ปตท. สะกิดรัฐปรับกรอบกฎหมายเอื้อลงทุน CCS คาดเริ่มกักเก็บได้ปี 2578
The Bangkok Insight
อัพเดต 16 มี.ค. 2568 เวลา 18.39 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2568 เวลา 18.32 น. • The Bangkok Insightปตท. สะกิดรัฐปรับกรอบกฎหมายเอื้อลงทุน CCS คาดเริ่มกักเก็บได้ปี 2578 ตั้งเป้ากักเก็บประมาณ 10 ล้านตันต่อปี
นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของ "ปตท." คือ "แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย" และ "เติบโตในระดับโลก" อย่างยั่งยืน ดังนั้น กุญแจสำคัญคือ ความยั่งยืน ปตท.จึงต้องเดินหน้าทำธุรกิจคู่กับเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการเดินหน้าที่เหมาะสมระหว่างเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเติบโตและดูแลธุรกิจเกี่ยวกับคาร์บอน ที่ต้องอยู่กับพลังงานฟอสซิลในปริมาณมาก และยังมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
ดังนั้น เพื่อสร้างความสมดุลของนโยบาย ESG จะต้องลดและรักษาสิ่งแวดล้อมโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบัน ปตท.กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไว้เร็วกว่าที่ประเทศได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ ปตท.มีกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน ดังนี้
- ธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ Climate-Reilience Business โดยการปรับ portfolio ลดปริมาณการใช้ฟอสซิล ในเวลาที่เหมาะสมและบริหารจัดการด้านต้นทุน พร้อมเพิ่มปริมาณพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ผ่านกลุ่มบริษัทต่างๆ ของ ปตท.
- ธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องคาร์บอน Carbon Conscious Business ผ่านบริษัทในกลุ่ม ปตท. รวมถึงผนึกพันธมิตรธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีในการลดคาร์บอน เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าให้เป็น Green Energy
- การร่วมมือ การสร้างสรรค์ เพื่อทุกคน Coalition, Co-creation & collective Efforts for All ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้กลุ่ม ปตท. ไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงการ การดักจับ และการจัดเก็บคาร์บอน (CCS) และการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นส่วนผสมในกลุ่มอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) สัดส่วน 5% รวมถึงการปลูกป่า เป็นต้น
สำหรับโครงการ CCS ที่จะดำเนินการทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่การค้นหาเทคโนโลยีที่จะกักเก็บคาร์บอน ซึ่งกลุ่ม ปตท. ปล่อยคาร์บอนประมาณ 50 ล้านตันต่อปี เบื้องต้นตั้งเป้ากักเก็บประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ส่วนในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นหลังปี 2035 หรือหลังปี 2578 และนอกจากการกักเก็บคาร์บอนของกลุ่ม ปตท. แล้ว ยังมีแผนบริหารจัดการคาร์บอนให้กับพาร์ทเนอร์ด้วย
"ส่วนโครงการไฮโดรเจนเพื่อภาคอุตสาหกรรม อาจจะต้องรอต่อไปอีกสักระยะ เนื่องจากไฮโดรเจนยังมีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติ 4-5 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตราคาไฮโดรเจนจะต่ำลง เมื่อราคาต่ำลงจนใกล้เคียงกับก๊าซธรรมชาติ จึงจะมีความคุ้มค่าในการลงทุน" นายรัฐกร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นที่ไฮโดรเจนยังราคาสูง สิ่งที่ทำได้ การนำไฮโดรเจนเข้ามาผสมกับ Natural Gas 5% ตามแผน PDP ซึ่งมองว่าการส่งมาจากอินเดียจะคุ้มกว่า โดยจะนำเข้ามาในรูปของแอมโมเนีย โดย PTT trading การนำเข้ามาในรูปแบบแอมโมเนีย สามารถนำไปบริหารจัดการที่โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจน ดังนั้น จะมี 2 รูปแบบ คือ การส่งแอมโมเนียไปที่โรงไฟฟ้าถ่านหินโดยตรง หรือนำเข้าแอมโมเนียมาเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนและส่งไปให้โรงไฟฟ้า ซึ่ง ปตท. อยู่ระหว่างศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ ซึ่งการเนินการดังกล่าวจะหนุนให้ไทยเป็น International Gas
ทั้งนี้ CCS และ ไฮโดรเจน เป็นหนทางหนุนให้กลุ่ม ปตท. และประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกันก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อเปิดทางให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดข้อกฎหมาย เช่น การดำเนินการเรื่อง CCS ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายอนุญาตให้ทำการสำรวจพื้นที่ใต้ทะเล ดังนั้น จึงจะต้องออกกฎระเบียบให้ชัดเจน รวมถึงงบประมาณสนับสนุน เพื่อให้เอกชนได้เดินหน้าศึกษาและลงทุน
"จากนั้นเมื่อดูโมเดลเสร็จ จึงสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ได้มีการหารือทั้งกระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้างแล้ว นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ควบคู่ไปด้วย" นายรัฐกร กล่าว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ปตท. เดินหน้าศึกษาแผนลงทุนธุรกิจ ‘ไฮโดรเจน’ พร้อมปรับเป้าหมาย Net Zero
- ‘ปตท.-กองทัพอากาศ’ ติดตั้ง ‘โซลาร์ทุ่นลอยน้ำ’ ผลิตไฟฟ้า หนุนเติบโตยั่งยืน
- กลุ่ม ปตท. ผนึกพันธมิตรนำเข้าอีเทน เสริมศักยภาพธุรกิจปิโตรเคมี สร้างความมั่นคง
ติดตามเราได้ที่