โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.40 น. • อิงชา
แย่แล้ว! นี่ข้ากำลังจะคลอดจากท้องใครละเนี่ย เทพอย่างข้าต้องผจญทุกข์ตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ ใครก็ได้?! ช่วยข้าที!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ตัวข้านั้นคือบุตรของเทพซุนหงอคงกับเทพธิดาเหมันต์ อุตส่าห์บำเพ็ญตบะจนสำเร็จเป็นเซียนในเวลาแค่สามพันปีจึงมีโอกาสเข้าร่วมงานเทศกาลดอกท้อบนสวรรค์ ข้าก็แค่แอบรับประทานผลท้อในถาดไปผลเดียว แล้วยังหกล้มคาบขนมรูปร่างเหมือนดวงตาที่กลิ้งไปมาบนพื้นเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ข้าถูกพิพากษาโทษไม่ทันตั้งตัว แม้แต่บิดามารดาของข้าก็ช่วยเหลือไม่ได้ ข้าอยากจะบอกว่า…..ข้าสำนึกผิดไปแล้ว ใครก็ได้?! ช่วยข้าที!!!

.*****************************.

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งซึ่งอาจมีการอ้างอิงสถานที่ในโลกแห่งความเป็นจริง บุคคลและองค์กรทั้งหลายในนิยายล้วนสมมติขึ้น เหตุการณ์จริงบางอย่างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือองค์กรใดๆ เป็นเพียงการแต่งเพื่อรังสรรค์อรรถรสในการอ่านของเนื้อเรื่องเท่านั้น

ผู้แต่งจะอัปนิยายวันละ 1 ตอนทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์วันเดียว โดยจะเริ่มติดเหรียญเมื่อใดนั้น จะแจ้งให้ผู้อ่านทราบในภายหลัง

บทนำ

บทนำ

ทำความเข้าใจข้อมูลสำหรับใช้ประกอบในการอ่านนิยายเรื่อง

“ซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์”

ระดับพลังปราณ

-ปรับแต่งร่างกาย ระดับ 1 ถึง 9 แบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงต้นคือระดับ 1-3 ช่วงกลางคือระดับ 4-6 ช่วงปลายคือระดับ 7-9

-ขั้นก่อนเซียน มี 5 ขอบเขต แต่ละขอบเขตแบ่งย่อยอีก 4 ระดับคือ ระดับต้น ระดับกลาง ระดับปลาย และระดับสูงสูด

ได้แก่

1) ขอบเขตสร้างฐานราก อายุขัยเฉลี่ย 200-300 ปี

2) ขอบเขตแกนเสมือน อายุขัยเฉลี่ย 500 ปี

3) ขอบเขตแกนทองคำ อายุขัยเฉลี่ย 1,000 ปี

4) ขอบเขตแกนสวรรค์ อายุขัยเฉลี่ย 10,000 ปี

5) ขอบเขตแกนเทพ อายุขัยเฉลี่ย 100,000 ปี

*** ขั้นก่อนเซียนสามารถเลื่อนระดับความแข็งแกร่งได้ด้วยโอสถหรือสมบัติสวรรค์

-ขั้นเซียน มี 4 ขอบเขต แต่ละขอบเขตแบ่งระดับย่อยอีก 3-4 ระดับ ได้แก่

1) ขอบเขตแกนราชัน อายุขัยเฉลี่ย 1,000,000 ปี

2) ขอบเขตแกนเทวะ อายุขัยเฉลี่ย 10,000,000 ปี

3) ขอบเขตแกนอมตะ อายุขัยเฉลี่ย 100,000,000 ปี

ทั้งสามขอบเขตนี้แบ่งย่อยได้ 4 ระดับ คือ ระดับจุติ ระดับปฐม ระดับบรม และระดับปัจฉิม

4) ขอบเขตแกนนิรันดร์ อายุขัยเฉลี่ยไม่ระบุ(นิรันดร์)

มีอยู่ 3 ระดับคือ ระดับก่อกำเนิด ระดับแปรผัน และระดับนิจกาล

*** ขั้นเซียนสามารถเลื่อนระดับความแข็งแกร่งได้ด้วยสมบัติสวรรค์เพียงอย่างเดียว

ระดับอานุภาพศัสตราวุธ/โอสถ/สมบัติสวรรค์/พลังเวท/สัตว์อสูร

แบ่งออกเป็น 8 ชั้นความแข็งแกร่งและมีระดับย่อยอีกชั้นละ 3 ระดับเหมือนกันคือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง

1) อานุภาพชั้นสร้างฐานราก

2) อานุภาพชั้นแกนเสมือน

3) อานุภาพชั้นแกนทองคำ

4) อานุภาพชั้นแกนสวรรค์

5) อานุภาพชั้นแกนเทพ

6) อานุภาพชั้นแกนราชัน

7) อานุภาพชั้นแกนเทวะ

8) อานุภาพชั้นแกนอมตะ

ระดับสีของรัศมีพลังปราณ

1) ขอบเขตสร้างฐานราก รัศมีพลังปราณสีฟ้า

2) ขอบเขตแกนเสมือน รัศมีพลังปราณสีแดง

3) ขอบเขตแกนทองคำ รัศมีพลังปราณสีเงิน

4) ขอบเขตแกนสวรรค์ รัศมีพลังปราณสีน้ำเงิน

5) ขอบเขตแกนเทพ รัศมีพลังปราณสีทอง

6) ขอบเขตแกนราชัน รัศมีพลังปราณสีดำ

7) ขอบเขตแกนเทวะ รัศมีพลังปราณสีม่วง

8) ขอบเขตแกนอมตะ รัศมีพลังปราณไร้สี

ระดับการปกครอง

1.ภพสวรรค์ ผู้ปกครองสูงสุด เผ่าสวรรค์(เผ่ามังกร) ชื่อ เทียนจวิน สัตว์เทพอภิบาลคือ มังกรทอง

