เปิดฉากเดือนมกราคม 2568 หุ้นไทยผลตอบแทนดีแค่ไหน?
The Bangkok Insight
อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 01.47 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2568 เวลา 01.41 น. • The Bangkok Insightเปิดฉากเดือนมกราคม 2568 หุ้นไทยยังไม่ตื่น ผลตอบแทนแย่เกือบที่สุดในโลก
ตลาดหุ้นไทยในปีนี้ ยังคงไม่ฟื้นคืนจากความย่ำแย่ โดยภาพรวมในเดือนมกราคม 2568 ให้ผลตอบแทนติดลบ 6.12% โดยเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 10.20%
เหตุผลเดิมๆ ที่กดดันตลาดหุ้นไทยก็คือ การมีปัจจัยลบรุมเร้าทั้งในประเทศและนอกประเทศ ประกอบด้วยนโยบายการค้าของรัฐบาลใหม่สหรัฐอเมริกา, การขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF), ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล และเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนตัว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์หลายแห่งเริ่มปรับลดประมาณการเติบโตของ SET Index บ้างแล้ว
อย่างเช่น ฝ่ายวิเคราะห์ บล. ซีจีเอส CGSI ปรับลดเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2568 ลงมาที่ 1,530 จุด จากเดิมที่ให้ไว้ระดับ 1,630 จุด จะเท่ากับ P/E 15.3 เท่าในปี 2569 หรือ -1.25SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี
โดยมองว่าตัวเลือกที่ดีในสถานการณ์นี้ คือ หุ้นในกลุ่มปลอดภัยที่น่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ และมีความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลน้อย ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มการแพทย์, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค
DELTA สร้างผลกระทบรุนแรงต่อหุ้น
หากดู Top Impact ของหุ้นในเดือนมกราคม 2568 จะพบว่า DELTA ทำราคาปรับตัวลดลง 17.38% แต่สร้างผลกระทบต่อดัชนีมากถึง -30.38% เนื่องจากมี Market Cap. ขนาดใหญ่ การเคลื่อนไหวแต่ละทีจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนมาก
แต่อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของหุ้น DELTA ในช่วงนี้ หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากความกังวลที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดรับฟังความเห็น (Hearing) แนวทางปรับปรุงการคำนวณดัชนีด้วยวิธี "จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัว" หรือ Capped Weight ให้หุ้นแต่ละตัวมีน้ำหนัก Market Cap. ไม่เกิน 10% ของดัชนี SET50 และ SET100 เพื่อลดความผันผวนของดัชนีไม่ว่าหุ้นตัวนั้นจะปรับตัวขึ้นหรือลงก็ตาม โดยจะปิดรับความคิดเห็นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568
หากมองไปที่ตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่มีการจำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวให้ไม่เกิน 10% คือ ตลาดหุ้นฮ่องกง แต่ก็มีหลายตลาดหุ้นชั้นนำของโลก ที่ไม่ได้มีข้อบังคับเช่นนี้ แต่กลับส่งเสริมความเสรีไม่ทำให้เกิดความบิดเบือน เช่น S&P500 ของอเมริกา หรือ Nikkei ของญี่ปุ่น
หุ้นที่ยังแกร่งเป็นบวกในเดือนมกราคม
ใช่ว่าหุ้นทุกตัวจะแย่เหมือนกันหมด เพราะหากเราเจาะลึกในรายละเอียดจะเห็นว่ามีหุ้นที่สร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้อยู่ และมี Impact ที่ช่วยแบกตลาดไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น
PTTEP ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.59% มีผลกระทบต่อตลาด 3.29%
SCB ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.84% มีผลกระทบต่อตลาด 2.48%
KTB ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.53% มีผลกระทบต่อตลาด 2.31%
TRUE ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.38 มีผลกระทบต่อตลาด 2.23%
TTB ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.36% มีผลกระทบต่อตลาด 1.25%
KBANK ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.88% มีผลกระทบต่อตลาด 0.89%
BBL ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.33% มีผลกระทบต่อตลาด 0.62%
BTS ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.13% มีผลกระทบต่อตลาด 0.45%
KTC ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.53% มีผลกระทบต่อตลาด 0.30%
MEDEZE ปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.86% มีผลกระทบต่อตลาด 0.21%
หมายเหตุ: อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2568
จะเห็นว่านำมาโดยหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบและความผันผวนของสงครามการค้าอย่าง PTTEP และหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น SCB TTB KBANK BBL ที่ประกาศผลประกอบการออกมาดีเกินคาดนั่นเอง
สุดท้ายสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปของตลาดหุ้นไทย คงหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก ว่าจะมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ตลอดจนท่าทีนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นหุ้นไทยกลับมารีบาวด์ได้ในระยะสั้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- คำขู่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' 2.0 ความท้าทายรอบใหม่ของการค้าโลก
- ส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง ทำสถิติสูงสุดใหม่ สั่งจับตานโยบายการค้า ‘ทรัมป์’
- 7 จุดเสี่ยงในงบดุล ที่นักลงทุนห้ามมองข้าม
ติดตามเราได้ที่