AWC ล็อกเป้าลงทุน Freehold ไพร์มโลเคชั่น ดันรายได้โตเท่าตัวทะยาน “3 แสนล้าน” ใน 5 ปี
AWC เตรียมเงินลงทุนมากกว่า “3 แสนล้าน” สำหรับแผนลงทุน 5 ปี วางหมากเน้นลงทุน Freehold บนไพร์มโลเคชั่น เทิร์นโรงแรมเก่าเป็นแวรูลใหม่เพิ่ม ADR ทะลุ 600% ควบคู่ลงทุน 4 โปรเจกต์ Growth Fund มูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท ลงเงิน 18-25% ก่อนซื้อ 100% เมื่อโครงการพร้อมทำเงิน บูสต์การเติบโตเป็น “เท่าตัว” หรือ “3 แสนล้าน” ใน 5 ปี
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ในผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องด้วยรายได้รวม 6,191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23 %
โดยมีกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 3,417 ล้านบาท เติบโต 15.3% และมีอัตราผลตอบแทน EBITDA ต่อทรัพย์สินถาวร (EBITDA Yield) อยู่ที่ 10.0% เติบโต 13.6%
ทั้งนี้ AWC มีแผนขยายพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพในกลุ่มโรงแรมและการบริการและกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลทั้งโรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช โครงการ Jubilee Prestige Tower และโครงการ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก
ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทได้ทันทีทำให้มูลค่าทรัพย์สินรวมเติบโตสู่ 209,374 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากปี 2562 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินดำเนินงานของบริษัท ณ ไตรมาสนี้อยู่ที่ 161,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% จากไตรมาสก่อน
แม้เศรษฐกิจไทยช่วงต้นปีเผชิญกับความผันผวนและท้าทาย แต่ AWC ยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าคุณภาพ โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของ AWC เติบโตต่อเนื่อง ด้วยทรัพย์สินคุณภาพในทำเลท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ สร้างรายได้รวมกว่า 3,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 (YoY) โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน (ADR) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6,663 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 (YoY)
ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักอยู่ที่ 4,992 บาท เพิ่มขึ้น 6.0% และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักอยู่ที่ 5,072 บาท เติบโต 7.7% เมื่อเทียบกับพอร์ตโรงแรมเดิมในปี 2567 และสูงกว่าตลาด 4 เท่า โดยกำไรจากการดำเนินงาน ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการอยู่ที่ 1,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9%
โดยเฉพาะกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรี ในจุดหมายปลายทางยอดนิยม ทั้งเกาะสมุย และกระบี่ ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโตถึง 10.5% ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ และโรงแรมกลุ่มประชุมสัมมนา (MICE) ยังสามารถเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลไตรมาสที่ผ่านมามีอัตราการรักษาผู้เช่า (Retention Rate) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 99% แม้ภาพรวมในตลาดมีอัตราการโยกย้ายสูงก็ตาม ในส่วนของธุรกิจศูนย์การค้า หลังปรับศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ไลฟ์สไตล์ ฮับ เชียงใหม่ และพันธุ์ทิพย์ แอท งามวงศ์วาน
ทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้นทั้งอัตราการเช่าพื้นที่และอัตราค่าเช่าที่เติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังเติบโตจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราการเช่าพื้นที่และอัตราค่าเช่าที่ฟื้นตัวต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด
ส่งผลให้ในไตรมาสนี้ กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้รวม 2,386 ล้านบาท เติบโต 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรจากการดำเนินงาน 2,055 ล้านบาท เติบโต 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงให้บริษัทได้ต่อเนื่อง
“สถานการณ์ท่องเที่ยวที่ททท.มีการปรับลดเป้านักท่องเที่ยวบวกกับนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปนั้น เราต้องหาจุดชี้ชวนให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาแทน แต่ต้องไม่ทิ้งนักท่องเที่ยวกลุ่มที่บิ้วความมั่นใจ และกลุ่มที่ยังเชื่อมั่นในประเทศไทย แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนาอาจจะต้องรอจังหวะในการที่จะบูสต์ต่อ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไฮไลท์และโปรโมตเมื่อมีโครงการดีๆ Concept ดีๆ”