-8 ดินแดน ได้แก่ ทิศอุดร(เหนือ) ปกครองโดยเผ่าสวรรค์ ทิศบูรพา(ตะวันออก) ปกครองโดยเผ่าจิ้งจอก ทิศอาคเนย์(ตะวันออกเฉียงใต้) ปกครองโดยเผ่าเหมันต์ ทิศอีสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ) ปกครองโดยเผ่าบุปผา ทิศหรดี(ตะวันตกเฉียงใต้) ปกครองโดยเผ่าวานร ทิศพายัพ(ตะวันตกเฉียงเหนือ) ปกครองโดยเผ่านาคา ทิศประจิม(ตะวันตก) ปกครองโดยเผ่าอสูร และทิศทักษิณ(ใต้) ปกครองโดยเผ่ามารหรือปีศาจ

-4 ทะเล ปกครองโดย 4 พี่น้องพญามังกรเจ้าสมุทร ได้แก่ ทะเลเหนือ(เป๋ยไห่) ปกครองโดย เป๋ยไห่ก่วงซื่อหวาง ทะเลตะวันออก(ตงไห่) ปกครองโดย ตงไห่ก่วงเต๋อหวาง ทะเลตะวันตก(ชิไห่) ปกครองโดย ชิไห่ก่วงซุ่นหวาง ทะเลใต้(หนานไห่) ปกครองโดย หนานไห่หลงหวาง

-4 นภา อภิบาลโดย 4 สัตว์เทพตำนาน ได้แก่

ทิศเหนือ อภิบาลโดย เต่าดำ(เสวียนอู่) ฤดูหนาว ธาตุน้ำ

ทิศตะวันออก อภิบาลโดย มังกรเขียว(ชิงหลง) ฤดูใบไม้ผลิ ธาตุไม้

ทิศตะวันตก อภิบาลโดย เสือขาว(ไป๋หู่) ฤดูใบไม้ร่วม ธาตุลม

ทิศใต้ อภิบาลโดย หงส์แดง(จูเชว่) ฤดูร้อน ธาตุไฟ

*** ส่วนมังกรทอง(หวงหลง) อภิบาลเหนือเผ่าสวรรค์และศูนย์กลางจักรวาล ธาตุดิน

2.ภพโลก ผู้ปกครองสูงสุด ท้าวจตุโลกบาล ชื่อ ซื่อต้าจินกัง

3.ภพมารหรือภพปีศาจ ผู้ปกครองสูงสุด เผ่ามาร(เผ่าปีศาจ) ชื่อ กุ่ยหวาง

4 สัตว์ปีศาจอภิบาลภพมารคือ ซื่อซยง ได้แก่

-ฮุ่นตุ้น สัตว์ปีศาจแห่งความโกลาหล

-เทาเที่ย สัตว์ปีศาจแห่งความตะกละ

-เถาอู้ สัตว์ปีศาจแห่งความโง่เขลา

-ฉยงฉี สัตว์ปีศาจแห่งการยุยง

ตอนที่ 1 ลืมตาดูโลก

ตอนที่ 1 ลืมตาดูโลก

ภายในมุมมืดสลัวหนึ่งของศาลเจ้าร้างในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลของมณฑตซานตง ค่ำคืนอันเงียบสงบแต่ภายในสถานที่แห่งนี้กลับวุ่นวายเพราะมีเหตุคาดไม่ถึง

ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำสวมเสื้อกล้าม เขายกแขนขวาขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าให้สะดวกต่อการมองเห็นในความพยายามช่วยเหลือภรรยาทำคลอดบุตรเอง ท่ามกลางท่าทีอันงกเงิ่นและความหวาดหวั่นต่อภัยอันตรายซึ่งจู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่วันนี้ครอบครัวซูกำลังจัดเตรียมพิธีไหว้เทพเจ้ากงหมิงในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันที่ห้าเดือนหนึ่งของทุกปี

“อึ้บ ๆ เบ่งออกมา เร็วเข้า! ลี่เอ๋อร์! รวบรวมกำลังไว้…..แล้วเบ่งให้เต็มที่…..เบ่งเลย!!!”

ซูเทียนเล่อ เป็นสามีของเหอเฟยลี่ผู้ท้องแก่แล้วเจ็บท้องคลอดกะทันหัน ระหว่างทั้งคู่กำลังหลบหนีศัตรูซึ่งปรากฏขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เขาพูดให้กำลังใจภรรยารีบเบ่งคลอดออกมาเพราะกลัวว่าศัตรูจะล่วงรู้แหล่งที่ซ่อนตัว แล้วตามมาสังหารพวกตนก่อนคลอดลูกน้อยให้ปลอดภัยได้ พลางลอบยกแขนปาดน้ำตาลูกผู้ชายในวัยสี่สิบซึ่งเพิ่งมีโอกาสจะได้เชยชมลูกคนแรก ทว่าต้องประสบเคราะห์กรรมหนักหนาโดยไม่รู้ตัวมาก่อน

“พี่เล่อ ฉะ…..ฉัน ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่มีแรงเบ่งแล้ว…..”

เหอเฟยลี่ หญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวย ผมยาวรวบหางม้าในชุดเดรสกระโปรงสั้นตัวใหญ่สีเหลืองเก่าซีด แต่เวลานี้ชุดสวยกลับชุ่มโชกไปด้วยคราบสกปรกจากน้ำคร่ำและเลือดจากช่องคลอด

เธอบอกสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงเพราะเหนื่อยจากการวิ่งหนีศัตรูขณะอุ้มท้องแก่เจียนคลอดอยู่รอมร่อ จนน้ำคร่ำแตกระหว่างทางจึงต้องหาที่หลบซ่อนคลอดลูกให้ปลอดภัย ทั้งต้องเค้นแรงเบ่งคลอดลูกออกมาให้ได้ซึ่งใช้เวลาไปนานหลายนาทีแล้ว ฉะนั้นตอนนี้จึงแทบไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่เลย

