โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง 5 วันพุ่ง 2.4% แรงสุดในเอเชีย หนุนกลุ่มนำเข้า-หุ้นมีหนี้ต่างประเทศ กูรูแนะจับตาดอกเบี้ย-ภาษีสหรัฐฯ

Wealthy Thai

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 22.43 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 07.58 น.

ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยปรับขึ้นกว่า 2.4% ภายใน 5 วันทำการ ซึ่งถือเป็นระดับการแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆ นับเป็น Sentiment เชิงบวกกับกลุ่มผู้นำเข้าและผู้ที่มีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ
ล่าสุดวันนี้ (7 พ.ค. 68) ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.642 /ดอลลาร์ ฟากนักวิเคราะห์ประเมินสัปดาห์นี้ (6-9 พ.ค. 68) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.30 บาท/ดอลลาร์
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4% ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา ถือว่า Outperform เมื่อเทียบกับภูมิภาคเอเชียที่แข็งค่าเฉลี่ย 0.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเงินบาทที่แข็งค่ามักเป็น Sentiment เชิงบวกกับกลุ่มผู้นำเข้า และผู้ที่มีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ เช่น
โรงไฟฟ้า BGRIM, GPSC, GULF, บรรจุภัณฑ์ SCGP, เครื่องดื่ม OSP, กลุ่มหุ้นกลาง-เล็กที่ได้ประโยชน์จากต้นทุน วัตถุดิบอ่อนตัวลง เช่น TOA, ADB แต่จะเป็น Sentiment เชิงลบกับกลุ่มท่องเที่ยว และ ส่งออก (ชินส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ส่วนกลุ่มส่งออกอาหาร กระทบน้อยเพราะเป็นสินค้าจำเป็น)
ส่วนแนวโน้ม Fund Flow เรามองเป็นกลาง เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่เอื้อให้ Flow ไหลเข้า ขณะที่ภาพรวมการลงทุนทั่วโลก ยังต้องรอความชัดเจนในการประชุม FOMC และความคืบหน้าในการเจรจาภาษีการค้าของสหรัฐฯ
ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ รวมถึงปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ติดตามกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.30 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 33.07 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 33.07-33.77 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเยน
แม้ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯไตรมาส 1/68 หดตัว 0.3% ซึ่งเป็นการลดลงรายไตรมาสครั้งแรกในรอบ 3 ปี เนื่องจากการนําเข้าพุ่งสูงขึ้นก่อนการปรับขึ้นภาษีศุลกากรและธุรกิจต่างๆสะสมสินค้าคงคลัง ทางด้านเงินเยนอ่อนค่าลงหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% และปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจโดยส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้นสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป
โดยภาพรวมคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25-4.50% หลังการประชุมวันที่ 5-6 พ.ค. ผู้ร่วมตลาดจะติดตามสัญญาณว่าเฟดกําลังพิจารณากลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมิ.ย.หรือไม่ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเมษายนยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูงอาจทําให้เฟดหลีกเลี่ยงที่จะแสดงท่าทีชัดเจน และเฟดอาจเน้นย้ำว่าต้องพึ่งพาข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบายการค้า ขณะที่การตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะได้รับการวิจารณ์จากประธานาธิบดีทรัมป์มากขึ้น
นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะลดดอกเบี้ยลง 25bps เป็น 4.25% ในวันที่ 8 พฤษภาคม ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบีโอเจที่ช้าลงอาจถ่วงค่าเงินเยนเพียงช่วงสั้น โดยเรามองว่าหากเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างญี่ปุ่นกับต่างประเทศจะแคบลงและยังคงหนุนค่าเงินเยนในกลางถึงระยะยาว
สำหรับปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงและเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลกและภาคท่องเที่ยว โดยสงครามการค้าจะเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 68
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังสูงมาก ขณะที่ฉากทัศน์ที่การเจรจาการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯใกล้เคียงกับปัจจุบันอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตราว 2% เราประเมินว่าการปรับโทนอย่างมีนัยสำคัญของกนง. อาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...