โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

รวบ 2 สาว ปลอมตัว-เอกสาร เช่ารถ เชิดขายชายแดน ตร.คาดทำเป็นขบวนการ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 มิ.ย. 2566 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2566 เวลา 03.15 น.

รวบ 2 สาว ปลอมตัว-เอกสาร เช่ารถ เชิดขายชายแดน ตร.คาดทำเป็นขบวนการ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีแก๊งเช่ารถแล้วเชิดนำส่งขายชายแดนออกอาละวาดในพื้นที่ภาคเหนือว่า ล่าสุดพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.เทคนิค จันสี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ พ.ต.ท.พิชิตชัย พุทธวงศ์ รอง ผกก.สอบสวน และผู้เกี่ยวข้อง ได้นำตัว น.ส.สุชาดา (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ชาว ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และ น.ส.สรัญา (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ชาว ต.เหล่ายาว อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน มาสอบปากคำเพิ่มเติม

หลังจากทางเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 นำโดย พลตำรวจตรี วรพงษ์ คำลือ ผู้บังคับการ สืบสวนภาค 5 ได้นำกำลัง ติดตามจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองคน ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นอื่น, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” โดยผู้ต้องหาทั้งสองคน มีพฤติกรรมเช่ารถตามสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และใกล้เคียง

โดยจะเน้นรถใหม่ป้ายแดง ที่มีราคาสูง จากนั้นได้ใช้เอกสารเช่ารถปลอม และได้มีการสวมวิกและหน้ากากอนามัยเพื่อปกปิดใบหน้าของตนเอง และเมื่อได้เช่ารถเสร็จแล้ว ก็จะนำรถไปจอดอยู่ในพื้นที่แล้วได้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียบเข้าไปที่ตัวรถ เพื่อให้สัญญาณ GPS แสดง จุดที่จอดรถไว้จากนั้นได้ขับรถไปยังบริเวณชายแดน ก่อนจะจำหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกสัญญาณ GPS ก็จะแสดงอีกครั้งเมื่อถูกส่งข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการนำรถเช่าออกไปขายชายแดนประเทศเพื่อนบ้านแล้วกว่า 10 คัน สร้างความเสียหายให้กับบริษัทรถเช่าหลายราย โดยมักจะนำส่งออกไปทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจฝากเตือนทางผู้ประกอบการรถเช่า หากมีบุคคลมาเช่ารถให้แสดงหลักฐานที่แท้จริง พร้อมกับถ่ายรูป โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหมวก คู่กับรถ เพื่อเป็นหลักฐานก่อนจะให้เช่ารถ เพื่อป้องกันการเสียหายและการถูกโจรกรรมรถ สำหรับผู้ต้องหาที่จับกุมได้ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่คาดว่าจะทำเป็นขบวนการซึ่งจะมีการขยายผลอีกตามจับกุมต่อไป สำหรับผู้ที่คาดว่าจะเป็นเหยื่อของผู้ต้องหารายนี้สามารถมาติดต่อได้ที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

นายศิวัฒน์ ยาวิโล ซึ่งเปิดธุรกิจรถเช่าจังหวัดเชียงราย หนึ่งในร้านรถเช่าที่เสียหายเล่าว่า กลุ่มคนร้ายได้ใช้บัตรประชาชนปลอมมาเช่ารถตนในชื่อ น.ส.สิริพร ได้มาติดต่อขอเช่ารถเมื่อวันที่ 23 มีนาคม โดยตกลงค่าเช่าวันละ 2,700 บาท เช่าเป็นเวลา 3 วัน โดยอ้างว่าจะเช่ารถเพื่อนำไปท่องเที่ยวภายในจังหวัดเชียงราย ตนจึงหลงเชื่อได้ส่งรูปถ่ายตัวรถไปให้ไม่คิดว่า คนร้ายจะนำภาพไปถามราคาซื้อขายในฝั่งประเทศเมียนมา เมื่อตกลงราคาได้ ในวันที่ 24 มีนาคม ก็มาขอรับรถโดยให้นำรถไปส่งให้ที่บิ๊กซี เชียงราย สาขา 2 ในพื้นที่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย เวลาประมาณ 19.00 น. ซึ่ง น.ส.สิริพรได้มารอรับรถโดยสวมใส่วิกผมปลอม แต่ตนก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าอาจเป็นความชอบส่วนตัวหรือป่วยเป็นอะไรหรือไม่

นายศิวัฒน์กล่าวว่า ปกติทางร้านจะมีการคัดกรองผู้เช่าที่ไว้ใจได้ เพราะเกิดเหตุมีการเช่ารถแล้วนำไปขายบ่อยครั้ง แต่ทาง น.ส.สิริพรก็ไม่มีที่ผิดปกติและมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งพอตกลงราคาก็มีการโอนเงินค่าเช่าทั้ง 3 วันและเงินมัดจำให้ทั้งหมดเป็นเงินกว่า 15,000 บาท และนัดส่งมอบรถคืนในวันที่ 26 มีนาคม ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลหรือบิ๊กซี สาขาในตัวเมืองเชียงราย แต่ตนก็ไม่ประมาท มีการตรวจเช็กรถอยู่ตลอดเวลา เพราะติดจีพีเอสไว้ในรถอยู่แล้ว ซึ่งช่วงกลางคืนสัญญาณก็ยังอยู่ในตัวเมืองเชียงราย ตกดึกก็ยังอยู่ที่เดิม แต่สัญญาณเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีส้ม ซึ่งก็ไม่เอะใจคิดว่าเป็นที่ระบบ

นายศิวัฒน์กล่าวว่า กระทั่งเช้าวันที่ 25 มีนาคม พบว่าสัญญาณจีพีเอสหายไปจึงแปลกใจ พยายามเช็กระบบ ก็ไม่มี ทำให้เอะใจแล้วว่ารถอาจมีปัญหา กระทั่งสายๆ พบสัญญาณจีพีเอสของรถอีกครั้งอยู่แถวชายแดนแม่สอด ซึ่งคาดว่าทางคนเช่าอาจนำตัวตัดสัญญาณจีพีเอสมาติดตั้งเพื่อรบกวนการติดตามหารถ และเมื่อถึงแม่สอดคงถอดออกทำให้สัญญาณกลับมา จึงเดินทางไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ ทหาร ชุดประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา ช่วยสกัดเอาไว้ และพยายามตัดระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อไม่ให้รถขับเคลื่อนได้ แต่ก็ไม่ทันตรวจพบสัญญาณรถล่าสุดไปอยู่ฝั่ง จ.เมียวดี ประเทศเมียนมาดังกล่าว

นายศิวัฒน์กล่าวอีกว่า ขอให้ทางตำรวจและทหารประมาณทางเจ้าหน้าที่เมียนมา จนล่าสุดได้พบรถคันดังกล่าว จึงเดินทางข้ามพรมแดนไปดูพบว่าเป็นรถของตนจริงอยู่ในบ้านพักหลังหนึ่ง ซึ่งเขาแจ้งว่าเป็นบ้านของคนรู้จักกับทหารเมียนมา ซึ่งพร้อมจะส่งคืนให้แต่ต้องจ่ายเงินค่าไถ่เป็นเงิน 390,000 บาท โดยอ้างว่ารถคันนี้มีการซื้อต่อกันมาถึงสองทอดแล้ว โดยให้ไถ่ภายใน 1 วัน ซึ่งตนไม่ได้เตรียมเงินหรือไม่มีใครแจ้งว่าจะต้องใช้เงินไปไถ่ และเงินตนก็ไม่มี

นายศิวัฒน์กล่าวว่า ต่อมาจึงประสานขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตากให้ช่วยเหลือ ซึ่งทางเมียนมาได้ยืดเวลาให้อีก 2 วัน แต่เวลา 2 วันตนไม่สามารถหาเงินได้ ประกอบกับหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมขบวนการเช่ารถนี้ได้ 2 คน และหลบหนีไปได้ 2 คน อยู่ระหว่างการติดตามตัว และทราบว่าในการขายรถไปมีราคาเพียง 100,000 กว่าบาท หากตนไถ่รถตามราคาที่เรียกร้องเห็นว่าสูงไป อีกทั้งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจเช่ารถในด้านอื่นๆ ด้วย รถยนต์ของตนจึงไม่ได้กลับคืนมาจนถึงทุกวันนี้

นายศิวัฒน์กล่าวว่า จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประสานขอรถยนต์ของตนกลับคืนมาด้วย เพราะรถคันนี้มารดาเป็นผู้ซื้อ และมีหนี้ที่จะต้องจ่ายค่างวดรถด้วย และอยากวิงวอนกลุ่มขายสินค้าออนไลน์ยกเลิกการนำตัวตัดสัญญาณจีพีเอสรถยนต์มาจำหน่าย เพราะทำให้ผู้ติดตั้งระบบจีพีเอสเดือดร้อน โดยคดีของตนไม่ได้เพิ่งเป็นคดีแรกแต่แก๊งลักรถดังกล่าวเคยถูกจับมาแล้ว 6 คดี เมื่อประกันตัวออกมาก็มากระทำอีก ปัจจุบันมีผู้เสียหายรวม 11 คัน มูลค่าความเสียหายเป็นเงิน 18 ล้านบาท และเป็นที่น่าสังเกตว่ารถที่ถูกขโมยเกือบทั้งหมดจะส่งออกยังจุดเดียวกัน ที่ชายแดนแม่สอดในด่านพรมแดนเดียวที่แม่ละมาด ซึ่งอยากให้มีการตรวจสอบด้วยว่าการเช่ารถไปขายประเทศเพื่อนบ้านน่าจะเป็นการทำที่เป็นรูปแบบของขบวนการทั้งในและต่างประเทศร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...