“ลี่เอ๋อร์ ได้โปรด ออกแรงอีกนิดเถอะ พี่มองเห็นหัวลูกเราแล้ว อีกนิดนะ…..อีกนิด”

ซูเทียนเล่อพูดให้กำลังใจภรรยาอย่างมีความหวัง พลางรู้สึกโชคดีที่มีแสงจันทร์ส่องผ่านซอกผนังแตกเข้ามาในตำแหน่งห้องลับหลังศาลเจ้าร้างซึ่งตนกำลังทำคลอดพอดี จึงมองเห็นผมสีดำอยู่เหนือศีรษะทารกน้อยซึ่งกำลังโผล่พ้นช่องคลอดออกมา

เหอเฟยลี่ถ่างขาออกกว้างอีกนิดพร้อมเค้นแรงเฮือกสุดท้ายหวังเบ่งลูกให้พ้นช่องคลอดจงได้ เธอไม่สนใจแล้วว่าตนจะมีชีวิตอยู่หรือตาย แต่ตอนนี้ต้องการให้ลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น

อนิจจา !!!

สองสามีภรรยาไม่รู้ตัวสักนิดว่ารกพันคอทารกจนเสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นในตอนนี้มีจิตวิญญาณของเทพผู้หนึ่งเข้ามาสิงสถิตแทนซึ่งกำลังกรีดร้องอยู่ในช่องทางคลอดด้วยความตื่นตระหนกว่า

แย่แล้ว! นี่ข้ากำลังจะคลอดจากท้องใครละเนี่ย เทพอย่างข้าต้องผจญทุกข์ตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ…..ใครก็ได้?! ช่วยข้าที!!!

เทพซุนเสวี่ยมี่กรีดร้องโดยไม่กล้าอ้าปากออกรับเอาน้ำคร่ำ แต่พยายามดิ้นรนสุดแรงเกิดหวังให้มีชีวิตรอดต่อไปเนื่องจากรู้ดีว่าหากตนเสียชีวิตไปตอนนี้ อาจจะกลับเข้าสู่วัฏสงสารซึ่งความทรงจำจากอดีตชาติหรือทักษะอื่นใดจะไม่มีหลงเหลืออยู่เลย มิหนำซ้ำอาจไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ที่สามารถบำเพ็ญตบะจนกลับสู่แดนเซียนได้อีก ฉะนั้นจึงหวังมีชีวิตรอดอยู่ในภพโลกดีกว่ากลับเข้าสู่ดินแดนว่างเปล่าหรือภพอื่น

“กรี๊ด!!!…..”

ทันใดนั้นภรรยาตระกูลซูกรีดร้องดังลั่นเมื่อเค้นแรงเฮือกสุดท้ายเบ่งทารกน้อยออกมาสู่โลกภายนอก ก่อนคอพับหมดสติเพราะหมดสิ้นเรี่ยวแรงทั้งหลาย ทั้งยังสูญเสียเลือดจากการฉีกขาดของช่องคลอดอีกด้วย

“อ๊ะ! มาแล้ว! ลูกเราออกมาแล้ว!”

ชายผู้มีลูกคนแรกในวัยสี่สิบอุทานเสียงดังลั่นด้วยความยินดี เขาไม่สนใจแล้วว่าเสียงยินดีจะเรียกความสนใจจากบรรดาคนร้ายหรือไม่ พลางนำตัวลูกวางบนพื้นสกปรกเต็มไปด้วยฝุ่นซึ่งมีเสื้อถังจวงสีแดงเก่าซีดปูรองไว้ แล้วรีบหยิบมีดทำครัวยาวหนึ่งคืบจากเสื้อก่อนถูกตัวลูกซึ่งเป็นอาวุธชิ้นเดียวนำติดตัวมาด้วย โดยนำมาตัดสายสะดือลูกให้ขาดจากรกด้วยท่าทีงุ่มง่ามเพราะไม่เคยทำมาก่อนแต่จดจำคำเตือนจากภรรยาก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี

“อุแว้ ๆ ๆ ๆ ๆ”

ซุนเสวี่ยมี่ เทพอาภัพจากแดนสวรรค์กรีดร้องเสียงดังไม่พอใจต่อการเกิดใหม่อันเป็นผลจากการลงทัณฑ์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ นางกรีดร้องหวังระบายความหงุดหงิดโมโหทั้งหลาย ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นเสียงทารกแผดร้องดังลั่นไปทั่วบริเวณ

“อุแว้! อุแว้! อุแว้! อุแว้! อุแว้!”

แย่ล่ะสิ! ทำไมภพโลกถึงมีพลังปราณขาดแคลนขนาดนี้ แล้วข้าจะใช้ชีวิตอยู่ได้เยี่ยงไร แบบนี้ข้าต้องบำเพ็ญตบะไปเป็นหมื่นปีแสนปีเชียวหรือ?!

เทพธิดาผู้เป็นบุตรแห่งเทพซุนหงอคงและธิดาเทพเหมันต์ นางกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้งเพราะคาดไม่ถึงต่อสภาพแวดล้อมใหม่ในภพโลก พลางรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังทั้งที่ภายในจิตวิญญาณยังพอมีหนทางรื้อฟื้นพลังปราณขึ้นมาได้ ทว่าด้วยสภาพปัจจุบันของโลกซึ่งขาดแคลนพลังสำคัญนี้ได้ทำให้เทพตัวน้อยโกรธเกรี้ยวจนร้องไห้เสียงดังยิ่งกว่าเดิม

ฟากหนึ่งของศาลเจ้าร้างแห่งนี้ ยังมีวัยรุ่นชายสามคนหลบซ่อนตัวอยู่ก่อนหน้าสองสามีภรรยาครอบครัวซูจะมาถึงไม่นานนัก ทั้งสามคนได้แต่แอบมองจากมุมมืดด้านหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยซากสิ่งปรักหักพังโดยไม่มีใครกล้าออกมาให้ความช่วยเหลือ พลางกระซิบถามกันด้วยความสงสัยต่อเหตุการณ์อันผิดแผกของการคลอดนั้นว่า

“พี่ใหญ่ พวกเราควรออกไปช่วยดีไหม” หลี่หนิงหวง เด็กหนุ่มร่างเล็กแกร็นที่สุดในกลุ่มถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ

“รอดูไปก่อน”

หลี่หนิงหลง เด็กหนุ่มนั่งยองตรงกลางระหว่างสองพี่น้อง เขาพูดแทนเด็กหนุ่มนั่งทางซ้ายมือซึ่งมีสถานะเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มเพราะมั่นใจว่าสถานการณ์สองสามีภรรยาอาจร้ายแรงเกินกว่าจะแสดงตัวออกไปช่วยเหลือในเวลานี้

“เอาตามน้องรองว่ามาแล้วกัน อยู่เงียบ ๆ ไปก่อน”

หลี่หนิงอันผู้มีร่างบึกบึนกว่าทุกคน เขาตอบอย่างเชื่อมั่นในคำแนะนำของผู้มีสถานะเป็นน้องร่วมสาบาน เหตุเพราะน้องรองเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมมากที่สุดในกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ตลอดเส้นทางสามารถหลบหนีพ้นเงื้อมมือเจ้าหน้าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นั่นเอง

อนึ่งสามพี่น้องร่วมสาบานต่างหลบหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอันแสนโหดร้ายในเมือง พากันหลบหนีการตามล่าตัวของเจ้าหน้าที่ แล้วยังต้องหลบหนีชาวบ้านเนื่องจากพากันขโมยอาหารมารับประทาน กระทั่งพากันหลบหนีมาถึงศาลเจ้าร้างแห่งนี้

ในตอนนี้ทางฝั่งซูเทียนเล่อ พอเขาตัดสายสะดือเสร็จเรียบร้อยแต่ยังไม่ได้มัดไว้เพราะมัวแต่รีบหยิบเอาสร้อยหยกสลักสีขาวหม่นเป็นรูปดอกบัวขนาดเล็กเท่าเล็บมือออกจากคอภรรยา แล้วนำมาวางไว้เหนืออกลูกสาวแทน ด้วยสังหรณ์ใจว่าพวกตนอาจไม่สามารถหลบหนีภยันตรายกำลังเข้ามาได้ พลางหมุนตัวหันหน้าไปยังซากรูปปั้นเทพเจ้าตี่จู้หรือเทพเจ้าแห่งพื้นดิน แล้วก้มศีรษะคำนับพร้อมพูดร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างมีความหวังว่า

“ได้โปรดเถิดท่านเทพ โปรดช่วยลูกสาวผมด้วย ผมเพิ่งจะมีลูกเป็นคนแรก ดูนั่นสิครับ ดวงตาเธอช่างงดงามเหลือเกิน แล้วยังไม่ร้องงอแงเหมือนทารกอื่นอีก ผมขอตั้งชื่อลูกว่า ซูเทียนเหยี่ยน ได้โปรดช่วยให้ลูกผมรอดชีวิตแล้วอยู่ต่อไปได้ ได้โปรด…..”

ซูเทียนเล่อผินมองใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบเลือดของลูกสาวตัวน้อยข้างกายซึ่งตอนนี้หยุดร้องไห้ไปแล้ว พลางร้องไห้ออกมาพร้อมโขกศีรษะคำนับร้องขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้าผู้ที่ตนศรัทธา โดยหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ช่วยให้ลูกสาวตนอยู่รอดปลอดภัยได้

จากนั้นเขารีบนำเสื้อถังจวงห่อหุ้มร่างกายลูกไว้ลวก ๆ แล้วจ้องมองใบหน้าลูกสาวแว่บหนึ่งอย่างตัดสินใจบางอย่างได้ ก่อนปล่อยลูกให้นอนอยู่บนพื้นตามเดิมแต่ไปอุ้มร่างหมดสติของภรรยาขึ้นมาแล้ววิ่งออกไปทางประตูหน้าศาลเจ้าทันที

ในจังหวะซูเทียนเล่ออุ้มร่างภรรยาออกจากศาลเจ้า หลี่หนิงหลงผู้นิ่งเงียบสังเกตสถานการณ์อยู่กับสองพี่น้อง เขาพุ่งตัวออกไปอุ้มตัวทารกน้อยบนพื้นขึ้นมาแนบอก แล้วบอกกับสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า

“เร็วเข้า! พวกเรารีบหนึเร็ว! เร็ว!”

“อ๊ะ!…..”

หลี่หนิงอันและหลี่หนิงหวงต่างอุทานเสียงดังด้วยความตื่นตกใจเพราะไม่คิดว่าพี่น้องในกลุ่มจะกระทำการเหนือความคาดหมาย ทุกคนรู้ดีว่าด้วยสถานการณ์อันเคร่งเครียดจะต้องรีบหนีไปก่อน เนื่องจากภายนอกศาลเจ้ามีเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากกำลังวิ่งกรูเข้ามายังทิศทางนี้ ฉะนั้นพวกตนอาจไม่มีใครสักคนรอดชีวิตได้ จึงพากันวิ่งหลบหนีออกไปทางด้านหลังศาลเจ้าในทันที

หวังว่าข้าจะรอดนะ อยากร้องไห้จังเลย ปล่อยให้ข้าต้องผจญภัยตั้งแต่เกิดเลยเหรอเนี่ย?!

