ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย 50 ปี อดีตจนถึงปัจจุบันผ่านอะไรมาบ้าง ?
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand, SET) ครบรอบ 50 ปีของการดำเนินงาน ในวันที่ 30 เมษายน 2568 ในช่วงเวลา 5 ทศวรรษ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผ่านช่วงวิกฤตสำคัญ ๆ มากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตศรัทธาที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยซบเซา
โดยวันนี้จะพาย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันแรก โดยอ้างอิงจากข้อมูลบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า จุดเริ่มต้นจากการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (ปี 2504 – 2509) เพื่อรองรับการเติบโตและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
2505 จัดตั้งตลาดหุ้นกรุงเทพ
โดยการจัดตั้งตลาดหุ้นไทยเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2505 ในรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยในปีต่อมาได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น “ตลาดหุ้นกรุงเทพ” (Bangkok Stock Exchange)
ถึงแม้ว่าจะมีพื้นฐานในการจัดตั้งที่ดี การซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นกรุงเทพก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก มูลค่าการซื้อขายมีเพียง 160 ล้านบาท ในปี 2511 และ 114 ล้านบาท ในปี 2512 การซื้อขายมีปริมาณลดลงเป็น 46 ล้านบาท ในปี 2513 และลดลงเหลือ 28 ล้านบาทในปี 2514
การซื้อขายหุ้นกู้มีมูลค่าถึง 87 ล้านบาท ในปี 2515 แต่การซื้อขายหุ้นก็ยังคงไม่เป็นที่สนใจ โดยมูลค่าการ ซื้อขายหุ้นที่ต่ำสุดมีเพียง 26 ล้านบาทเท่านั้น และในที่สุดตลาดหุ้นกรุงเทพก็ต้องปิดกิจการลง เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ตลาดหุ้นกรุงเทพไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ประกอบกับประชาชนยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ที่เพียงพอในเรื่องตลาดทุน
2510-2514 เสนอแผนการจัดตั้งตลาดทุน
ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นกรุงเทพจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่แนวความคิดเกี่ยวกับการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีระบบระเบียบและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการนั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ปี 2510 – 2514) จึงได้เสนอแผนการจัดตั้งตลาดหุ้นไทยดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรก โดยให้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกและมาตรการ สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เหมาะสม
ในปี 2512 รัฐบาลได้ทำการว่าจ้าง ศาสตราจารย์ซิดนีย์ เอ็ม รอบบิ้นส์ ศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาการเงิน จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เพื่อมาทำการศึกษาช่องทางการพัฒนาตลาดหุ้นไทย
2517 ประกาศใช้ พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในปี 2515 รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทโดยการแก้ไข “ประกาศคณะปฏิวัติ ที่ 58 เกี่ยวกับการควบคุมธุรกิจการค้าที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน” การแก้ไขดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลสามารถกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระเบียบและยุติธรรม
หลังจากนั้นในปี 2517 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์และการระดมเงินทุนในประเทศ ตามมาด้วยการแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับรายได้เพื่อให้สามารถนำเงินออมมาลงทุนในตลาดหุ้นได้ในปี 2518
2518 เปิดซื้อขายทางการครั้งแรก
รูปแบบทางกฎหมายต่าง ๆ ได้รับการปรับแก้จนลงตัว และในวันที่ 30 เมษายน 2518 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ The Securities Exchange of Thailand) ได้เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรก และได้ทำการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น “The Stock Exchange of Thailand” (SET) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534
