โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เมืองหนองหาน' ในเอกสารยุคต้นกรุงเทพฯ คือเมืองหนองหานน้อย ไม่ใช่เมืองหนองหานหลวง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 พ.ย. 2565 เวลา 18.03 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2565 เวลา 18.02 น.

‘เมืองหนองหาน’ ในเอกสารยุคต้นกรุงเทพฯ คือเมืองหนองหานน้อย ไม่ใช่เมืองหนองหานหลวง

ข้อความตอนหนึ่งใน “พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ” ที่เรียบเรียงขึ้นโดย หม่อมราชวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า

“จุลศักราช 1149 ปีมแม นพศก (พ.ศ.2330) ท้าวเชียงผู้เปนที่อุปราช เจ้าเมืองๆ สุวรรณภูมิ (คือเขต อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน, ผู้เขียน) ถึงแก่กรรม มีบุตรสองคน ชื่อท้าวโอะ 1 ท้าวเพ 1 กับบุตรหญิง 4 คน จึ่งโปรดตั้งให้ท้าวสูนน้องท้าวเชียงเปนอุปราชเจ้าเมืองๆ สุวรรณภูมิ แลโปรดให้ตั้งท้าวเพบุตรท้าวเชียงเจ้าเมืองสุวรรณภูมิคนเก่า เปนที่พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์เจ้าเมืองหนองหาร แยกเอาไพร่เมืองสุวรรณภูมิไป 600” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จากข้อความข้างต้นทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า “เมืองหนองหาน” ที่ท้าวเพไปเป็นเจ้าเมือง โดยกินตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” นั้น คือเมือง “หนองหารหลวง”

ไม่มีคำอรรถกถาความข้อสันนิษฐานข้างต้นจากผู้ที่สันนิษฐานคนที่ว่า (และเอาเข้าจริงแล้วผมก็ไม่ทราบว่า ใครคนที่สันนิษฐานเรื่องนี้คือใคร เพราะเป็นข้อมูลที่คัดลอกต่อๆ กันแล้วเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตโดยไม่มีการอ้างอิงที่มา) แต่ผมอยากเดา (ศัพท์ลำลองของคำว่า สันนิษฐาน) เอาเองว่า เป็นเพราะ “เมืองหนองหาน” ที่รู้จักกันดีนั้นมีอยู่ 2 เมือง ได้แก่ “เมืองหนองหานน้อย” ที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และ “เมืองหนองหารหลวง” ที่ จ.สกลนคร

ที่สำคัญก็คือ ข้อความที่ระบุอยู่ใน “จารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง” บนคอสองเฉลียง ของระเบียงล้อมพระอุโบสถ ของวัดที่ถูกเรียกกันอย่างเคยปากชาวบ้านว่า วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ นั้น มีข้อความระบุว่า

“เมืองหนองหารน้อย เจ้าเมืองชื่อพระพิทักษ์เขตต์ขันธ์ 1 ขึ้นกรมมหาดไทย 2 เมือง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ในเมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่า เจ้าเมือง “เมืองหนองหานน้อย” มีตำแหน่งชื่อ “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์” แล้ว “เมืองหนองหาน” ที่มี “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” เป็นตำแหน่งเจ้าเมือง ก็จึงควรจะเป็น “เมืองหนองหารหลวง” ผมเดาว่าใครคนที่สันนิษฐานเรื่องนี้โดยไม่ประกาศนามเอาไว้คงคิดอย่างนั้น

สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครคงจะคล้อยตามอีกอย่างก็คือ เมืองหนองหานทั้งสอง คือ หนองหารหลวง กับหนองหานน้อยนั้น มักจะถูกกล่าวถึงคู่กันอยู่บ่อยครั้ง

เช่น ในหนังสือเก่าแก่ ซึ่งเล่าถึงประวัติของพระธาตุพนมเป็นสำคัญ แต่ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับสองฝั่งแม่น้ำโขงช่วงระหว่างประเทศไทย กับประเทศลาว จนแทบจะใช้เป็นพงศาวดารของพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้อย่าง “ตำนานอุรังคธาตุ” หรือ “อุรังคนิทาน” นั้น อ้างว่าแต่เดิมพื้นที่บริเวณหนองหานน้อย ไม่ได้เป็นหนองน้ำ แต่เป็นบ้านเมืองที่ชื่อ “เมืองขุนขอมนคร” ของพญาขุนขอมนคร ผู้เป็นพระอนุชาของพญามหาสุรอุทกะ แห่งเมืองหนองหารหลวง

