ามนาย ข โอนบ้านให้แก่บุคคลอื่นภายในระยะเวลา 10 ปี และกำหนดว่าหากนาย ข ละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวนี้ให้บ้านหลังนี้ตกเป็นของนาย ค
กรณีเช่นนี้เมื่อนาย ก ถึงแก่ความตายลง บ้านจะตกทอดไปยังนาย ข ตามพินัยกรรม ปรากฏต่อมาว่านาย ข ได้ขายบ้านหลังดังกล่าวออกไปก่อนจะครบกำหนด 10 ปี อันเป็นการละเมิดข้อกำหนดในพินัยกรรมของนาย ก บ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินตามพินัยกรรมจะตกเป็นของนาย ค ทันที
“และนาย ค มีสิทธิเรียกร้องบ้านหลังนี้กับบุคคลที่ซื้อบ้านไปจากนาย ข ได้ ซึ่งนาย ค จะเป็นผู้มีสิทธิรับทรัพย์สินชิ้นนี้ได้ต้องปรากฏว่าขณะที่นาย ก ถึงแก่ความตายนั้น นาย ค ยังชีวิตอยู่ถึงจะเป็นผู้มีสิทธิรับทรัพย์สินแทนนาย ข เมื่อนาย ข ได้ไปละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนทรัพย์สินเช่นนี้”
หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่านาย ก มิได้กำหนดว่าบุคคลใดจะมีสิทธิรับทรัพย์สินแทนนาย ข หรือนาย ค ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนที่นาย ก ผู้ทำพินัยกรรมจะเสียชีวิต เมื่อนาย ข ได้รับบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินตามพินัยกรรมภายหลังนาย ก ได้ถึงแก่ความตายแล้ว และจำหน่ายบ้านหลังดังกล่าวออกไปก่อนจะครบกำหนด 10 ปี อันเป็นการละเมิดข้อกำหนดในพินัยกรรม บ้านหลังดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ข เช่นเดิม เพราะนาย ก ไม่ได้ระบุบุคคลที่จะมารับทรัพย์สินแทนไว้ในพินัยกรรม
หรือขณะที่นาย ก ถึงแก่ความตาย นาย ค บุคคลที่ถูกระบุตัวไว้ให้มารับทรัพย์สินแทนไม่มีสภาพบุคคลหรือเสียชีวิตไปก่อนแล้ว นอกจากนี้หากนาย ค มีสภาพบุคคลอยู่ ณ ขณะที่นาย ก ได้ถึงแก่ความตาย และต่อมานาย ค ได้เสียชีวิตลงก่อนที่นาย ข ละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน ต่อมานาย ข ได้จำหน่ายบ้านหลังดังกล่าวออกไปก่อนครบกำหนด 10 ปี
“บ้านหลังนี้จะตกแก่ทายาทโดยธรรมของนาย ค ซึ่งจะเป็นผู้เข้ามารับทรัพย์สินแทนที่นาย ค[15] เนื่องจากนาย ค มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะที่นาย ก ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินจึงตกเป็นของนาย ค ทันทีที่นาย ข ละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน และตกทอดแก่ทายาทของนาย ค ต่อไปตามหลักกฎหมายการรับมรดกแทนที่กัน[16]”
ข้อกำหนดห้ามโอนทรัพย์สินเช่นนี้ “ผู้ทำพินัยกรรม” สามารถกำหนดระยะเวลาห้ามโอนได้ โดยกรณี “บุคคลธรรมดา” สามารถกำหนดระยะเวลาไว้นานเพียงใดก็ได้ แต่หากมิได้กำหนดไว้ให้ถือว่ากำหนดไว้ตลอดชีวิตของผู้รับพินัยกรรม ส่วนกรณีผู้รับพินัยกรรมเป็น “นิติบุคคล” กำหนดระยะเวลาไว้ได้เพียง 30 ปี หากกำหนดไว้นานกว่านั้นก็ให้มีผลเพียงแค่ 30 ปี[17]
นอกจากนี้ทรัพย์สินที่สามารถกำหนด “ข้อกำหนดห้ามโอน” ได้ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียนเท่านั้น[18] ทรัพย์สินอื่นๆ นอกจากนี้หากระบุข้อกำหนดห้ามโอนไว้ให้ถือว่าเสียเปล่าไปหรือเป็นอันไม่มีเลย และต้องไปดำเนินการจดทะเบียนการห้ามโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย[19] มิเช่นนั้นบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินแทนเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนนี้จะไม่สามารถเรียกร้องจากบุคคลที่ได้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตจากผู้รับพินัยกรรมได้ แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินแทนสามารถเรียกร้องผู้รับพินัยกรรมที่ละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนให้รับผิดต่อตนได้
“การวางแผนส่งต่อมรดก” ในทรัพย์สินภายหลังจากเสียชีวิตด้วยการ “จัดทำพินัยกรรม” ต้องทำให้ถูกต้องภายใต้เงื่อนไขที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย และมิใช่เพียงการวางแผนจัดการทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการวางแผนเพื่อจัดการทรัพย์สินและการต่างๆ ให้เหมาะสมสมดังเจตนาเจ้ามรดก แต่อย่างไรก็ตามการจัดทำพินัยกรรมควรกำหนด “เงื่อนไข” หรือ “ข้อกำหนด” ที่เหมาะสม พอเหมาะพอควร และเปิดช่องให้กับทายาทผู้รับมรดกสามารถจัดการทรัพย์สินและการต่างๆ ได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
บรรณานุกรม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ธนภัทร ชาตินักรบ, หลักกฎหมายลักษณะมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (พิมพ์ครั้งที่ 1, โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2567)
พรชัย สุนทรพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะมรดก (พิมพ์ครั้งที่ 13, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2566)
ไพโรจน์ กัมพูสิริ, หลักกฎหมายมรดก (พิมพ์ครั้งที่ 8, โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2564)
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th[1] ธนภัทร ชาตินักรบ, หลักกฎหมายลักษณะมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (พิมพ์ครั้งที่ 1, โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2567) 131.
[2] ธนภัทร ชาตินักรบ (เชิงอรรถ 1) 137.
[3] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1648.
[4] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693.
[5] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1698.
[6] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700-1702.
[7] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1703-1707.
[8] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1708-1710.
[9] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700-1702.
[10] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336
[11] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 วรรคสาม
[12] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 วรรคสอง
[13] พรชัย สุนทรพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะมรดก (พิมพ์ครั้งที่ 13, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2566) 422.
[14] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1604
[15] ไพโรจน์ กัมพูสิริ, หลักกฎหมายมรดก (พิมพ์ครั้งที่ 8, โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2564) 204.
[16] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639
[17] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1701
[18] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1702 วรรคหนึ่งและวรรคสาม
[19] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1702 วรรคสอง