2526 ย้ายที่ทำการมายังอาคารสินธร ถ.วิทยุ
2541 ย้ายมายังอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯคลองเตย
2559 เปิดอาคารแห่งใหม่รัชดาฯ
และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีเปิดอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแห่งใหม่ ถนน รัชดาภิเษก เขตดินแดง โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารฯ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559
“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” หนึ่งในนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นไทยมาอย่างยาวนาน และในฐานะต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ของประเทศไทย ได้เคยเขียนบทความไว้เมื่อปี 2567 โดยฉายภาพ 5 ทศวรรษตลาดหุ้นไทยในแต่ละยุคไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้จึงหยิบมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง
ทศวรรษแห่งการเรียนรู้
ดร.นิเวศน์ เล่าว่า เริ่มเปิดตลาดหุ้นไทยในวันที่ 30 เมษายน 2518 ซึ่งเป็นเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตจากเศรษฐกิจที่ยังเล็กมาก และยังเป็นประเทศที่อิงกับการเกษตรเป็นหลัก อย่างไรก็ตามด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ ฝ่ายโลกเสรีนำโดยสหรัฐอเมริกา และคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยสหภาพโซเวียตรัสเซีย ที่มีการต่อสู้และทำสงครามเย็นแย่งชิงประเทศต่าง ๆ ในโลกมาเป็นฝ่ายของตนเอง
ประเทศไทยซึ่งเป็นฝ่ายโลกเสรีก็ได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาทางด้านเศรษฐกิจและเป็นฐานในการต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ที่กำลังทำสงครามกันในประเทศเวียดนาม
หนึ่งทศวรรษก่อนปี 2518 เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูงมาก อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากการช่วยเหลือจากอเมริกาที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากความยากจน ที่มักเป็นบ่อเกิดให้คนสนใจในลัทธิสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ การใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐในประเทศไทยที่เป็นฐานทัพอากาศที่สำคัญของอเมริกาในการรบกับคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม
เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2508 ถึง 2518 GDP โตเฉลี่ยถึงปีละประมาณ 7.8% และเริ่มมีการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการ “ตลาดทุน” มาสนับสนุน และนั่นก็คือการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อการลงทุนอย่างเป็นทางการ
ตลาดหลักทรัพย์ฯเริ่มเปิดการซื้อขายหุ้นด้วยดัชนีที่ถูกกำหนดไว้ที่ 100 จุด ในวันสิ้นเดือนเมษายน 2518 ซึ่งบังเอิญตรงกับวันที่ไซ่ง่อน เมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้หรือเมืองโฮจิมินซิตี้ในปัจจุบัน “แตก” เวียดนามทั้งหมดกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ อเมริกาถอนกำลังทหารทั้งหมดกลับประเทศ ประเทศไทยได้รับการคาดหมายว่าจะต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์รายต่อไปตามทฤษฎี “โดมิโน” เพราะทั้งลาวและกัมพูชาต่างก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปทั้งหมดแล้ว
แต่โชคชะตาก็เข้าข้างประเทศไทย เพราะหลังจากเวียดนามแตก โซเวียตก็แตกกับจีน ทำให้ไทยรอดจากการยึดครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าเติบโตต่อไปอีก 10 ปี จนถึงปี 2528 ที่อัตราเฉลี่ยปีละ 6.8% ลดลงมาเพียง 1% จากทศวรรษก่อน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเริ่มต้นอย่าง “ทุลักทุเล” ดัชนีหุ้นขึ้นลงตามการ “เก็งกำไร” และการ “ปั่นหุ้น” ของนักเล่นหุ้น “ชุดแรก” ที่มองตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งเก็งกำไรหรือการพนันที่ “ถูกกฎหมาย” ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการกำกับและควบคุม ซึ่งทำให้แม้แต่การปั่นหุ้นก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย และนั่นนำมาสู่ “วิกฤตตลาดหุ้น” กรณี “ราชาเงินทุน” ในปี 2522 ซึ่งทำให้ดัชนีตกลงไปกว่า 40% ในเวลา 1 ปี และทำให้หุ้น “เหงา” ไปนานมากและคนแทบจะเลิกเล่นหุ้นไปเลย
