รู้จัก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล กับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย
"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หนึ่งในบุคคลแวดวงการเมืองที่น่าจับตาไม่น้อย ตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ไม่เพียงนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่ก่อตั้งขึ้นเพียง 9 ปี ยังควบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย
แต่หลังจาก 17.00 น. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ปิดหีบเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย ประชาชนคนไทยต่างจับจ้องที่ผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการของสำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งแสดงถึง "พรรคก้าวไกล" ขึ้นนำ "พรรคเพื่อไทย" มาเป็นอันดับ ทั้งคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส.รายชื่อ ท่ามกลางสูสีกับพรรคเพื่อไทย ก่อนคะแนน ส.ส.รายชื่อ จะทิ้งห่างราว 3 ล้านคะแนนเศษ และกวาดที่นั่งไปทั้งหมด 151 ที่นั่ง
"การเงินธนาคาร" จะพาไปทำความรู้จัก "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ที่ประกาศความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทยในวัย 42 ปี
"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ทิม เป็นเกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2523 เป็นลูกชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 2 คนของ นายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ นางลิลฎา ลิ้มเจริญรัตน์ รวมถึงมีศักดิ์เป็นหลานลุงของนาย ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และตามใจ ขำภโต อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย
มุมของการศึกษานั้น พิธา ได้ศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ก่อนจะไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ ในระดับปริญญาตรี ศึกษาสาขาการเงิน (ภาคภาษาอังกฤษ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หลังจากเรียนจบแล้ว พิธา เลือกจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนที่จะเรียนต่อปริญญาโท ด้วยการเข้าทำงานร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในยุครัฐบาลที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2
โดยพิธา ได้ได้สมรสกับ ต่าย ชุติมา ทีปะนาถ ในปี 2555 มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน คือ พิพิม ลิ้มเจริญรัตน์ ก่อนจะเลิกรากันหย่าร้างไปเมื่อปี 2561
หลังจากนั้นไปศึกษาต่อปริญญาโท โดยบการศึกษา 2 แห่ง ทั้งการเมืองการปกครอง สาขาการบริหารภาครัฐ ที่ John F. Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และการบริหารธุรกิจ Sloan สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ในระหว่างเรียนนั้น พิธา ควบหน้าที่บริหารธุรกิจของครอบครัวในบริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด บริษัทผู้ผลิตน้ำมันดิบจากรำข้าวรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ออยล์ฟอร์ไลฟ์
ในมุมของการทำงานด้านการเมืองนั้น การเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทย ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปในปี 2546 พิธา เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี และในปี 2555 นั่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ขณะที่ในปี 2561 พิธา ได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมัครชิกพรรคอนาคตใหม่ จากการเชิญชวนของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับที่ 4 ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งแรกที่ลงรับเลือกตั้ง
ซึ่งในครั้งนั้นได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ โดยในการอภิปรายครั้งแรกในสภา พิธาได้อภิปรายเรื่องนโยบายทางการเกษตรของรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหากระดุม 5 เม็ด ได้รับการตอบรับที่ดี ขนาดที่พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เอ่ยปากชื่นชม
ขณะที่ปี 2563 นั้นพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค พิธา พร้อมสมาชิกพรรคอนาคตใหม่เดิมอีก 54 คน จึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ คือ "พรรคก้าวไกล" โดย พิธา นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล
และในการเลือกตั้งในปี 2566 พรรคก้าวไกลเดินเครื่องหาเสียงทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องที่มาพร้อมกับนโยบายหลากหลายด้าน เช่น แก้รัฐธรรมรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทำประชามติทันที, ทลายทุนผูกขาด ปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้า รวมถึงส่งเสริม Virtual Bank เพิ่มจำนวนใบอนุญาต อย่างต่ำ 3 เท่า, เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทันที 450 บาท/วัน และปรับขึ้นทุกปี, สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อและแม่แบ่งกันลาได้, ทำงานไม่เกิน 40 ชม. ต่อสัปดาห์ ถ้าเกินต้องได้ OT, ผ้าอนามัยไม่เก็บ VAT แจกฟรีที่โรงเรียน, ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย ตัดสิทธิพิเศษนายพล, การนิรโทษกรรมคดีการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้น
การเมืองไทยที่หลายพรรคหาเสียงกันอย่างดุเดือด ต่างเฝ้ารอช่วงเวลาอของการนับคะแนนเลือกตั้ง จนกระทั่งผลการรายงานอย่างไม่เป็นทางการล่าสุดนั้น พรรคก้าวไกล ขึ้นนำเป็นอันดับ 1
เพียงไม่นาน พิธา ได้เปิดแถลงข่าวประกาศชัยชนะผลการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ด้วยเสียง ส.ส. 151 เสียง พร้อมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งระบุได้ติดต่อแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม ทั้งเพื่อไทย ประชาชาติ ไทยสร้างไทย เสรีรวมไทย เป็นธรรม รวมเป็นรัฐบาล 309 เสียง เพียงพอต่อการตั้งรัฐบาล และปิดประตูการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย