“อกริคัลเจอร์” ยอดโต 2 เท่า แตกไลน์ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าประมง
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และกระจายรายได้สู่เกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยปี 2566 ภาพรวมประเทศไทยส่งออก มูลค่า 284,561.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร คิดเป็นสัดส่วน 17.3% หรือมีมูลค่าประมาณ 49,203.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.69 ล้านล้านบาท) โดย “บริษัท อกริคัลเจอร์ อีส ไลฟ์ จำกัด”
ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกผักและผลไม้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “องอาจ รัตนศิริมนตรี” กรรมการผู้จัดการ ถึงทิศทางเป้าหมาย และแผนการลงทุนของบริษัท
ยอดขายผัก-ผลไม้โต 2 เท่า
ขณะนี้ธุรกิจการส่งออกผักและผลไม้มีทิศทางเติบโตที่ดีมาก ในช่วงที่ผ่านมาทางบริษัทจึงได้ขยายฐานการผลิตใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่า ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น โดยปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 200 ล้านบาท สามารถส่งออกได้ประมาณ 15 ตัน/สัปดาห์ หรือประมาณ 60 ตัน/เดือน ปัจจุบันบริษัทมีเกษตรกรในเครือข่ายมากกว่า 100 ครัวเรือน และมีพนักงานทั้งหมด ประมาณ 50 คน
ตอนนี้มุ่งเน้นไปที่การส่งออกผักมากกว่าผลไม้ เช่น ปริมาณผักจำนวน 1 ตัน อาจจะดูมีน้ำหนักไม่มาก แต่มีมูลค่ามหาศาล ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้เน้นปริมาณการขาย แต่เน้นที่กำไรให้เติบโตขึ้น
สำหรับการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างที่เพิ่มขึ้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก เนื่องจากมีการเจรจากับคู่ค้าเกี่ยวกับการปรับเพิ่มราคาสินค้าบางชนิดไว้แล้ว โดยมีการปรับราคาสินค้าขึ้นทีละนิด ไม่ให้ลูกค้าตกใจ
ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นตลาดสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศมัลดีฟส์ ญี่ปุ่น โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะส่งออกผัก-ผลไม้ กระจายไปยังร้านอาหารเอเชียในต่างประเทศ เช่น พริก ตะไคร้ ผักชี ซึ่งในปลายปี 2567 คาดว่ามีการขยายตลาดไปที่กลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง พร้อมทั้งมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยมีฐานลูกค้าเดิมเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายยังไม่พบปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากทางบริษัทมีการวางระบบที่ได้มาตรฐาน มีการวางแผนการปลูกผัก-ผลไม้ให้กับกลุ่มเกษตรกรอย่างเหมาะสม เช่น มีการแจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้ากรณีมีมรสุมเข้า เพื่อให้เกษตรกรได้จัดเตรียมพื้นที่ ร่องน้ำ แปลง สำหรับรองรับน้ำได้อย่างถูกต้อง
ลงทุนโรงงานแปรรูปปลา-กุ้ง
ขณะเดียวกันในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดไลน์ธุรกิจขยายไปลงทุนทำโรงงานผลิตสินค้าประมงพื้นเมือง เช่น กุ้งแห้ง ปลาแห้ง คาดว่าโรงงานดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนประมาณ 20 ล้าน และจะสร้างเสร็จภายในปลายปีนี้ และสามารถส่งออกได้ช่วงต้นปี 2568 โดยตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกขั้นต่ำปีละ 300 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะใช้ฐานลูกค้าเก่าที่ซื้อผักและผลไม้อยู่แล้ว เช่น ร้านอาหารเอเชียในยุโรป หรือคนพื้นเมืองในประเทศรัสเซีย ที่นิยมรับประทานปลาแห้งเป็นอาหาร และสหรัฐอเมริกา เตรียมวางแผนจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า
ก่อนตั้งโรงงานปีที่ผ่านมาได้ทดลองเปิดไลน์การผลิตสินค้าประมงส่งออกเพิ่ม เช่น กุ้งแห้ง ปลาแห้ง ปลาข้างเหลืองตากแห้ง ปลาข้างเหลืองย่าง ปลาไหล ปลาฉิ้งฉ้าง ปลาหมึกบด เป็นต้น โดยสินค้าแต่ละตัวจะมีกระบวนการแปรรูปแตกต่างกัน เช่น กุ้งแห้ง ซื้อมาจากชาวบ้านโดยตรง มาดำเนินการฆ่าเชื้อ คัดมือ และบรรจุ ส่วนปลาแห้งจะซื้อปลาสดมาทำการแล่เอง ปรากฏว่ายอดส่งออกดีมาก มีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ดังนั้นจึงตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงาน
ตอนนี้ยังไม่ได้ทำเลที่ตั้งโรงงานชัดเจน แต่คาดว่าอาจจะไปตั้งโรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ โดยปัจจุบันมีรายชื่อเกษตรกรจากกรมประมง และทางบริษัทจะส่งทีมไปสำรวจแต่ละพื้นที่ว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่บ้าง โดยมีเป้าหมายต้องการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร โดยซื้อสินค้าประมงในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เพื่อเป็นการส่งเสริมโครงสร้างการเกษตรด้านประมง และยกระดับการผลิตสินค้าประมงของไทยไปสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ” นายองอาจกล่าว
อุปสรรคทางการค้า
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในนามหอการค้าจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้ เข้าร่วมเจรจากับภาครัฐ โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการร่วมกันแก้ไข ปรับกฎระเบียบที่ไม่เหมาะสม เป็นอุปสรรคทางการค้า ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างสมัยก่อน ถ้าประเทศปลายทางตรวจพบแมลง หน่วยงานภาครัฐของไทยจะสั่งการให้หยุดการส่งออกพืชชนิดนั้น ๆ ทันที เช่น กะเพรา เคยตรวจพบแมลงที่ประเทศเยอรมนี ให้บริษัทหยุดส่งออกทันที และต้องทำเรื่องแก้ไข ซึ่งเมื่อก่อนใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ทำให้เสียโอกาสทางการค้า แต่ในปัจจุบันได้ร่วมแก้ไขกับกรมวิชาการเกษตร ได้เปลี่ยนบทลงโทษเป็นการตักเตือน พักการส่งออกเพียง 7 วัน สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบอีกหลายด้านที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น การย้ายกลุ่มพืชบางชนิดออกจากกลุ่มพืชควบคุมพิเศษ เช่น ผักคะน้า ประเทศปลายทางไม่มีการตรวจพบปัญหาแมลง สารเคมี และเชื้อโรคต่าง ๆ มาตั้งนานแล้ว แต่ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐของไทยยังมีขั้นตอนการควบคุม ทำให้เป็นอุปสรรคในการส่งออก มีกฎข้อบังคับต้องทำระบบควบคุมแมลง สารเคมีที่ใช้ และการควบคุมเชื้อโรคต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ควรปรับลดลงมา เพื่อดูว่าหลังจากนี้ปรับลงมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการส่งออกผักและผลไม้มีประเทศคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม แต่ด้วยความโดดเด่นทางอาหารของไทย คำว่า Made in Thailand ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับแรกของต่างประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “อกริคัลเจอร์” ยอดโต 2 เท่า แตกไลน์ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าประมง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net