เทพซุนเสวี่ยมี่หรือซูเทียนเหยี่ยนพบว่าเมื่อตนคลอดออกมาแล้ว พลันสัมผัสได้ถึงความพิเศษบางประการถูกเปิดใช้งานฉับพลันคล้ายมีดวงตาที่สามตรงกลางหว่างคิ้วอย่างไม่รู้ที่มา ทว่าพบเข้ากับพลังชีพของคนสามคนหลบอยู่มุมหนึ่ง จึงส่งพลังปราณอันมีอยู่น้อยนิดขอความช่วยเหลือก่อนอ่อนแรงไปจนไม่หลงเหลือพลังจะร้องไห้อีก โดยหวังว่าพลังดังกล่าวจะดึงดูดใจบางคนให้เข้ามาช่วยเหลือตนในสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้

อย่างไรก็ตามด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ของเทพซุนเสวี่ยมี่กลับดลใจให้หลี่หนิงหลงรู้สึกได้ถึงความผูกพันบางอย่าง จึงเป็นสาเหตุให้เขาพุ่งตัวออกมาอุ้มทารกน้อยอ่อนแรงไว้แนบอก แล้วบอกพี่น้องให้วิ่งหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ทันที

“เร็วเข้า! วิ่งเร็วหน่อย!”

หลี่หนิงหลงวิตกต่อสถานการณ์อันน่าหวาดหวั่นกำลังไล่ตามหลังมา พลางหันหน้ามองด้านหลังเป็นระยะพร้อมพูดกระตุ้นให้พี่น้องรีบวิ่งตามตนมาโดยเร็ว ทั้งก้มหน้าดูร่างน้อยนอนหลับในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกรักใคร่ดังพี่น้องในสายเลือดเดียวกันอย่างไม่มีเหตุผล เขารู้แค่ว่าไม่สามารถสูญเสียทารกน้อยแรกเกิดคนนี้ไปได้จึงต้องการปกป้องให้ถึงที่สุด

“เร็วแล้ว! จะขาดใจตายอยู่แล้วเนี่ย” หลี่หนิงหวงพูดตอบขณะวิ่งด้วยความหวาดกลัว

“รอด้วย…..รอฉันด้วยสิ” หลี่หนิงอันผู้เป็นพี่ใหญ่ในกลุ่ม เขาวิ่งไปพร้อมกวักมือเรียกสองพี่น้องให้ชะลอความเร็วรอตนด้วย

สามคนพี่น้องร่วมสาบานไม่ได้สนใจเสียงกรีดร้องโหยหวนอันแสดงถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสของสามีภรรยาไล่หลังมาแต่อย่างใด ทั้งสามคนต่างรีบวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าด้านหนึ่งของหมู่บ้าน โดยอาศัยเพียงแสงจันทร์ช่วยนำทางไป แต่ละคนต่างหวังว่าจะสามารถหลบหนีเงื้อมมือเหล่าคนร้ายซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครให้จงได้

เด็กหนุ่มผมเกรียนสวมเสื้อยืดสีเทากางเกงขาสั้นสีดำเก่ามอซอเหมือนกันทั้งสามคน ต่างพากันวิ่งหลบหนีมาถึงแหล่งหลบซ่อนตัวอันเหมาะสมซึ่งเป็นโรงเก็บธัญพืชของเศรษฐีคนหนึ่งในหมู่บ้านถัดไปเข้าพอดี ด้วยความอ่อนเพลียและหิวโหยของเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน ต่างพากันนอนหลับหมดสติในซอกหนึ่งของโรงเก็บธัญพืชดังกล่าวจนถึงรุ่งเช้า

อย่างไรก็ตามก่อนหลี่หนิงหลงและพี่น้องผล็อยหลับไป เขารีบนำสร้อยหนังร้อยหยกสลักรูปดอกบัวขาวของทารกน้อยมาเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงตนก่อนผล็อยหลับไปเพราะกลัวว่ามันจะหายไปหลังจากนี้ เขาไม่ต้องการให้สมบัติชิ้นเดียวของน้องสาวต่างสายเลือดต้องสูญหายไปแล้วไม่สามารถตามหาพ่อแม่แท้จริงของเธอในอนาคตได้

เวลานี้ทารกน้อยยังคงนอนหลับใหลอยู่ภายในอ้อมกอดของหลี่หนิงหลงเช่นกันเพราะฝืนเค้นพลังปราณออกมาขอความช่วยเหลือ กระนั้นด้วยความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ของเทพซุนเสวี่ยมี่ เธอลืมตาขึ้นมาด้วยความหิวโหยเพราะพลังเคยมีอยู่ได้เหือดแห้งหายไปจนหมดสิ้น พลางรู้สึกหิวทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วยต้องการเติมเต็มกระเพาะอาหารอันว่างเปล่าให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอจึงกรีดร้องเสียงดังด้วยความโมโห ทว่าเสียงกลับเปล่งออกมากลายเป็นเสียงร้องจ้าของทารกแทนว่า

“อุแว้! อุแว้! อุแว้! อุแว้! อุแว้!”

ตอนที่ 2 ตามหาแม่นม

ตอนที่ 2 ตามหาแม่นม

โธ่เว้ย! ข้าอยากจะบอกว่าข้าหิว! ข้าอยากกินอะไรก็ได้ พวกเจ้าไปหามาให้ข้ากินเสียที ทำไมเสียงข้าร้องเป็นแบบนี้?! ช่วยข้าที!!!

เทพผู้อาภัพได้แต่คิดสงสารตัวเองเพราะไม่คาดฝันว่าจะถูกลงทัณฑ์ให้มาผจญทุกข์อยู่ในภพโลกอันแสนอัตคัคพลังปราณซึ่งมีน้อยเกินกว่าจะใช้บรรเทาความหิวโหยหรือแม้แต่ใช้บำเพ็ญตบะให้แข็งแกร่งดังเดิมได้ มิหนำซ้ำยังอยู่ในร่างทารกแรกเกิดซึ่งไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ประการสำคัญยังไม่รู้ว่าหากเสียชีวิตไปแล้วจะฝ่าด่านทั้งหลายกลับขึ้นสู่แดนเซียนได้เหมือนเดิมหรือไม่

“อุแว้! อุแว้! อุแว้! อุแว้! อุแว้!”

