โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Pride Month ไพรด์มั้ง? หรือไพรด์ (ดี) ไหม? ว่าด้วยไทยกับการสร้าง Soft Power สีรุ้ง

The101.world

อัพเดต 26 มิ.ย. 2566 เวลา 16.15 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2566 เวลา 00.00 น. • The 101 World

“อนาคตเราไม่ควรมีควรมีใครต้อง come out อีกแล้ว เป็นเกย์ก็เป็นเกย์ไปเลย”

– เขื่อน K-OTIC

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ ต้องยอมรับว่านี่คือปีที่แสนคึกคัก ทั้งแรงส่งจากบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้เราดูมีความหวังกับแนวทางใหม่ๆ (แม้ว่าเรายังไม่รู้อนาคตจริงๆ ก็ตามที) ผมก็หวังเหมือนหลายคนว่า เราน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ ว่าที่นายกฯ ก็ออกมาพูดว่าจะทำเมืองไทยให้กลายเป็น Always Pride หรือประเทศที่โอบรับความหลากหลายของผู้คน เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ เป็นจุดหมายของ LGBTQ+ ที่อยากมาเมืองไทย ฯลฯ

ว่าแต่ในสายตาชาวโลก เราเป็นประเทศที่ดีสำหรับเกย์ กะเลย สาวสอง น้องเลสฯ อย่างนั้นจริงหรือเปล่า เราลองมาสำรวจกันหน่อย

ไทยแลนด์: แดนเปิดกว้างที่แสนซ่อนเร้น

ข้อมูลจาก LGBT Capital ทำการสำรวจประชากรกลุ่ม LGBTQ+ ไว้เมื่อปี 2014 ประมาณว่า ไทยเราน่าจะมีประชากรกลุ่มนี้ที่มีอายุเกิน 15 ปีอยู่ 5% ของประชากรทั้งหมด นั่นคือคือราว 4 ล้านคน ตัวเลขนี้เป็นการประเมินแบบหยาบๆ เท่านั้น เพราะไม่ได้มีการแยกประเภทของความหลากหลาย และเมื่อย้อนไปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ความตื่นตัวเรื่องความหลากหลายทางเพศยังไม่เท่ากับในปัจจุบัน

แต่หากไปเทียบกับข้อมูลของ Ipsos ที่เก็บข้อมูลไว้เมื่อปี 2021 เราจะเห็นความหลากหลายในการแยกแยะเก็บข้อมูลมากขึ้น โดยจากประชากร 27 ประเทศทั่วโลก ผ่านกลุ่มสำรวจ Gen Z, millennial, Gen X และ Baby Boomer พบว่า โดยเฉลี่ยทั่วโลก 80% นิยามตัวเองว่าเป็นคนรักต่างเพศ (hetrosexual) 3% บอกว่าตัวเองเป็นเกย์ เลสเบียนหรือรักร่วมเพศ 4% เป็นไบเซ็กชวล 1% เป็นคนที่ชอบเพศอะไรก็ได้ (pansexual / omnisexual) 1% เป็นพวกไม่ฝักไฝ่เซ็กส์ (asexual) 1% ตอบว่าตัวเองเป็น ‘อื่นๆ’ และ 11% ที่ไม่ต้องการไม่ระบุ หรือรู้แต่ไม่พูด – ศัพท์หลายๆ คำผมก็เพิ่งรู้จักเมื่อไม่นานมานี้เหมือนกัน

รัฐไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับฐานประชากรกลุ่มนี้ เนื่องจากความคิดของชนชั้นปกครองยังเป็นไปทางอนุรักษนิยม ไม่มีกฎหมายรองรับคนกลุ่มนี้ ฉะนั้นก็เป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นข้อมูลประชากรเชิงลึก แต่ผมคิดว่ารัฐบาลไทย อาจต้องเริ่มเปลี่ยนความคิดนี้ให้เร็วขึ้น เพราะไทยกำลังเข้าสู่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันเรามีคนอายุมากกว่า 65 ปีมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ นั่นหมายถึงอนาคตเราจะมีครัวเรือนที่ไม่มีลูกมากขึ้น ซึ่งในจำนวนนั้น จะมีประชากรกลุ่ม LGBT+ แฝงอยูด้วย แต่เราไม่มีข้อมูลของคกลุ่มนี้ว่าเศรษฐกิจของครัวเรือนคนรักเพศเดียวกันเป็นอย่างไร ค่านิยม แนวคิดในการใช้ชีวิตเป็นแบบไหน มีงานทำกันเยอะไหม อยู่คนเดียวหรือแยกกันอยู่ อยู่กันแบบครัอบครัวเดี่ยวหรือว่าครอบครัวขยาย กระจุกตัวอยู่ที่ไหน ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต หากเรารู้จริงๆ เราอาจเห็นข้อมูลชุดใหม่ที่เป็นประโยชน์กับการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