ลักษณะอย่างนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนโบราณในรุ่นที่แต่งตำนานอุรังคธาตุ เมื่อเกือบ 400 ปีที่แล้ว (อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำกรมศิลปากรอย่าง อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เคยสันนิษฐานไว้ว่า ตำนานเรื่องนี้แต่งขึ้นก่อนพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งล้านช้าง เมื่อ พ.ศ.2181 เพียงไม่ถึง 5 ปี) นั้น เห็นว่าเมืองโบราณทั้งสองแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด แถมยังไม่ใกล้ชิดกันเฉพาะแค่มีหนองน้ำใหญ่ ที่ชื่อใกล้เคียงกันเท่านั้นนะครับ

เพราะเมืองโบราณทั้งสองแห่งนี้จัดเป็น “ชุมชนปริมณฑล” ที่พัฒนาสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมบ้านเชียง โดยในจำนวนชุมชนปริมณฑลเหล่านี้ มีเพียง “เมืองหนองหานน้อย” และ “เมืองหนองหารหลวง” เท่านั้น ที่พัฒนาต่อมาใหญ่โตจนกลายเป็นเมืองที่มีการสร้างคูน้ำ คันดิน ล้อมรอบ แถมยังสร้างในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกันอีกต่างหาก

(ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ผู้แต่งตำนานอุรังคธาตุ จะยกให้เมืองทั้งสองแห่งนี้เป็น “นครของขอม” เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็ควรจะมาจากที่ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบ ตามแบบที่นิยมอยู่ในวัฒนธรรมขอมนี่เอง)

อะไรต่างๆ เหล่านี้ยิ่งชวนให้นึกเคลิ้มไปได้ง่ายขึ้นว่า “เมืองหนองหาน” ที่ท้าวเพ ได้ถูกรับสั่งให้ไปกินตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” เป็นเจ้าเมืองนั้นคือ “เมืองหนองหารหลวง” ซึ่งสัมพันธ์คู่กันอยู่กับ “เมืองหนองหานน้อย” ที่เจ้าเมืองมีชื่อตำแหน่งล้อกันว่า “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์”

แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือครับ?

อันที่จริงแล้ว ในหนังสือ “พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ” ฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งที่ 6 เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพรนางโสฬศนารี ณ จำปาศักดิ์ สาระโสภณ (นางอักษรการวิจิตร) ณ วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2539 ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดทำเชิงอรรถเพิ่มเติมลงในเนื้อความ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้านั้น ทางกรมศิลปากรได้ทำเชิงอรรถระบุเอาไว้ด้วยว่า

“พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์ (ท้าวเพ) ผู้ตั้งเมืองหนองหานผู้นี้เป็นหลานของเจ้าแก้วมงคลภายหลังเมืองนี้ถูกยุบลงเป็นอำเภอ เรียกว่าอำเภอหนองหาน ขึ้นจังหวัดอุดรธานี”

ดังนั้น ตามความเห็นของกรมศิลปากร “เมืองหนองหาน” ที่ท้าวเพ แห่งเมืองสุวรรณภูมิ ไปกินตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” นั้น จึงเป็น “เมืองหนองหานน้อย” ไม่ใช่เมืองหนองหารหลวง ที่สกลนคร ตามที่มีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามสันนิษฐานเอาไว้ (ถึงแม้ว่าทางกรมศิลปากรจะระบุพิกัดเมืองหนองหานน้อย คลาดเคลื่อนจาก อ. กุมภวาปี ไปเป็น อ.หนองหาน ก็ตาม)

ความเห็นของกรมศิลปากรนั้นดูจะสอดคล้องกับเอกสารโบราณ ในยุคต้นกรุงเทพฯ อีกหลายชิ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้นก็จะเรียกชื่อ “เมืองหนองหาน” โดยไม่ระบุว่า เป็นเมืองหนองหารหลวง หรือหนองหานน้อย เช่น รายชื่อเมืองต่างๆ ใน ประกาศพระราชพิธีตรุศ (คือ พิธีตรุษ) รัชกาลที่ 4 เป็นต้น

