ดร.ศุภวุฒิเร่งปิดจบเจรจาสหรัฐ ธุรกิจแบกต้นทุนปัญหาลากยาว
สงครามการค้า “ปั่นป่วน-ผันผวน” รุนแรง เกมพลิกรายวัน ดร.ศุภวุฒิ ประธานสภาพัฒน์ ชี้ปัญหาไม่แน่นอน “ลากยาว” วิเคราะห์เกมทางกฎหมายของทรัมป์ สู้ถึงศาลฎีกา ยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน ยืนยันไทยต้องเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐ ชี้เดินเกมช้ากระทบภาคธุรกิจส่งออกอยู่ในวังวนปัญหายาวนาน ส.อ.ท.หวั่นเกมซื้อเวลาชี้ธุรกิจแบกต้นทุนความไม่แน่นอนสูง ประธานหอการค้าชี้เอกชนนัดหารือที่ประชุม กกร. 4 มิ.ย.นี้
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า กรณีศาลอุทธรณ์สหรัฐ (Federal Circuit) สั่งชะลอคำตัดสินของศาลชั้นต้น (CIT) ที่เพิ่งตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้กฎหมายประกาศเก็บภาษีนำเข้าแบบ Nationwide ภายใต้กฎหมาย IEEPA ทำไม่ได้ จึงสั่งให้กลับมาเก็บภาษีต่อได้ชั่วคราว ระหว่างรอผลอุทธรณ์ จากเดิมที่ศาลชั้นต้นตัดสินให้ “ยกเลิกเก็บภาษี” นั้น คงไม่ถึงกับทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากก่อนนี้ที่ศาลชั้นต้นตัดสิน
“ผมมองว่า ไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเรื่องทางเทคนิคของกฎหมาย ซึ่งต้องดูต่อไปว่าศาลอุทธรณ์จะว่าอย่างไร แต่คิดว่าน่าจะพิจารณายืนยันเหมือนศาลชั้นต้น โดยการที่ศาลมีคำสั่งชะลอคำตัดสินศาลชั้นต้น ก็เป็นไปตามกระบวนการ เพราะพอเรื่องเข้าศาลอุทธรณ์แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย จากการเปลี่ยนไปมา ก็จะคงสถานะแบบเดิมไว้ก่อน”
ตลาดทุนผันผวนหนัก
ทั้งนี้ กระบวนการในชั้นศาลอุทธรณ์ไม่น่าจะเกิน 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้ เพราะศาลมีการกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายรีบส่งเอกสารภายในวันที่ 9 มิ.ย. ซึ่งหากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก็คงไปถึงชั้นศาลฎีกา โดยต้องไปลุ้นต่อ ซึ่งในช่วงระหว่างนี้ก็จะมีเอฟเฟ็กต์ต่อตลาดเงินตลาดทุน ที่จะมีความผันผวนไปตามสถานการณ์ที่พลิกไปมา
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ทรัมป์คงวางแผนที่จะใช้เครื่องมืออื่นในการเก็บภาษีตอบโต้ให้ได้ เพราะหากแนวทางนี้ใช้ไม่ได้ ก็อาจจะไปใช้มาตรา 301 หรือมาตรา 232 หรือมาตรา 122 ที่ยังมีช่องให้ทำได้ และเคยทำมาแล้ว อย่างสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม รวมถึงรถยนต์ ที่ใช้มาตรา 232 ขณะที่มาตรา 122 ถือเป็นมุขใหม่ ที่ว่าหากเกิดวิกฤตการขาดดุลการค้า จนทำให้เสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับผลกระทบ ก็อาจจะใช้วิธีเก็บภาษีชั่วคราวได้ แต่อันนี้ก็ต้องมีการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ ทั้งนี้ ในส่วนของไทยก็คงยังต้องเตรียมเรื่องเจรจาไว้ก่อน เพราะยังไม่รู้สุดท้ายจะออกมาอย่างไร
ความไม่แน่นอน “ลากยาว”
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเรียกเก็บภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีผลทำให้การเก็บภาษีไม่สามารถทำได้ ทำเนียบขาวจึงไปร้องต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งในระหว่างรอให้ 2 ฝ่ายส่งข้อมูลมาและกำหนดวันพิจารณาตัดสินในเดือนมิถุนายนนั้น ส่งผลให้การเก็บภาษีทำได้ต่อไป แต่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนคำตัดสินของศาลชั้นต้น
ฉะนั้นสิ่งที่เผชิญคือ “ความไม่แน่นอน” คือสหรัฐยังเก็บภาษีอยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่า ผลของการตัดสินของศาลอุทธรณ์จะเป็นอย่างไร
ดร.ศุภวุฒิกล่าวต่อว่า ในกรณีของประเทศไทยก็ต้องเดินหน้าเจรจา คือเราเผชิญกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดี เพราะมองว่าศาลอุทธรณ์อาจตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น เนื่องจากในทางกฎหมายเป็นไปตามนั้น และทำเนียบขาวอาจยื่นศาลฎีกาต่อไป ระหว่างทางใช้เวลาหลายเดือนที่อยู่บนความไม่แน่นอน
หวั่นเจรจาช้า-ปัญหายืดเยื้อ
