โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เวนิสตะวันตก เมืองตะวันออกในโลกตะวันตก (ต่อ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2567 เวลา 02.13 น.

บทความพิเศษ | ยุกติ มุกดาวิจิตร

เวนิสตะวันตก

เมืองตะวันออกในโลกตะวันตก (ต่อ)

เท่าที่ได้อ่านประวัติศาสตร์อิตาลีมา คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า เวนิสเป็นศูนย์กลางอำนาจแทบจะแห่งเดียวในอิตาลีที่สืบทอดความเป็นรัฐอิสระ คงความเป็นมหาอำนาจการค้าทางไกล และความเป็นเอกเทศทางการเมืองการปกครองมาได้ยาวนานนับพันปี

นอกจากกรุงโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจต่อเนื่องมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึง ค.ศ.ที่ 400 แล้ว ก็ดูจะไม่มีศูนย์กลางอำนาจอื่นใดในอิตาลีอีกแล้วที่สืบทอดความเป็นอิสระมาอย่างต่อเนื่องยืนยาวได้เท่าเวนิส

แม้แต่ฟลอเรนส์ มิลาน เจนัว ซิซิลี และเนเปิลส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางที่ต่างก็มีประวัติศาสตร์เฉพาะตนมายาวนาน ก็ยังเกิดและดับในระยะเวลาที่สั้นกว่าเวนิส

เป็นรู้กันดีว่า การเติบโตจนกลายเป็นอาณาจักรย่อมๆ ของเวนิสนั้นเกิดจากการเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้ากับไบแซนเทียม (Byzantium) เวนิสค้าขายกับโลกตะวันออกด้วยการรับรองของไบแซนเทียม และกลายเป็นจุดเชื่อมต่อส่งผ่านสินค้าระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก

ดังนั้น การที่จะรู้จักเวนิสให้มากขึ้น จึงควรทวนย้อนกลับไปยังจักรวรรดิโรมัน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ 30 ปีก่อนคริสตกาล

จักรวรรดิโรมันเกิดจากการก่อตัวเป็นราชอาณาจักรโรมัน (Roman Kingdom) ที่กรุงโรม ภายหลังระบอบกษัตริย์หมดอำนาจไป กลายเป็นสาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) ที่ช่วงชิงอำนาจกันระหว่างจอมทัพยุคต่างๆ โรมันก็ค่อยๆ ขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วยุโรปจนถึงเกาะอังกฤษ ยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันออก รวมทั้งแอฟริกาตอนเหนือ และเอเชียกลางในยุคต่อๆ มา จนเกิดเป็นจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ที่มีอำนาจเหนือพื้นที่กว้างขวางเสียจนในที่สุดก็ยากที่จะคงเอกภาพและรวมศูนย์อำนาจไว้ได้

เมื่อถึงยุคของจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine, มีชีวิตใน ค.ศ.272-337) ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวรรดิ ในปี ค.ศ.330 คอนสแตนตินจึงย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดิไปยังคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople นั่นคือตั้งชื่อตามชื่อเขาเอง ปัจจุบันคืออิสตันบูล) เพื่อเป็นแกนกลางยึดโยงอำนาจทั้งทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก

นั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่ออนาคตของจักรวรรดิโรมันทั้งในทางศาสนา วัฒนธรรม และการเมือง

เดิมทีนั้น บรรดาจักรพรรดิโรมันต่างก็ตั้งข้อรังเกียจต่อคริสต์ศาสนา พวกโรมันระแวงว่าพระเยซูและสาวกจะเป็นฐานอำนาจในการต่อต้านอำนาจรัฐ มีตำนานการกีดกันคริสต์ศาสนาของจักรวรรดิโรมันที่แม้เพียงเมื่อมีข่าวว่าพระเยซูประสูติ จักรพรรดิโรมันก็สั่งทหารไปเที่ยวสังหารเด็กทารกโดยไม่เลือกหน้าว่าใครเป็นใคร

จนเมื่อพระเยซูมีอิทธิพลทางจิตวิญญาณต่อผู้คนในจักรวรรดิโรมันมากยิ่งขึ้น จักรพรรดิโรมันจึงจับพระเยซูไปประหารด้วยการตรึงกางเขน จากข้อหาเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ

แต่หลังจากนั้นจักรวรรดิโรมันก็ปล่อยให้คริสต์ศาสนาเป็นหนึ่งในความเชื่อต่างๆ อันหลากหลายของชาวโรมัน หากแต่ศาสนาคริสต์ก็ยังคงมีสถานะที่ต่ำต้อยกว่าลัทธิความเชื่ออื่นๆ