และยิ่งถ้ามองว่า ตอนนี้เราเป็นผู้ส่งออกซีรีส์วาย (boy-love series) ที่น่าจะใหญ่ทีสุดในโลกแล้ว อาจเป็นตัวสะท้อนได้ดีว่าเราต้องเร่งเครื่องอีกสักนิดเพื่อให้สังคมเติบโตปรับเปลี่ยนไปได้อย่างสอดคล้องกัน เพราะทุกวันนี้ แม้ดูเหมือนว่าเราเปิดกว้าง แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

World Bank ทำการสำรวจเรื่องโอกาสในการทำงานของคนกลุ่ม LGBT+ ไว้เมื่อปี 2014 ในกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,000 คนในไทย พบว่ากว่า 70% ถูกปฏิเสธงาน 3 ใน 4 คนโดนล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน ถูกเลือกปฎิบัติเกินครึ่งและกว่า 60% โดนห้ามหรือไม่กล้าเผยตัวเองในที่ทำงาน เพราะกลัวว่าจะกระทบกับความก้าวหน้าในบริษัท ฯลฯ แม้ว่ารายงานนี้จัดทำขึ้นเมื่อเก้าปีที่แล้ว แต่เชื่อว่าภายใต้การบริหารงานโดยรัฐที่ยังไม่ยอมรับความเท่าเทียม และอาจมองว่าไม่ใช่ปัญหา บรรยากาศของการทำงานเหล่านี้อาจไม่ได้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะในหน่วยงานราชการ ตัวแปรสำคัญจึงย้อนกลับไปที่กฎหมาย ถ้าหากปรับกฎหมายได้ ทุกอย่างที่ตามมาก็จะค่อยๆ ปลดล็อคไปทีละขั้น

หากทำได้ เมื่อดูจากทำเลที่ตั้งของไทยและ ลักษณะวัฒนธรรมของเพื่อนบ้าน เราก็มีโอกาสทางเศรษฐกิจในการเจาะกลุ่ม Pink Money ได้ไม่ยาก

แลเพื่อนบ้านสถานการณ์เป็นอย่างไร

เมื่อปี 2022 สำนักวิจัย Pew Research จัดอันดับประเทศที่เกลียดกลัวชาว LGBTQ+ พบว่า 8 ประเทศแรกที่มีการคุกคามกลุ่ม LGBTQ+ มากที่สุดในโลก 8 อันดับในจำนวนนี้ 5 ใน 8 เป็นประเทศในเอเชีย (อันดับหนึ่งคือประเทศอังกฤษ) นักประวัติศาสตร์หลายต่อหลายคนให้ความเห็นว่า ความกลัวความหลากหลายทางเพศเป็นผลมาจากการเข้ามาของลัทธล่าอาณานิคม ซึ่งนำความคิดเกลียดกลัวคนรักร่วมเพศติดมาด้วย

เมื่อคราวที่สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าอาณานิคมในเอเชีย มีการเขียนกฏหมายเพื่อเอาผิดคนข้ามเพศ คนรักร่วมเพศและการร่วมเพศกับคนเพศเดียวกัน ในประมวลกฎหมายอาญาของอินเดีย ซึ่่งบังคับใช้ในทศวรรษที่ 1860 (ที่อินเดียมีชายแต่งกายข้ามเพศที่เรียกว่า ‘ฮิจรา’) ต่อมากฎหมายนี้ถูกคัดลอกไปทั่วจักรวรรดิ ความตั้งใจก็คือ เพื่อสร้างอารยธรรมการนับถือศาสนาคริสต์และสร้างครรลองแบบยุโรป

อิทธิพลทางความคิดแบบนี้แผ่ขยายไปทั่วเอเชียและยังส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อซ้อนทับเข้ากับความเชื่อของศาสนาอิสลามที่แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนมลายู ยิ่งทำให้ที่ยืนของ LGBTQ+ น้อยลงไปอีก

เหลียวหลังแลหน้าแล้วก็จะพบว่า รอบๆ ตัวเรา ไม่ค่อยมีประเทศไหนเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศเท่าไทยอีกแล้ว เป็นโอกาสในการสร้าง Soft Power ซึ่งส่วนตัวผมเอง คิดว่าความเป็นเกย์ของเรานี่แหละที่เป็น Soft Power หนึ่งที่แข็งแรงที่สุดของประเทศ

จีน ฮ่องกง เวียดนามหรือญี่ปุ่นยังไม่เปิดกว้างมากนัก ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม สิ่งนี้คือเรื่องต้องห้าม สิงคโปร์หรือไต้หวัน เมื่อมองดูค่าครองชีพและปัจจัยหลายๆ อย่างสำหรับการใช้ชีวิตแบบคู่รักเพศเดียวกัน ไทยน่าจะเป็นคำตอบที่น่าสนใจสำหรับการใช้ชีวิตบั้นปลาย

เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเอง

หากเข้าไปดูข้อมูลในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศจากเว็บไซต์ equaldex.com เว็บไซต์ที่รวบรวม เปรียบเทียบข้อมูลเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องกฎหมาย ชีวิตความเป็นอยู่ ความเป็นมิตรของผู้คนในประเทศ โดยจัดอันดับให้เข้าใจได้ง่ายและเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ไทยได้คะแนน 52/100 ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ (50/100) สิงคโปร์ได้คะแนนเพิ่มในเรื่องให้พลเมืองเปลี่ยนคำนำหน้าได้หากได้รับการผ่าตัดแปลงเพศมาแล้วเพื่อให้ตรงกับอัตลักษณ์ ขณะที่ไทยได้คะแนนจากเรื่องการยอมรับในพื้นที่สาธารณะ การเปิดเผยตัวตนที่ทำได้มากกว่า แต่ไม่มีกฎหมายใดๆ รับรองสิทธิ

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (15/100) อินโดนีเซีย (21/100) จีน (41/100) หรือรัสเซีย (16/100) ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของไทย ได้คะแนนต่ำมาก ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีน ผมคิดว่าการขยับตัวของจีนในช่วงสามปีที่ผ่านมา ส่งแรงกระเพื่อมต่อ LGBTQ+ อย่างมาก

จีนยกเลิกว่าการรักร่วมเพศเป็นความผิดปกติทางจิตในปี 2001 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สุดของจีน แต่ชาว LGBTQ+ ในจีนต้องเผชิญทั้งการปราบปรามและลิดรอนสิทธิต่างๆ ตั้งแต่การบุกค้นและทลายย่านเกย์ในเมืองใหญ่ๆ ทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว หางโจว

ในปี 2022 งาน Shanghai Pride งาน LGBTQ+ ที่ใหญ่ที่สุดของจีนประกาศสิ้นสุดการจัดงานหลังจากดำเนินการมา 11 ปีโดยไม่มีคำอธิบาย เป็นเวลาใกล้เคียงกับกลุ่มผู้สนับสนุน LGBTQ+ ที่ทรงอิทธิพลปิดตัวลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อเดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน แอพหาคู่เกย์ Grindr ถูกลบออกจากร้านแอพสโตร์ของจีนเมื่อต้นปี 2023 ตอนนี้หลายคนกำลังเป็นห่วงหลายคนเป็นห่วงว่าความก้าวหน้าเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เคยมีอย่างมากในฮ่องกง ก็อาจเริ่มถูกริดรอนหลังจาก่จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติกับฮ่องกง ถึงตอนนี้ ก็คิดว่าคงยากที่ฮ่องกงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

ชุมชน LGBTQ+ ยังต้องเผชิญกับการปราบปรามและเซ็นเซอร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ อย่างหนักหน่วงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อจีนเริ่มมีปัญหาทางการเมืองกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นกับกลุ่ม LGBTQ+ โดยมองว่าการเป็นเกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์ หรือแม้แต่ผู้ชายที่ดูไม่สมเป็นชายเป็น ‘แนวคิดแบบตะวันตก’ บั่นทอนคุณค่าของความเป็นจีน

เห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของจีนไหมครับ?

หากว่าเราปรับตัวเองทันไหวตัวได้ทันกับกระแสโลก มีโอกาสอีกมากมายที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์ทางวัฒนธรรมของ LGBT+ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็น เช่นที่เกิดขึ้นในไต้หวัน

3 ปีก่อนไต้หวันอนุมัติร่างกฎหมายครั้งสำคัญที่รับรองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันในการแต่งงาน ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นที่แรกในเอเชียที่ออกกฎหมายให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ ข้อมูลประชากรของไต้หวันช่วงก่อนโควิด มีคู่แต่งงานเพศเดียวกันกว่า 7,200 คู่แต่งงานกันในไต้หวัน คิดเป็นประมาณ 2% ของการแต่งงาน ทำให้ธุรกิจงานแต่งงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตอย่างมาก สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานอีกว่า การที่ไต้หวันเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการยังดึงดูดความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ บริษัทหลายแห่งตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไต้หวันด้วยประเด็นนี้ก็มี

แม้ไต้หวันจะยังไม่อนุญาตให้คนไต้หวันแต่งงานกับคนต่างชาติได้ก็ตาม แต่หากไทยทำได้ก่อนทำได้จริง นั่นหมายความว่า จะมีคู่รักอีกมากมายที่อยากมาลงทุน มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ หรืออยากย้ายมาอยู่เมืองไทยก็น่าจะมีมากขึ้น และจะทำให้ประเทศไทยเป็น Always Pride ได้จริงๆ

ในบรรยากาศทางสังคมที่ยอมรับความหลากหลาย เราก็อาจได้เห็น soft power ใหม่ๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราได้มากขึ้นก็เป็นไปได้

ก็หวังว่าผมจะได้เห็นทุกอย่างที่ว่ามา ก่อนจะลาโลกไปเสียก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...