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า เหตุผลสามประการในการเจรจาต่อไป เพราะหนึ่ง ไทยไม่ต้องการให้การส่งออกอยู่ในความไม่รู้ ความคลุมเครือ สอง ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าภาษีตอบโต้ ผิดหรือถูกกฎหมาย แต่ภาษียังเก็บได้อยู่ก็กระทบกับไทยอยู่ดี และสาม ทรัมป์สามารถกดดันทางรัฐสภาได้ เนื่องจากมีเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา ให้ออกกฎหมายอื่น ๆ ที่ให้อำนาจทรัมป์ในการเก็บภาษีก็ได้อยู่ดี ถ้ากฎหมายตามพระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ 1977 (IEEPA) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้
ดังนั้นจึงไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงด้านการค้ากับฝ่ายไทยลดลงเลย ถ้าสหรัฐตั้งใจที่จะจัดการกับสิ่งที่สหรัฐมองว่า การค้าของไทยกับสหรัฐไม่สมดุล และต้องการปรับโครงสร้างการค้า ดังนั้นไทยก็ต้องไปเจรจา เพราะตนมองว่า สหรัฐมีความตั้งใจแน่วแน่จริง ๆ ในเรื่องนี้ และถ้าไทยทำช้าไป ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่โดนภาษี แต่จะเป็นการทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และผู้ส่งออกไทยก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
ดร.อาร์มหนุนเร่งเจรจา
ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีด้านงานวิชาการ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นหลังศาลอุทธรณ์กลางได้ออกคำสั่ง “ระงับ” คำสั่งศาลการค้าเป็นการชั่วคราวว่า จะมีผลให้กระบวนการพิจารณาเรียกเก็บภาษีตอบโต้ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในระหว่างการอุทธรณ์
“ในส่วนของประเทศไทย จะต้องเริ่มต้นกระบวนการเจรจากับสหรัฐโดยทันที เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่ากระบวนการอุทธรณ์จะมีคำตัดสินออกมาอย่างไรในอนาคต สหรัฐก็ยังมีวิธีการอีกมากที่จะใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการเรียกเก็บภาษี (ม.301-ม.232 ม.122) อย่างไรก็ดี คณะผู้แทนไทยต้องเริ่มกระบวนการเจรจากับสหรัฐให้ได้
ส่วนคำถามที่ว่า กระบวนการในการต่อสู้ในศาลสหรัฐในขณะนี้จะมีผลทำให้แต้มต่อในการเจรจาของสหรัฐลดลงหรือไม่ ดร.อาร์มเห็นว่า อัตราภาษีที่เรียกเก็บอาจลดลง แต่สุดท้ายสหรัฐก็มีช่องทางอื่น ๆ ในการเก็บภาษีอยู่ดี
กิติพงศ์ชี้จับตาศาลฎีกา
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ผลลัพธ์สุดท้ายเกี่ยวกับภาษีทรัมป์ในขณะนี้ ยังไม่แน่นอน เพราะมีการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลสูง ทำให้กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด ซึ่งค่อนข้างเป็นกังวลอยู่ เพราะในชั้นศาลสูงจะเป็นคนของทรัมป์เสียส่วนใหญ่ จึงอาจไปแพ้ที่นั่นได้ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจของศาลว่ามีหรือไม่ และใช้ได้หรือไม่ เพราะอำนาจของประธานาธิบดีเป็นที่สูงสุด และไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
ธุรกิจรอความชัดเจน-ทองป่วน
ด้าน “ฮั่วเซ่งเฮง” ผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทย มีบทวิเคราะห์ระบุว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าชั่วคราว ในระหว่างการพิจารณาคำอุทธรณ์ ซึ่งหมายความว่ามาตรการภาษีศุลกากรที่ประกาศโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในช่วงนี้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังคงรอความชัดเจน จากการพิจารณาขั้นสุดท้ายว่าจะยกเลิก หรือคงไว้ซึ่งมาตรการภาษีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ยังได้กำหนดกรอบเวลาในการยื่นคำชี้แจงจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยให้โจทก์ในคดีนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าและผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร ต้องยื่นคำแถลงต่อศาลภายในวันที่ 5 มิถุนายน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐ ต้องยื่นคำชี้แจงตอบกลับภายในวันที่ 9 มิถุนายน ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินชี้ขาดในภายหลัง
สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า รวมถึงอุตสาหกรรมโลหะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงตลาดทองคำ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนดังกล่าว ตลาดจึงกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนสินค้า และแนวโน้มเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนคงยังตึงเครียด
ตลาดหุ้นผันผวนรายวัน
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ในมุมของการลงทุนประเมินว่า ระยะสั้นตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย จะมีความผันผวนมากขึ้น จากเมื่อวันที่ 29 พ.ค. หุ้นปรับตัวขึ้น หลังศาลการค้าสหรัฐสั่งให้ยกเลิกเก็บภาษี แต่ผ่านมาอีกวันหุ้นก็ปรับลดลงมา หลังศาลอุทธรณ์ให้คงการเก็บภาษีไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำตัดสิน
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าสุดท้ายขึ้นอยู่กับการเจรจาของแต่ละประเทศเช่นเดิม ขณะที่คำตัดสินของศาลอาจจะมีผลบ้าง โดยหากในกรณีสหรัฐไม่สามารถเก็บภาษีทั่วโลกได้ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังมีกฎหมายอื่นที่ให้สิทธิประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีประเทศอื่นได้ หากพบว่าการค้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ และกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ
“ทรัมป์ยังสามารถใช้กฎหมายอื่นไปโต้แย้งได้ ซึ่งต้องรอติดตามศาลอุทธรณ์สหรัฐ และต่อด้วยศาลฎีกาซึ่งยังไม่รู้ว่าจะพิจารณาเมื่อไหร่ แต่การยืดเก็บภาษี 90 วันของสหรัฐ จะครบในวันที่ 9 ก.ค. 68 ซึ่งเป็นวันสำคัญที่จะเห็นแล้วว่าภาษีเจรจาการค้าจะเป็นอย่างไร เพราะทุกประเทศก็ยังเดินหน้าเจรจาต่อ เพราะรู้ว่าทรัมป์มีกฎหมายอื่นที่สามารถทำได้”
BOI ชี้สงครามการค้าไม่จบ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่า การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐยังไม่จบ ซึ่งจะต้องไปถึงขั้นอุทธรณ์และฎีกาอีก ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายจะออกมาอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เราอยู่ในโลกของความไม่แน่นอนจริง ๆ Trade War และ Tech War จะยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน
“ในแง่ของประเทศไทย ต้องเตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์ ส่วนกำหนดเวลา 90 วันที่สหรัฐผ่อนผันไว้นั้น เรายังคงต้องเตรียมตัวของเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ต้องเจรจา หรือกรณีที่ไม่มีเรื่องของภาษีตอบโต้เกิดขึ้น เพราะยังไงเทรดวอร์และเทควอร์ก็ยังคงมีอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จะชะล่าใจ ชิล ๆ ไม่ได้ เพราะเรารู้ว่ายังมีความท้าทายรอเราอยู่ข้างหน้า”
ส.อ.ท.หวั่นแค่เกมซื้อเวลา
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าการยื่นอุทธรณ์ของทรัมป์อาจจะแพ้อีก แต่ก็ต้องไปดูที่ศาลฎีกาหรือศาลชั้นสูง แต่หลายคนก็เป็นห่วงอยู่ว่า ศาลฎีกาส่วนใหญ่เป็นการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี หลาย ๆ ประเทศก็เป็นกังวลว่าจะตั้งธงกันไว้แล้ว หรือจะเป็นการแค่ซื้อเวลาหรือไม่
สถานการณ์ของโลกขณะนี้เปลี่ยนแปลงทุกวัน อย่างกรณีการขึ้นภาษีนำเข้า 50% กับสหภาพยุโรป ทั้ง 27 ประเทศในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 สร้างความแตกตื่นให้กับตลาดหุ้นและทุกคน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีการเจรจา และทรัมป์ก็เลื่อนการขึ้นภาษีไปเป็นวันที่ 9 กรกฎาคม สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดในทุก 1-2 วัน สิ่งเหล่านี้เป็นความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และประธานาธิบดีทรัมป์ก็พูดเองว่าเขาเป็นคนที่คาดการณ์ไม่ได้
“วันนี้สัจธรรมความไม่แน่นอนคือความแน่นอน นั่นคือภาคธุรกิจจะต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ และพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เราดูแนวทางการเจรจาของหลาย ๆ ประเทศ บางประเทศสำเร็จ บางประเทศไม่สำเร็จ ต้องไม่ชะล่าใจ ต้องเตรียมพร้อม”
เอกชนถกประชุม กกร. 4 มิ.ย.