เทพซุนเสวี่ยมี่แผดเสียงร้องดังลั่นยิ่งกว่าเดิมเพราะหิวโหยจนแทบทนไม่ไหวแล้ว ทั้งหงุดหงิดใจต่อผู้ช่วยเหลือเพราะทั้งสามคนยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นในเวลาอันใกล้นี้สักคน

กระทั่งไม่กี่วินาทีต่อมา หลี่หนิงหวงผู้ผอมแกร็นสะดุ้งตื่นเสียงร้องไห้ของทารก พลางเหลือบเห็นทารกในห่อเสื้อถังจวงสีแดงแผดเสียงร้องดังลั่น จนใบหน้าน้อย ๆ กลายเป็นสีแดงก่ำ เขารีบปลุกพี่รองในกลุ่มซึ่งเอนตัวหลับพิงไหล่พี่ใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามให้ตื่นขึ้นมา

“พี่รอง! พี่รอง! เจ้าก้อนแป้งตื่นแล้ว!”

“ไหน?! ไหน?! ใครตื่น…..ใครร้อง?!”

หลี่หนิงอันร่างใหญ่สะดุ้งตื่นเสียงร้องไห้และเสียงเรียกของน้องเล็กในกลุ่ม พลางผินหน้าเห็นน้องรองเอนตัวนั่งตรงด้วยท่าทางงัวเงียโดยมีทารกน้อยอยู่ในอ้อมแขนซึ่งกำลังแผดร้องดังจ้าอยู่ ก่อนนึกขึ้นได้ถึงที่มาทารกและเหตุวุ่นวายจากเมื่อคืนนี้

“ต้องไปหาน้ำนม”

หลี่หนิงหลงนั่งเหยียดขาตัวตรงพร้อมหายง่วงเป็นปลิดทิ้งพอได้ยินเสียงร้องของน้องน้อยในอ้อมกอด เขาพูดขึ้นมาอย่างเข้าใจเพราะรู้ดีว่าทารกแรกเกิดควรได้รับน้ำนมหล่อเลี้ยงให้เติบใหญ่ พลางเหลือบมองสองพี่น้องหวังให้เข้าใจเจตนาตนแล้วเร่งรีบช่วยกันหาอาหารให้กับทารกโดยเร็ว

“น้ำนม!” หลี่หนิงอันและหลี่หนิงหวงต่างอุทานเสียงดังตกใจเพราะหลงลืมไปว่าทารกจำเป็นต้องดื่มนมแทนอาหารปกติ

“ตายแล้ว! พวกเราจะไปหาน้ำนมที่ไหนกันละเนี่ย”

หลี่หนิงอันพูดพร้อมหันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงดูทารกสักครั้ง แม้แต่การอุ้มหรือหยิบจับทารกตัวน้อยนิดยังไม่มีความกล้ามากพอ ครั้นได้ยินถึงการหาน้ำนมมาเลี้ยงทารกยิ่งทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันทีทันใด

“แย่ละสิ! แค่จะหาอาหารกินให้รอดไปวัน ๆ ฉันก็ลำบากพอแรงแล้ว นี่ยังจะต้องไปหาน้ำนมมาอีก แล้วจะหาที่ไหนกันล่ะ”

หลี่หนิงหวงโวยวายด้วยความกังวลใจ พลางใช้สองมือขยุ้มศีรษะซึ่งมีแต่ผมสั้นเกรียนด้วยความหงุดหงิดใจต่อสถานการณ์อันน่าหนักใจตรงหน้า เขาไม่กล้าตำหนิพี่รองผู้เป็นคนนำตัวทารกน้อยมาด้วย ทว่ายังคิดไม่ออกว่าควรไปหาน้ำนมมาจากแหล่งใด

“……….”

หลี่หนิงหลงผู้อุ้มทารกน้อยอยู่ในอก เขาได้แต่ถอนหายใจต่อปัญหาอันเกิดจากการกระทำอย่างตั้งใจของตน พลางกวาดตามองพี่น้องแล้วก้มลงดูทารกในอ้อมแขนซึ่งกำลังแผดเสียงร้องไห้จนตัวแดงอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน

สามพี่น้องร่วมสาบานไม่รู้ตัวสักนิดว่าพวกตนวิ่งหนีเหตุร้ายจากศาลเจ้าร้างมาไกลแค่ไหน ตอนนี้แต่ละคนรู้เพียงว่าต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน โดยเฉพาะเสียงร้องไห้ดังลั่นของทารกน้อยซึ่งอาจเรียกผู้คนให้เข้ามายังสถานที่หลบซ่อนแห่งนี้ได้

ขณะเด็กหนุ่มทั้งสามคนซึ่งมีอายุสิบห้าปี สิบสี่ปี และสิบสามปีกำลังหันรีหันขวางคิดหนักต่อสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้า พลันมีเสียงตะโกนดังลั่นออกมาจากภายนอกโรงเก็บธัญพืชซึ่งทำให้คนทั้งหมดต่างสะดุ้งตกใจแล้วกระเถิบเข้ามานั่งชิดกันแน่นเพราะรู้ดีว่าไม่สามารถหลบหนีได้อีกต่อไป ต่างหวังให้ผู้คนกำลังเข้ามาไม่ทำร้ายพวกตนจนเสียชีวิตไปก่อน

“เฮ้ย! ใครอยู่ในนั้นน่ะ ทำไมมีเสียงเด็กร้องด้วย”

พ่อบ้านตระกูลโจวอันมั่งคั่งที่สุดในหมู่บ้านตงกวง เขามากับคนงานสองคนเพื่อนำกระสอบบรรจุแป้งสาลีและมันฝรั่งไปให้แม่ครัวปรุงอาหารสำหรับเจ้านาย ทว่าเมื่อเดินเข้าใกล้โรงเก็บธัญพืชพลันได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกดังขึ้นจึงตะโกนถามออกไปก่อน แล้วพยักพเยิดส่งสัญญาณให้คนงานชายสองคนบุกเข้าไปตรวจสอบภายในทันที

