โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจคลังสินค้าโตแรง! เพราะคนไทยช้อปออนไลน์ไม่มีแผ่ว

TODAY Bizview

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 03.20 น. • workpointTODAY

ธุรกิจคลังสินค้าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของ E-commerce การลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์ธุรกิจคลังสินค้านี้มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจคลังสินค้ามีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าในช่วงปี 2021-2023 ธุรกิจคลังสินค้าของไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องทำให้พื้นที่คลังสินค้าของไทยที่มีสัญญาเช่าขยายตัวราว 5.2% CAGR มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1.ตลาด E-commerce ที่เติบโตสูงถึง 23% CAGR ในช่วงปี 2021-2023 เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังนิยมซื้อสินค้าบนช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อคนซื้อของออนไลน์มากขึ้น ก็จะมีการจัดเก็บและขนส่งสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย

2.การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนและการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยที่ช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค

3.การฟื้นตัวของปริมาณการค้าโลกที่หนุนให้การนำเข้า/ส่งออกของไทยเติบโต

ขณะที่อุปทานพื้นที่เช่าคลังสินค้าก็ขยายตัวสูงราว 7.2% CAGR เนื่องจากผู้ให้บริการคลังสินค้าเห็นแนวโน้มความต้องการพื้นที่เช่าคลังสินค้าที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

เนื่องมาจากการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศ ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่ามูลค่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนขยายตัวจากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2016-2019 จาก 5.8 แสนล้านบาท มาเป็น 6.1 แสนล้านบาทในปี 2022 และเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.5 แสนล้านบาทในปี 2023

ที่สำคัญมากกว่า 50% เป็นโครงการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน สิงคโปร์ และสหรัฐฯ โดยอุตสาหกรรมหลักที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้แก่ 1) กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2) กลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร และ 3) กลุ่มยานยนต์

ส่งผลให้ภาพรวมความต้องการพื้นที่เช่าคลังสินค้าในปี 2024 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องราว 6.1% (YOY) มาอยู่ที่ 4.36 ล้านตารางเมตร และในปี 2025 ปริมาณพื้นที่คลังสินค้าที่มีสัญญาเช่าคาดว่าจะขยายตัวราว 9.3% (YOY) อยู่ที่ 4.76 ล้านตารางเมตร

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจคลังสินค้ายังคงเติบโตได้ดีในปี 2025 มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

– ความต้องการพื้นที่จัดเก็บสินค้าในภาคการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ

– การเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวส่งผลต่อเนื่องให้ภาพรวมการค้าไทยทั้งการนำเข้าและส่งออกเติบโตโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก

– ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยที่เติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 38.8 ล้านคน

– มูลค่าตลาด E-commerce ที่ยังคงมีทิศทางเติบโตราว 7.0% (YOY) ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผู้ให้บริการคลังสินค้ามากขึ้น

ถ้ามาดูธุรกิจนี้ในประเทศไทย สำหรับผู้ให้บริการคลังสินค้าที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปัจจุบันสามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย

ผู้ให้บริการที่อยู่ในกลุ่ม ‘นิคมอุตสาหกรรม’ ได้แก่ WHA, FPT และ WIN ซึ่งเน้นการให้บริการพื้นที่จัดเก็บและบริหารจัดการสินค้าภายในคลังสินค้า โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคม/เขต/สวนอุตสาหกรรม ในปี 2024 มีกำไรสุทธิรวมกันราว 5,828 ล้านบาท

ผู้ให้บริการในกลุ่ม ‘โลจิสติกส์’ ได้แก่ SINO, SJWD, KWC, WICE, III, LEO และ MPJ ที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรทั้งการจัดเก็บและบริหารจัดการสินค้าภายในคลัง รวมถึงบริการขนส่ง และบริการอื่นๆ ด้วย เช่น การบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ในปี 2024 มีกำไรสุทธิรวมกันอยู่ที่ 1,987 ล้านบาท

แน่นอนว่าธุรกิจคลังสินค้าในไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจาก E-commerce เพราะคนไทยชอบซื้อของออนไลน์ และการขยายตัวของอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ และให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของธุรกิจนี้ รวมถึงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...