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนว่านโยบาย Reciprocal Tariffs จะมีผลกระทบวงกว้างต่อสังคมโลกและในสหรัฐเองด้วย อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูท่าทีและสถานการณ์ต่าง ๆ หรือการอุทธรณ์ใช้เวลากันอย่างไร รวมถึงชัดเจนว่า Reciprocal Tariffs ที่เลื่อนออกไป 90 วัน ซึ่งจะครบในต้นเดือนกรกฎาคมนี้จะเลื่อนออกไป อยู่ที่ว่าการอุทธรณ์จะเป็นอย่างไร
“เรื่องนี้ก็คงต้องนำไปพูดคุยหารือกันในการประชุม กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน) ที่จะประชุมในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ด้วย เพราะเมื่อมีประเด็นใหม่ ๆ ก็ต้องมาพูดคุยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง และอะไรที่ต้องเตรียมรับมือ เพื่อสะท้อนไปยังภาครัฐบาลเตรียมรับมือ” นายพจน์กล่าว
พาณิชย์ชี้เลื่อนภาษีเป็นผลดี
ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดต่อ และแลกเปลี่ยนความเห็นกับสหรัฐมาตลอด ซึ่งเร็ว ๆ นี้กำลังเข้าโหมดการเจรจาอย่างจริงจัง ซึ่งไทยกับสหรัฐมีความสัมพันธ์กันหลายด้าน ส่วนตัวเชื่อว่าผลการเจรจา ไทยจะถูกเก็บ Reciprocal Tariffs ในกลุ่มประเทศอัตราต่ำซึ่งไทยกับเวียดนามนั้นแตกต่างกัน เพราะเวียดนามเจอปัญหาเยอะ ทั้งสหรัฐขาดดุลเป็นแสนล้านเหรียญ และส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีน แต่ไทยแม้มีปัญหาบ้างก็มีการแก้ไข โดยใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ในการกำกับดูแลไม่ให้เกิดการสวมสิทธิเพื่อส่งออก
“ผมมองว่าการเลื่อน Reciprocal Tariffs ไปเรื่อย ๆ เป็นปีก็ยิ่งดี เพราะทำให้สินค้าไทยปีนี้ส่งออกได้ดีต่อเนื่อง หากเป็นอย่างนั้น ทั้งปีส่งออกอาจโตได้ 2 หลัก ไม่แค่เกิน 4% อย่างที่กล่าวไว้ แม้ส่งออกไทยคงที่เท่าวันนี้”
ธปท.แนะธุรกิจต้องปรับตัว
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังศาลอุทธรณ์สหรัฐได้สั่งระงับคำตัดสินศาลการค้า และอนุมัติภาษีทรัมป์ยังมีผลบังคับใช้ได้ต่อ จากก่อนหน้านี้ศาลการค้าเบรกทรัมป์ขึ้นภาษีทั่วโลกนั้น มองว่าคงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ตอกย้ำว่าความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังต้องติดตามว่าศาลอุทธรณ์จะว่าอย่างไรต่อไป โดยในส่วนของภาคเอกชน, รายย่อย (SMEs) ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น และขึ้นอยู่กับความสามารถของการปรับตัว หรือความตั้งใจที่จะปรับตัว แต่ผลที่เกิดขึ้นอาจจะออกชัดกว่าคือ ในฝั่งของตลาดการเงินที่จะมีความผันผวนค่อนข้างสูง
“ดังนั้นฝั่งเศรษฐกิจต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและการลงทุนมากขึ้น ขณะที่ในฝั่งของตลาดการเงิน ต้องมีการดูแลความเสี่ยง ดังนั้นแนวทางป้องกันความเสี่ยงจึงมีความสำคัญมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในปัจจุบันมีสูงมาก คงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และรอดูหากมีความชัดเจนขึ้นและสามารถมีอะไรออกมาอัพเดต อาจจะมีการอัพเดตมุมมองของเศรษฐกิจได้เช่นกัน หากให้มองภาพตอนนี้ต้องบอกว่าภาพจะค่อนไปทาง Reference Scenario (สถานการณ์อ้างอิง) อาจจะอยู่ที่ประมาณ 2% หรือดีกว่า จากเศรษฐกิจไตรมาส 1/68 ที่ออกมาค่อนข้างดี ซึ่งก็ยังต้องติดตามต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดร.ศุภวุฒิเร่งปิดจบเจรจาสหรัฐ ธุรกิจแบกต้นทุนปัญหาลากยาว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net