ครั้นคนงานบุกเข้าไปในโรงเก็บธัญพืชตำแหน่งมีเสียงทารกแผดร้องดังลั่น พลันเหลือบเห็นเด็กหนุ่มสามคนสวมชุดเหมือนกันนั่งขดตัวซุกอยู่ตรงกลางช่องว่างระหว่างชั้นเก็บกระสอบธัญพืชทั้งหลาย โดยมีทารกน้อยอยู่ในอ้อมกอดเด็กชายตรงกลาง พลางตะโกนบอกสถานการณ์ให้พ่อบ้านรับรู้ว่า

“พ่อบ้านหูครับ ในนี้มีพวกเด็กเหลือขออยู่สามคน แล้วก็มีทารกคนหนึ่งด้วยครับ”

พ่อบ้านหูชายวัยกลางคนรีบผลุนผลันเข้ามายังตำแหน่งคนงานแจ้งสถานการณ์ ก่อนเห็นเด็กชายสามคนนั่งจ้องมองมายังตนด้วยแววตาอ้อนวอนและมีเนื้อตัวสั่นเทาหวาดกลัว โดยมีร่างทารกน้อยกำลังร้องไห้จ้าอยู่ในผ้าห่อสีแดงเก่าซีด ขณะเด็กชายนั่งอุ้มทารกอยู่ตรงกลางจ้องมองตนเขม็งคล้ายหวงแหนทารกในอ้อมกอดหนักหนา เขาสัมผัสได้ว่าทั้งสามคนไม่ได้มีเจตนาร้ายจึงสอบถามที่มาด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า

“เจ้าเด็กน้อย…ไปเอาทารกมาจากที่ไหน แล้วทำไมพากันมาซ่อนอยู่ในนี้ล่ะ”

หลี่หนิงหลงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะสัมผัสได้ว่าชายวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขายาวสีดำ หัวเถิกท่าทางใจดีตรงหน้า คงไม่คิดจับพวกตนส่งตำรวจหรือคิดร้ายต่อทารกน้อยจึงตอบตามจริงโดยละบางเรื่องไว้อย่างตั้งใจว่า

“ช่วยพวกเราทีครับ นี่คือน้องสาวพวกเรา ครอบครัวเรายากจนมาก พอคลอดน้องสาวออกมาแม่ก็ตายทันที ช่วยหาน้ำนมให้น้องผมทีครับ ช่วยทีครับ!”

หลี่หนิงหลงไม่สนใจอาการอ้าปากค้างของสองพี่น้อง แต่วางทารกน้อยไว้บนพื้นต่อหน้า แล้วรีบผุดลุกขึ้นนั่งคุกเข่าก่อนก้มศีรษะโขกคำนับร้องขอความช่วยเหลือทันที เขาคิดว่านี่คือโอกาสรอดของทารกและพวกตนซึ่งอาจเป็นเพียงโอกาสเดียวเท่านั้นโดยไม่มีเวลาอธิบายให้พี่น้องอีกสองคนเข้าใจ

อย่างไรก็ตามด้วยไหวพริบในการแก้ไขปัญหาของสามพี่น้องร่วมสาบาน พอหลี่หนิงอันและหลี่หนิงหวงเห็นว่าพี่รองก้มหัวคำนับขอความช่วยเหลือ ทั้งยังพูดเยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ จึงพากันทำตามอย่างโดยละเรื่องสงสัยต่อประวัติเพิ่งสร้างขึ้นโกหกไว้ก่อนเพราะรู้ดีว่าต้องหาทางเอาตัวรอดในสถานการณ์อันน่าหวาดหวั่นให้จงได้

“ช่วยพวกเราทีครับ! แม่พวกเราตายแล้ว!” สองพี่น้องร่วมสาบานตะโกนแข่งกันเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากพ่อบ้านทันที

ทันใดนั้นทารกน้อยนอนอยู่ในห่อผ้าบนพื้นคล้ายรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ตึงเครียดต่อหน้า พลันเปลี่ยนเสียงร้องไห้เป็นเสียงหัวเราะร่าโชว์เหงือกแดงมีความสุขขึ้นมากะทันหัน แล้วยังดิ้นถีบผ้าห่อหุ้มร่างกายออกด้วยท่าทียินดีต่อการพบเห็นพ่อบ้านยิ่งนัก

ถือว่าข้าช่วยพวกเจ้าสามพี่น้องละกัน จะแสดงละครเอาตัวรอดให้ชม หน็อยแน่! เกิดมาก็เจอโจทย์ยากซะแล้ว หวังว่าข้าจะรอดจนสามารถบำเพ็ญตบะกลับคืนสู่แดนเซียนได้ซะทีนะ เฮ้อ! ข้าจะรอดไหมเนี่ย?!

ซุนเสวี่ยมี่ลอบถอนหายใจขณะคิดพร้อมหัวเราะร่ากลบเกลื่อนความผิดหวังและโศกเศร้าเสียใจต่อชะตาชีวิตเกิดใหม่ นางพยายามแสดงละครอย่างเต็มที่หวังให้พ่อบ้านมองเห็นความน่ารักสดใสในร่างกายวัยทารกบ้าง โดยละความอับอายต่อร่างกายอวบอ้วนขาวน่าฟัดของตนไปก่อน

ครั้นพ่อบ้านหูเหลือบเห็นอาการดิ้นหัวเราะร่ายินดีของทารก พร้อมรับรู้ว่าทารกน้อยเป็นเพศหญิงซึ่งตนอยากมีบุตรสาวมานาน พลางยืนอึ้งตะลึงด้วยความประหลาดใจแกมยินดีครู่หนึ่ง ก่อนกระแอมไอกลบเกลื่อนเจตนาแท้จริงแล้วบอกกับคนงานทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า

“จับกุมเจ้าเด็กพวกนี้ไว้ แล้วก็ไปรายงานให้นายท่านรู้ ส่วนฉันจะพาทารกนี่ไปหาน้ำนมก่อน ไม่ต้องบอกนายท่านเรื่องทารกล่ะ บอกแค่ว่าฉันไปทำธุระข้างนอกเดี๋ยวกลับมา”