จนถึงเดือนเมษายน ปี 2528 ครบรอบทศวรรษแรกของตลาดหุ้น ดัชนีตลาดอยู่ที่ 151 จุด หรือปรับขึ้น 51% ในเวลา 10 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 4.21% ซึ่งดูเหมือนจะเลวร้ายมากเมื่อคำนึงถึงว่าการฝากเงินกับสถาบันการเงินได้ดอกเบี้ยปีละเกือบ 10% อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนจากปันผลหรือ Dividend Yield ของบริษัทจดทะเบียนสูงมากถึงปีละประมาณ 9.28% ดังนั้น คนที่ลงทุนถือหุ้นระยะยาว 10 ปี ก็จะได้ผลตอบแทนรวมทบต้นถึงปีละ 13.5% ไม่เลวเลย
สำหรับผมแล้ว ทศวรรษแรกของตลาดหุ้นคือ “ทศวรรษแห่งการเรียนรู้”
ทศวรรษทอง “ตลาดหุ้นไทย”
ทศวรรษที่สองของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากปี 2528 – 2538 นั้น เริ่มต้นโดยที่ “ไม่มีความคาดหวัง” ดัชนีตลาดอยู่ในระดับต่ำ ค่า PE อยู่ที่ 8.55 เท่า ปันผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 8% แต่ก็ไม่มีใครสนใจที่จะเล่นหุ้น ผมเพิ่งกลับเมืองไทยจากการเรียนจบปริญญาเอกทางการเงินและการลงทุนที่สหรัฐ และตลาดหลักทรัพย์เพิ่งจะได้ผู้จัดการคนใหม่ชื่อ ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ อดีตอาจารย์นิด้าสถาบันที่ผมเรียนจบปริญญาโท
ในเวลานั้นประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ นำโดยการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและการจัดตั้งโครงการ Eastern Seaboard ที่เน้นการพัฒนาเมืองชายทะเลภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมโดยเฉพาะปิโตรเคมีและการส่งออกโดยผ่านท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบัง และที่สำคัญที่สุดก็คือการที่ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหนีค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นจากข้อตกลง Plaza Accord ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนที่ปีละ 8.93% โดยเฉลี่ยในเวลา 10 ปี
ตลาดหุ้นเฟื่องฟูมากในทศวรรษนี้ อานิสงส์สำคัญส่วนหนึ่งจากการเปิดเสรีทางการเงินที่ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้เต็มที่ ดัชนีหุ้นในเดือนเมษายนปี 2538 ขึ้นสูงถึง 1,209 จุด เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้นปีละ 23.12 ในเวลา 10 ปี ไม่รวมปันผลอีกเกือบ 3% เป็น “ทศวรรษทอง” ของตลาดหุ้นไทย และทำให้นักเล่นหุ้นจำนวนมากที่เข้ามาตลาดหุ้นต่างก็ร่ำรวยจนมีคำพูดว่า “มา (แล้ว) รวย” ตามชื่อผู้จัดการตลาดที่อยู่นานถึง 7 ปีในช่วงที่หุ้นคึกคักมาก
ผลจากทศวรรษทองนั้น ทำให้หุ้นเมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 มีราคาแพงคือมีค่า PE ที่ 20.87 เท่า และเศรษฐกิจก็ร้อนแรงเกินไปจนเป็นปัญหาเนื่องจากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเกินตัว บวกกับความผิดพลาดในการบริหารการเงินโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย ประเทศก็เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจแทบจะล้มละลาย ต้องใช้เวลาปรับโครงสร้างหลายปีกว่าที่เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้น
ทศวรรษแห่งวิกฤตเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้น
ทศวรรษที่ 3 จบลงในปี 2548 ด้วยตัวเลขการเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงมากเฉลี่ยที่ปีละ 3.55% อานิสงส์จากช่วงปีวิกฤตที่เศรษฐกิจตกต่ำลงถึง 10% ในเวลา 2 ปี แต่ตลาดหุ้นนั้นยิ่งเลวร้ายกว่า เพราะในเวลา 10 ปี ดัชนีตลาดตกลงมาจาก 1,209 เป็น 659 จุด ลดลงมาถึง 45% หรือตกลงมาเฉลี่ยทบต้นปีละ 5.89% ดังนั้น นี่คือ “ทศวรรษแห่งวิกฤตเศรษฐกิจและตลาดหุ้น”
ทศวรรษแห่งการฟื้นฟู
ทศวรรษที่ 4 เริ่มขึ้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจผ่านไปอย่างสมบูรณ์ ธุรกิจ “รุ่นใหม่” เติบโตขึ้นแทนรุ่นเก่าที่ล้มหายตายจากไป เช่นเดียวกับนักลงทุน “รุ่นใหม่” ที่ปรากฏตัวขึ้นแทนนักเล่นหุ้นรุ่นเก่าที่ล้มหายตายจากไปจากวิกฤตตลาดหุ้น และนี่ก็คือ กลุ่มนักลงทุนที่เป็นคนชั้นกลางกินเงินเดือนที่มีการศึกษาดีที่เริ่มหันมาเก็บออมเงินและลงทุนเพื่อการเกษียณและเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งลงทุนที่ดีมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะถ้ารู้ว่าหุ้นตัวนั้นเป็นธุรกิจที่ดี เติบโตเร็วและยาวนาน แต่มีราคาหุ้นที่ถูกมาก
จุดกำเนิดนักลงทุนวีไอ
พวกเขารวมตัวกันเรียนรู้และศึกษาวิเคราะห์หุ้นก่อนลงทุนโดยอิงกับพื้นฐานทางธุรกิจ และเรียกตนเองว่า Value Investor หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ไม่มีใครเรียกว่า “เล่นหุ้น” อีกต่อไป
ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้เติบโตเร็ว อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากวิกฤตซับไพรมของอเมริกาในปี 2551 และวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เศรษฐกิจในช่วงทศวรรษนี้เติบโตเพียงปีละ 3.48% โดยเฉลี่ย ต่ำยิ่งกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหุ้นกลับเติบโตดีและปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,527 จุด ในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้น 131.7% คิดเป็นปีละ 8.8% แบบทบต้น ซึ่งถ้ารวมปันผลก็ให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 11.6% ต่อปีในช่วงเวลา 10 ปี
เรียกได้ว่านี่คือทศวรรษแห่งการฟื้นฟูและปรับปรุงตลาดหุ้นให้มีมาตรฐานทั้งในด้านของการพัฒนาและกำกับเพื่อให้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพรวมถึงการพัฒนาในด้านของนักลงทุนที่กลายเป็นนักลงทุน “มืออาชีพ” ที่เน้นการวิเคราะห์หุ้นอย่างมีเหตุผล ผมเองอยากจะเรียกว่าเป็นยุค “Renaissance” หรือ “ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง” ในด้านต่าง ๆ
ทศวรรษที่หายไป
ทศวรรษสุดท้ายเริ่มตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 9 ปีแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางโครงสร้างรุนแรงนั่นก็คือ คนไทยเริ่มแก่ตัวลงกลายเป็นประเทศผู้สูงอายุและคนเกิดน้อยลงมากเกือบจะที่สุดในเอเชีย
นอกจากนั้น ระบบการปกครองก็ “ล้าหลัง” เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านและประเทศที่มีระดับความมั่งคั่งใกล้เคียงกันอานิสงส์จากการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2557 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงมากเหลือเพียงเฉลี่ยปีละประมาณ 1.92% ในช่วง 9 ปี ดัชนีตลาดหุ้นเองที่เริ่มต้นทศวรรษที่มีค่า PE ประมาณ 20.9 เท่า ก็ไม่เอื้ออำนวยซึ่งทำให้หุ้นในระยะเวลา 9 ปี ไม่ได้ไปไหน และลดลงเหลือ 1,359.9 จุด ในวันที่ 26 เมษายน 2567 หรือลดลง 10.9% ในเวลาประมาณ 9 ปี หรือลดลงปีละ 1.28% โดยเฉลี่ย
เรียกได้ว่าทศวรรษที่ 5 ของตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะเป็น “Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป” ถ้าปีหน้าตลาดหุ้นก็ยังคงเป็นแบบเดิมแบบที่เป็นมาแล้ว 9 ปี
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้เคยรวบรวมการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าเคยผ่านวิกฤตอะไรมาบ้างดังนี้
ปี 2530 Black Monday
Black Monday หรือ “วันจันทร์ทมิฬ” เป็นวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นทั่วทั้งโลก และส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤตในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากในขณะนั้นตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงขาขึ้น ดัชนีดาวน์โจนส์ (DJIA) ปรับตัวสูงขึ้นถึง 43% ภายในปี 2530 และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 2,746.65 จุด ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกว่าจะเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ และยิ่งเพิ่มความกังวลมากขึ้นเมื่อรัฐบาลกลางสหรัฐเปิดเผยการขาดดุลทางการค้า และปัญหาค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่น และต้องการการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน โดยการขาย short index future เพื่อจำกัดการขาดทุนของพอร์ตในกรณีที่ราคาตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งในขณะนั้น Index Future ยังถือว่าเป็นสินค้าใหม่ในตลาด ทำให้ประสบปัญหาสภาพคล่อง และอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตในครั้งนั้นเกิดจากระบบ Program Trading ซึ่งเป็นระบบส่งคำสั่งซื้อขายแบบอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์ ที่ตลาดหุ้นสหรัฐได้นำระบบนี้เข้ามาช่วยในการซื้อขาย