ขณะที่ดร. ไพฑูรย์ วงศาสุทธิกุล หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน AWC เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของ AWC เริ่มจากฐานคือทรัพย์ที่ดำเนินการแล้ว
ซึ่งจะทำให้มีกระแสเงินสดมาลงทุนต่อใน 2 เฟสคือ
1. ทรัพย์ที่พัฒนาในพอร์ตของAWC แล้ว ซึ่งดำเนินการอยู่และพร้อมที่จะทยอยเปิดบริการ ซึ่ง AWCมีแคชโฟลว์เข้ามาเพิ่มเช่น Pattaya Marriott Resort and Spa จอมเทียน ที่กำลังจะเปิดบริการในเดือนมิถุนายน 68 และ 2.โครงการ Mega Destination ระยะยาว เช่น Asiatique, Aquatique Pattaya, Lannatique
“การเติบโตไปข้างหน้า AWCเลือกที่จะลงทุนในทรัพย์ที่มี Quality สูงในเชิงของ Real Estate ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มี Long-Term Value อย่าง “ทรัพย์ฟรีโฮลด์” ที่ Unique และมี Valueให้นักลงทุนระยะยาวและต้องอยู่ใน Prime Location ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าระยะยาวให้พอร์ต
บางส่วนเป็นการเทิร์นโรงแรมเก่าซึ่งจะใช้เงิน 71% ของมูลค่าโครงการที่ได้มา แต่สิ่งที่เราจะได้คืออัตราค่าห้องที่เพิ่มขึ้น 600% กลยุทธ์ของเรา คือ การพัฒนาพร้อมกันหลายโครงการ เช่น 10 โครงการขึ้นไปซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาได้ในต้นทุนที่ถูกกว่าต่อยูนิต
นอกจากนี้เรายังมี Unique Future อย่าง “Growth Fund” ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการโดยไม่ต้องลงทุน acquire เข้ามา 100% แต่เป็นการจ่ายก่อน 18-25% และพัฒนาทรัพย์เหล่านี้ไปนอกพอร์ตAWC
เมื่อทรัพย์เหล่านี้สร้างเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการเราจะซื้อเข้ามา 100% ซึ่งจะทำให้เติบโตได้เร็วเพราะไม่ต้องแบก Development บางส่วนที่เป็นโครงการ Destination ใหญ่ๆ ตอนนี้เรามี Growth Fund 4 โครงการคือ นิวยอร์ก ,เวิ้งนครเกษม , ลานนาทีค และโอกุระ มูลค่าโครงการรวมราวๆ 4-5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้เรายังร่วมมือกับ Partner ระดับโลกซึ่งจะช่วยนำพา Quality demand จากทั่วโลกเข้ามา โดยเฉพาะเมมเบอร์กว่า 600 ล้านคนทั่วโลก”
ด้านนายชยานนท์ หอพัตราภรณ์ หัวหน้าคณะสายงานบัญชีและการเงิน บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป กล่าวเสริมว่า AWCมีเป้าหมายจะเติบโตจาก 1.5 แสนล้านบาทเป็น 3 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบัน AWC มีแผนการลงทุนในไปป์ไลน์ต่อเนื่อง
โดยในปีนี้มีแผนเปิดโรงแรม 3 แห่ง คือ
โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ซึ่งเปิดบริการไปแล้วในไตรมาส 1 โดยซื้อโรงแรมเก่ามารีโนเวทสามารถเพิ่มราคาห้องพักขึ้นได้กว่า 300%
ทั้งนี้ AWC ตั้งเป้า ADR มากกว่า 4,500 บาทต่อคืน ซึ่งปัจจุบันค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าบาทในไตรมาส 1
นอกจากนี้ยังจะเปิดโรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ในไตรมาส 2 และ Fairmont Bangkok Sukhumvit ในไตรมาส 4
นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช โครงการ Jubilee Prestige Tower และโครงการ JW Marriott Hotel Bangkok Ratchadapisek และการเปิดตัวโครงการ Jurassic World: The Experience
“สำหรับปี 2568 เรามีเป้าหมายที่จะเติบโตมากกว่า 218,000 ล้านบาทหรือเติบโตเกือบ 10% จากปีที่แล้ว อย่างไรก็ดีปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งแผ่นดินไหวที่อาจมีอิมแพคในระยะสั้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่ portfolio ของAWC ค่อนข้างกระจายมีแอสเสสทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และหลาย category ทั้ง MICEและ Luxury Hotel ทำให้เราสามารถที่จะกระจายความเสี่ยงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
ดังนั้นการที่นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในเมืองไทยน้อยลงไม่ค่อยกระทบกับAWC มากนักเพราะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีน 10% ลดลงมาจาก 13% แต่เราได้นักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นทั้งอเมริกาและยุโรปที่มีสัดส่วนลูกค้าเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตัวเลขในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ADR ยังปรับตัวสูงขึ้นแต่เป็น single-digit”
ทั้งนี้ AWC วางงบการลงทุนระยะ 5 ปีกว่า “แสนล้านบาท” หรือเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีบริษัทมีการเตรียมเงินทุนไว้วางมากกว่าที่ต้องใช้ตามแผนราวๆ 3-4 เท่าตัวซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนและเพิ่มการลงทุนใหม่ๆเมื่อเห็นโอกาสได้ตลอดเวลา