พ่อบ้านหูไม่รอฟังคำตอบรับจากคนงานแต่ปราดเข้ามาอุ้มทารกน้อยบนพื้น แล้วผลุนผลันออกไปจากโกดังอย่างเร่งรีบโดยไม่สนใจเสียงร้องโวยวายจากหนึ่งในกลุ่มเด็กชายทั้งสามคน

ครั้นซุนเสวี่ยมี่อยู่ในอ้อมกอดของพ่อบ้านโดยตระหนักได้ว่าตนรอดชีวิตแน่ จึงหยุดหัวเราะแล้วนอนหลับพักผ่อนเอาแรงแทนเนื่องจากฝืนใช้แรงมากเกินไปตั้งแต่แรกเกิด ขณะพลังปราณในโลกมีบางเบาจนไม่สามารถหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแกร่งได้

เฮ้อ! ซวยจริง ๆ เล๊ย! ถ้าติดป้ายบอกสักหน่อยว่าผลท้อในถาดกินไม่ได้ ข้าก็จะไม่ดื้อกินก่อนเทพตนอื่นหรอกน่า แต่นี่…ไม่เห็นมีป้ายห้ามไว้นี่นา จะโทษข้าได้เยี่ยงไรเล่า ว่าแต่ไอ้เจ้าลูกกลม ๆ หยุ่น ๆ มันเข้าไปในปากข้า แล้วมันไปอยู่ที่ไหนกันละเนี่ย?!

เทพผู้อาภัพกำลังครุ่นคิดขณะปล่อยให้พ่อบ้านวิ่งอุ้มร่างใหม่ตนไปหาแม่นมจำเป็น นางกำลังคิดสงสัยถึงบางสิ่งคล้ายขนมซึ่งกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นแล้วบังเอิญถูกคาบเข้าปากหลังหกล้มเมื่อกินกัดกินท้อสวรรค์เข้าไปแล้วต้องวิ่งหนีกะทันหัน เหตุเพราะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมัน ทว่าความรู้สึกสัมผัสได้ชัดเจนในตอนนี้คือการหิวและหิวมากขึ้นจนแทบจะไม่สามารถอดกลั้นต่อความหิวโหยซึ่งจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรงได้

ข้าหิว! ทำไมข้าหิวมากขนาดนี้ ข้าไม่ใช่คนตะกละนะ แต่นี่มันหิวเกินไปแล้ว วิ่งเร็ว ๆ หน่อยสิตาแก่ ได้ยินไหม…ว่าข้าหิว!!!

เทพผู้น่าสงสารอยากจะกรีดร้องออกมาแต่อ่อนแรงเกินไป จึงทำได้เพียงถอนหายใจต่อโชคชะตาอันน่าหดหู่เพราะไม่คาดคิดว่าจะถูกจักรพรรดิสวรรค์ลงโทษทันทีทันใดโดยไม่สอบสวนถึงสาเหตุกระทำความผิดก่อน ทว่ายังโชคดีอยู่บ้างเนื่องจากความทรงจำสมัยยังเป็นเซียนมีครบถ้วน พลางตัดใจหลับตานอนพักผ่อนข่มความหิวไว้จนกว่าจะได้รับประทานนมซึ่งเป็นอาหารสำหรับทารกแรกเกิดอย่างตนต่อไป

……….

สักพักหนึ่งพ่อบ้านหูวิ่งกลับบ้านมาหาภรรยาในหมู่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเศรษฐีโจวเกือบสองร้อยเมตร พลางผลุนผลันเข้าไปแล้วรีบปิดประตูรั้วบ้านแน่นหนาเนื่องจากกลัวเพื่อนบ้านรู้เห็นต่อการกระทำอันผิดปกติของตน ก่อนฉุดข้อมือภรรยาซึ่งเดินออกมาหาด้วยสีหน้างุนงงต่อการกลับบ้านก่อนเวลาเลิกงานเพราะต้องการเข้าไปพูดคุยกันภายในบ้านด้วยน้ำเสียงกังวลใจว่า

“เข้ามานี่ก่อน ช่วยพี่คิดหน่อยว่าจะเอาไงดี”

ภรรยาพ่อบ้านหูในชุดเสื้อยืดสีฟ้าแขนสั้นกางเกงผ้ายืดสีดำยาวคลุมเข่า พลันถูกฉุดข้อมือหมุนตัวลากเข้าไปในบ้านอย่างงุนงง กระทั่งเหลือบเห็นสามีนำทารกในห่อผ้าคล้ายเสื้อถังจวงมอซอสีแดงวางลงบนโต๊ะกลางห้องโถง พลางตาโตตกใจก่อนละล่ำละลักถามถึงที่มาทารกน้อยซึ่งนอนหลับปุ๋ยด้วยสภาพร่างกายไม่เรียบร้อยเท่าใดนักว่า

“พี่คะ…..ไปเอาทารกมาจากไหนคะเนี่ย ดูสิ…สะดือยังแฉะอยู่เลย นี่ไม่ติดเชื้อเข้าไปแล้วเหรอ แถมตัวก็ยังมีแต่คราบเลือดยังกะเพิ่งคลอดออกมา นี่มันเรื่องอะไรกัน?!”

ภรรยาพ่อบ้านหูไม่สามารถอดกลั้นความสงสัยต่อที่มาของทารกน้อยเพศหญิงได้ ถึงแม้เธอจะใจอ่อนยวบลงตั้งแต่ได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวอมชมพูอวบอ้วนน่ารักน่าชัง ทว่าด้วยสภาพอันบ่งบอกได้ว่าเพิ่งผ่านการคลอดไม่นานนัก ทำให้ไม่สามารถปล่อยวางถึงปัญหาซึ่งอาจตามมาถึงสามีได้ โดยอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นลูกจากภรรยาน้อยของสามีจึงเค้นถามเสียงเข้มด้วยความกังวลใจ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...