หากแต่เมื่อถึงยุคของจักรพรรดิคอนสแตนติน อาณาจักรโรมันทั้งหมดกลายเป็นฐานกำลังสำคัญของคริสต์ศาสนา เมื่อคอนสแตนติน ที่เดิมนับถือเทพเจ้า กลับเปลี่ยนมายอมรับคริสต์ศาสนา จนถึงกับสถาปนาเป็นศาสนาแห่งจักรวรรดิ

เหตุการณ์นี้เล่ากันว่า เกิดขึ้นหลังจากที่คอนสแตนตินมีชัยชนะในการต่อสู้กับแม็กเซนติอุส (Maxentius) ณ สมรภูมิสะพานมิลเวียน (Milvian Bridge) ทางตอนเหนือของกรุงโรมในปี ค.ศ.312 เพื่อช่วงชิงอำนาจเหนือจักรวรรดิโรมัน ในระหว่างการศึกนั้น คอนสแตนตินมีนิมิตเห็นสัญลักษณ์คริสต์ศาสนาปรากฏขึ้นโดยนัยที่ว่า หากเขายกย่องคริสต์ศาสนาแล้ว ก็จะได้ชัยชนะมาในที่สุด

คอนสแตนตินจึงหันมาเชิดชูคริสต์ศาสนา สุดท้ายแล้วเขาก็ได้รับชัยชนะ ประกาศให้คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี มีข้อถกเถียงมากมายว่าคอนสแตนตินเองยอมรับคริสต์ศาสนาจนถึงกับที่เขาจะเข้ารีตศาสนาคริสต์หรือไม่

ไม่มีหลักฐานว่าเขาได้เข้าพิธีรับศีล ในขณะที่ในสมัยนั้น ลัทธินอกคริสต์ศาสนาอื่นๆ (paganism ซึ่งความหมายดั้งเดิมคือ ลัทธิของพวกชาวนา) ที่นับถือเทพเจ้าของกรีกและโรมัน ก็ยังคงมีบทบาทไม่น้อย

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ หลังจากที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้นักประวัติศาสตร์ศิลป์ในปัจจุบันสามารถขึ้นไปไล่เรียงดูรูปสลักบนประตูชัยแห่งคอนสแตนตินที่กรุงโรม ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่คอนสแตนตินสร้างเพื่อสดุดีชัยชนะครั้งนั้น อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นได้แล้ว นักประวัติศาสตร์ศิลป์กลับไม่พบสัญลักษณ์คริสต์ศาสนาปรากฏบนประตูชัยเลย

ไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากที่คอนสแตนตินย้ายศูนย์อำนาจจักรวรรดิโรมันทั้งหมดไปยังคอนสแตนติโนเปิลแล้ว อาณาจักรโรมันทั้งหมดจึงถูกแบ่งอำนาจปกครองเป็น 2 ส่วน ได้แก่

จักรวรรดิโรมันตะวันตก ที่เดิมมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวง (จนถึง ค.ศ.402) แต่เพื่อเลี่ยงการรุกรานกรุงโรมจากชนเผ่าจากนอกจักรวรรดิ จึงย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงราเวนนา (Ravenna) ริมฝั่งทะเลแอดเดรียติก (ตั้งอยู่ใต้เวนิสลงมาพอสมควร) จนโรมันตะวันตกล่มสลายไปในคริสต์ศตวรรษที่ 500

ส่วน จักรวรรดิโรมันตะวันออก มีคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองหลวง หรือที่ถูกเรียกขานในอีกนามหนึ่งว่า ไบแซนเทียม หรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) ตามนามเดิมของกรุงคอนสแตนติโนเปิลตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ เมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มลง จึงเหลือแต่อำนาจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่มีอำนาจทัดเทียมจักรวรรดิโรมันเดิม

สาธารณรัฐเวนิสนั้นเกิดขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ และตั้งอยู่บนพื้นที่ตรงกลางของจักรวรรดิโรมันทั้งสอง

ใต้ภาพ

1-ส่วนขยายของภาพฝาผนังคอนสแตนตินเห็นนิมิต ผลงานราฟาเอลและคณะ ค.ศ.1520-1524

2-ภาพประตูชัยเฉลิมฉลองชัยชนะของคนสแตนติน ที่กรุงโรม

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เวนิสตะวันตก เมืองตะวันออกในโลกตะวันตก (ต่อ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...