โดยในวันที่ 19 ตุลาคม 2530 จู่ ๆ ระบบ Program Trading ก็ได้ส่งคำสั่งขายหุ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ นักลงทุนที่หวั่นวิตกกับสภาพการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้นอยู่แล้ว ยิ่งทวีความตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีกจากการที่ราคาหุ้นลดต่ำลง ทำให้เกิดการเทขายหุ้น จนดัชนีดาวน์โจนส์ลดลงไปถึง 508.32 จุด หรือคิดเป็น 22.6% ลงมาปิดตลาดที่ระดับ 1,738.74 จุด และส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นไทย ดัชนีลดลงถึง 215.04 จุด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน
ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ดัชนีจาก 1,780 จุด ลงมาเหลือ 200 กว่าจุด
หากพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย เชื่อว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่เกือบทุกคนจะต้องนึกถึง เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 จากการที่รัฐบาลเปิดเสรีทางการเงิน เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อมาปล่อยกู้ในประเทศ
เนื่องจากขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในไทย ทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น ประกอบกับขณะนั้นสถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ง่ายจนเกิดการเก็งกำไรโดยกู้เงินนำมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ เมื่อคนหันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ราคาของอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นเกินมูลค่าที่แท้จริง นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่ง คือโดนโจมตีค่าเงินบาท จากนักเก็งกำไรนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในประเทศไทย และนำเงินดอลลาร์ที่ได้ไปแลกเป็นเงินบาทในตลาดต่างประเทศ เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้เพื่อปกป้องค่าเงินบาทจนเงินทุนสำรองลดน้อยลง สุดท้ายแล้วต้านทานไม่ไหว ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
ปี 2549 มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท
วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อป้องกันนักลงทุนระยะสั้นที่จะเข้ามาเก็งกำไรจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ต้องกันเงินสำรองเงินตราต่างประเทศไว้จำนวน 30% ของเงินตราต่างประเทศที่นำเข้ามาแลกเป็นเงินบาท โดยจะต้องกันไว้เป็นระยะเวลา 1 ปี หากจะนำเงินคืนก่อนกำหนดจะได้รับเงินคืนเพียง 2 ใน 3 ของจำนวนเงินที่กันสำรองไว้
จากมาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นตระหนกกับนักลงทุนต่างชาติที่จะนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้หลังจากที่ตลาดหุ้นเปิดทำการที่ระดับ 721.85 จุด ก็เกิดแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติทำให้ดัชนีตลาดปรับตัวลดลงกว่า 100 จุด ซึ่งเป็นการลดลงเกินกว่า 10% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องพักทำการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ตามมาตรการ Circuit breaker และกลับมาทำการซื้อขายต่อตามปกติ
ปี 2551 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) หรือ วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis)
เมื่อพูดถึงวิกฤตนี้ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน คงจำกันได้ แต่อาจไม่อินมากเท่าไร เพราะไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยเราโดยตรง จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเศรษฐกิจขณะนั้นอยู่ในช่วงถดถอย ทางรัฐบาลจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเป็นการปล่อยกู้ง่าย ๆ ลูกหนี้มีรายได้น้อย ไม่มีคุณภาพ หรือมีแนวโน้มที่จะไม่จ่ายชำระหนี้คืน ก็สามารถกู้ได้
พอทุกคนเห็นแบบนี้ว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ผลที่ตามมาก็คือ ประชาชนในสหรัฐเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอย การลงทุนเพิ่มมากขึ้น และมีกลุ่มคนบางกลุ่มมีความต้องการที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด เพื่อเก็งกำไร จากอัตราดอกเบี้ยลดลง พออุปสงค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ราคาบ้าน ที่ดิน ราคาสูงมากเกินความเป็นจริง ประชาชนในประเทศจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เกิดภาวะข้าวของแพงจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ
ทำให้รัฐบาลอยู่นิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องออกมาชะลอความร้อนแรงของภาวะเงินเฟ้อด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในมุมมองทางทฤษฎี หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะจูงใจให้คนชะลอการใช้จ่ายลง ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งหวบอย่างรวดเร็ว ลูกหนี้ที่กู้เงินไป ก้ไม่สามารถจ่ายชำระหนี้คืนได้ กลายเป็นหนี้สูญ จนสถาบันการเงินขาดสภาพคล่องและปิดตัวลงในที่สุด
ปี 2554 มหาอุทกภัย
ปลายปี 2554 ประเทศไทยต้องประสบกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง โดยภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนั้นส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากน้ำได้เข้าท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รวมถึงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทยอย่างกรุงเทพมหานคร กระทบกับภาคการผลิตหลายแห่งต้องหยุดการผลิต ธุรกิจต้องหยุดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบกับพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยอีกด้วย จากมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัว ดัชนีตลาดลดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 855.45 จุด ในเดือนตุลาคม 2554
ปี 2555 Grexit ปัญหาหนี้กรีซ
เกิดจากการที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จนรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ส่งผลให้เกิดการขาดดุลของรัฐบาล และรายจ่ายส่วนใหญ่ถูกใช้จ่ายไปกับ เงินเดือนราชการ, ค่าใช้จ่ายบำนาญ, สวัสดิการคนตกงาน, จัดซื้ออาวุธทางการทหารที่เกินตัว พอขาดดุลเรื่อยๆก็เกิดการกู้ จนมีหนี้ และรัฐบาลไม่มีเงินพอชำระหนี้ได้
จนกระทั่งกรีซได้รับข้อเสนอจาก ECB และ IMF ให้ดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด “ตัดรายจ่าย เพิ่มการเก็บภาษี” เพื่อให้มีเงินเพียงพอเหลือชำระหนี้ โดยประเทศกรีซได้มีการลงมติว่าจะรับเงื่อนไขมาตรการรัดเข็มขัดนี้หรือไม่ ? แต่สุดท้ายแล้วประเทศกรีซก็ยังคงอยู่ใน EU ต่อไป โดยสิ้นสุดการเจรจากันเพื่อขอผ่อนผันเงื่อนไขดังกล่าว
ปี 2558 เหตุการก่อการร้าย
เกิดขึ้นในประเทศไทย จากเหตุบ้านการเมือง เชื่อว่าทุกคนยังคงจำได้ถึงเหตุการณ์วางระเบิดที่ราชประสงค์ 2-3 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ดัชนีดิ่ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทันที นักลงทุนเกิดความหวาดกลัว แห่กันเทขายหุ้น กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และ สายการบิน
ปี 2559 Brexit “อังกฤษออกจาก EU”
UK Votes to “LEAVE” The EU 51.9% “OUT” ด้วยคะแนนเสียง 17,410,742 คะแนน 48.1% “IN” ด้วยคะแนนเสียง 16,141,241 คะแนน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำประชามติครั้งนี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน คือ 1. อังกฤษไม่ต้องการรับความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจร่วมกับประเทศอื่นๆ ใน EU 2. ทางอังกฤษมองว่า ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) คนใหม่ มีความสามารถและวิสัยทัศน์ไม่ตรงกับที่อังกฤษต้องการ
3. อังกฤษไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การโยกย้ายแรงงานอิสระ (เพราะต้องใช้เงินภาษีจำนวนมากในการดูแลด้านสวัสดิการแก่แรงงานต่างถิ่น) และการที่อังกฤษออกจาก EU นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียดังนี้
ข้อดี การค้ามีความเสรีขึ้น, สามารถควบคุมแรงงานต่างถิ่นได้, มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น ส่วนข้อเสีย กระทบกับการส่งออก, ภาพลักษณ์และอิทธิพลของรัฐบาลอังกฤษ, ค่าเงิน GBP อ่อนค่า เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์
และปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตโควิด ตามมาความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย และผลกระทบสงครามการค้า 1.0 และสงครามการค้า 2.0 ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย 50 ปี อดีตจนถึงปัจจุบันผ่านอะไรมาบ้าง ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net