เมื่อคราวที่ได้มีการจัดทำหนังสือ “ประชุมจารึกวัดโพธิ์” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2472) นั้น ทางคณะผู้จัดทำได้ทำการสอบทานรายชื่อหัวเมืองต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ใน “จารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง” บนคอสองเฉลียง ของระเบียงล้อมพระอุโบสถของวัด (ที่ผมได้เคยกล่าวถึงมาแล้วในช่วงต้นของข้อเขียนชิ้นนี้) กับรายชื่อของเมืองในประกาศพระราชพิธีตรุษในช่วงสมัยที่ใกล้เคียงกัน (ซึ่งก็หมายรวมถึงประกาศพระราชพิธีตรุศ รัชกาลที่ 4 ด้วย) แล้ว พบว่าชื่อตรงกัน เข้าใจว่าจารึกชื่อเมืองทั้งหมดเต็มตามอย่างในประกาศ ส่วนทำเนียบชื่อตำแหน่งผู้ครองเมืองต่างๆ นั้น ทางคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ก็ลงความเห็นว่า คงจะใช้ตามที่เป็นอยู่จริงในช่วงระยะเวลานั้นด้วย

หมายความว่า สำหรับราชสำนักที่กรุงเทพฯ แล้ว เมื่อกล่าวถึง “เมืองหนองหาน” นั้น หมายถึง “เมืองหนองหานน้อย” เป็นสำคัญ โดยน่าสังเกตด้วยว่า ในจารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง ซึ่งระบุชื่อเมืองหนองหานน้อยนั้น ไม่ได้กล่าวถึงเมืองหนองหารหลวงเลยด้วยซ้ำไป

ลักษณะอย่างนี้ยังถูกตอกย้ำในเอกสารอย่างน้อยอีกสองชิ้น ซึ่งในที่นี้ผมขอเรียกว่า “ประกาศแต่งตั้งท้าวสุริยเป็นราชบุตรเมืองหนองลหาร พ.ศ.2411” และ “ประกาศแต่งตั้งพระพิทักษเขตร์ขันธ์เป็นเจ้าเมืองหนองลหาร พ.ศ.2416” ซึ่งต่างก็เรียก “เมืองหนองหานน้อย” ว่า “เมืองหนองลหาร” โดยที่ไม่มีคำว่า “น้อย” กำกับห้อยท้ายอยู่ด้วยเลยแม้แต่นิด

ควรสังเกตด้วยว่า ชื่อตำแหน่งเจ้าเมืองหนองหานน้อยเองก็ทั้งเขียน และสะกดต่างกันไปในแต่ละเอกสารที่ผมยกมาอ้างไว้ ทั้ง “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์” ในจารึกที่วัดโพธิ์ ซึ่งทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3, “พระพิทักษ์เขตร์ขันธ์” ในประกาศเมื่อ พ.ศ.2416 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 (การสะกดแบบนี้ปรากฏในประกาศ พ.ศ.2411 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 4 เช่นกัน) และ “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” ในพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ซึ่งเขียนขึ้นในยุครัชกาลที่ 5 เช่นกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ชื่อตำแหน่งที่เขียน และสะกดแตกต่างกันออกไปเล็กน้อยกลุ่มนี้ จึงควรเป็นชื่อตำแหน่งเจ้าเมืองหนองหานน้อยเหมือนกันทั้งหมด แต่ถูกเรียก หรือสะกดต่างกันออกไปในแต่ละกาลเทศะ

แถมยังเป็นไปได้ด้วยว่า ในกรณีของคำว่า “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” จะเป็นการคัดลอกผิด เพราะพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณนั้น เป็นงานเรียบเรียงมาจากเอกสารเก่าหลายชิ้น ไม่ใช่หลักฐานชั้นปฐมภูมิ

พูดง่ายๆ อีกทีก็ได้ว่า ตำแหน่ง “พระพิทักษ์เขื่อนขันธ์” นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งเจ้าเมืองหนองหานหลวง อย่างข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ในอินเตอร์เน็ตโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงเขาบอก แต่เป็นชื่อตำแหน่งเดียวกับ “พระพิทักษ์เขตต์ขันธ์” เจ้าเมืองหนองหานน้อยต่างหาก •

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...