โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“โค” ล้นตลาด-ราคาดิ่ง จี้จับเนื้อเถื่อน-สารเร่งทำสูญ 5 หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ต.ค. 2566 เวลา 04.27 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2566 เวลา 04.27 น.

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเผชิญปัญหาภาวะล้นตลาด และราคาดิ่งลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวียดนามตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงในโคที่ส่งออกไปปลายปี 2565 แต่ถึงวันนี้สถานการณ์ราคายังไม่กระเตื้องขึ้น

โคเนื้อล้นตลาดราคาดิ่ง

นายไพบูลย์ ใจเด็ด อุปนายกสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาฟาร์มโคเนื้อในหลายจังหวัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงโคเนื้อทั่วประเทศไทยประสบปัญหาราคาตกต่ำมาก โดยโคมีชีวิตน้ำหนักประมาณ 500 กก./ตัว ราคาอยู่ที่ 85-90 บาท/กก. ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 80-90 บาท/กก.

โดยปัญหาหลักมาจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.จำนวนโคเนื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 พบว่ามีโคเนื้อประมาณ 9.46 ล้านตัว และล่าสุดวันที่ 11 ก.ย. 2566 มีโคเนื้อ 9.66 ล้านตัว จำนวนโคเนื้อเพิ่มขึ้น พร้อมกับจำนวนเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีโคเนื้อในประเทศจำนวนมาก

2.การใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคขุน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่กระทบต่อการส่งออกโคเนื้อไป เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา

3.การลักลอบนำเข้าโคเถื่อนจากประเทศเมียนมาจำนวนมาก ส่งผลให้ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD), โรคลัมปีสกินที่ทำให้เกิดการสูญเสียไปมหาศาล และเมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เกิดการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนอันตรายถึงตายได้

4.การลักลอบนำเข้าเนื้อโคกล่องแช่แข็ง หรือเนื้อโคเถื่อนจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก ตอนนี้ในตลาดนัดตำบลต่าง ๆ มีเนื้อโคเถื่อนแช่แข็งเกลื่อนเต็มตลาดไปหมด และเชื่อว่ายังมีซุกซ่อนอยู่ตามห้องเย็นจังหวัดต่าง ๆ และเนื้อโคเถื่อนที่นำเข้ามาจะนำโรคติดต่อต่าง ๆ เข้ามาด้วย

5.การเลิกเลี้ยงโคนม เนื่องจากราคานมตกต่ำ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมล่มสลาย ขณะที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์แพง เกษตรกรอยู่ไม่ได้ สมัยก่อนตนเคยเลี้ยงโคนม ลงทุน 100 บาท ขายได้ 150 บาท มีกำไร 50 บาท แต่ทุกวันนี้ลงทุนไป 100 บาท ขายนมได้ 70 บาท ขาดทุนแล้ว 30 บาท สถานการณ์การเลี้ยงโคนมแย่ลง ๆ เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมด

รัฐหนุนเลี้ยงแต่ไร้ตลาด

ข้อมูลเดือนธันวาคม 2564 ประเทศไทยมีโคเนื้อ จำนวน 8,927,161 ตัว มีเกษตรกร 1,348,496 ราย, เดือนธันวาคม 2565 ช่วงโควิด-19 คนกลับบ้านไปเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนโคเนื้อเพิ่มขึ้นเป็น 9,458,759 ตัว มีเกษตรกร 1,417,686 ราย, เดือนกันยายน 2566 จำนวนโคเนื้อเพิ่มขึ้น 9,655,380 ตัว มีเกษตรกรเพิ่มขึ้น 1,425,414 ราย

กรมปศุสัตว์มีการสำรวจข้อมูลการเลี้ยงโค แบ่งเป็นโคขุน 3 แสนตัว, โคพื้นเมือง 4.8 ล้านตัว, โคพันธุ์แท้ 1.3 แสนตัว, โคลูกผสม 4.3 ล้านตัว ทั้งนี้ โคเนื้อที่ส่งออกเป็นโคลูกผสมที่นำมาขุน

ได้มีการเก็บข้อมูลการเลี้ยงโคย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2515 ประเทศไทยมีโคอยู่ 4.5 ล้านตัว หลังจากนั้น รัฐบาลทำโครงการต่าง ๆ สนับสนุนในการเลี้ยงโค เป็นยุคทองของโคเนื้อ จนส่งผลให้มีปริมาณโคเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และมีฟองสบู่แตก หรือโคล้นตลาดถึง 3 ครั้ง

โดยฟองสบู่แตกครั้งแรก เริ่มจากปี 2536 รัฐบาลทำ “โครงการอีสานเขียว” มีการปั่นราคาโคพันธุ์ฮินดูบราซิล ปริมาณวัวเพิ่มขึ้น 7.4 ล้านตัว ฟองสบู่แตกปี 2538-2539

ครั้งที่ 2 รัฐบาลทำ “โครงการโคล้านตัว” ในปี 2548 จนทำให้ฟองสบู่แตกปี 2549-2550 จำนวนโคเพิ่มขึ้นเป็น 9.1 ล้านตัว

จนสุดท้ายสามารถส่งออกโคไปจีน เวียดนามได้ ก็เกิดการเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พอเจอโรคลัมปีสกิน ณ ปัจจุบัน เป็นฟองสบู่แตกครั้งที่ 3 มีปริมาณโคเพิ่มถึง 9.66 ล้านตัว ขณะที่กรมปศุสัตว์บอก ความต้องการบริโภคเนื้อของคนไทย ประมาณ 3-4 กิโลกรัมต่อคน/ปี ซึ่งคิดว่าไม่จริง คนไทยน่าจะบริโภคโคอยู่ประมาณ 2 กก.กว่าต่อคนต่อปี คนไทยบริโภคเนื้อเพียง 1.2 ล้านตัวต่อปี ตอนนี้ล้นตลาด จึงต้องพยายามส่งออก

จี้ปราบโคเถื่อน-สารเร่งเนื้อแดง

จากปัญหาที่เกิดขึ้นการนำเข้าเนื้อโคและเนื้อกระบือเถื่อน สร้างมูลค่าความเสียหาทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 23,400 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยประเทศไทยมีการกินเนื้อโคและกระบือ 1.2 ล้านตัวต่อปี มีน้ำหนักที่เข้าโรงเชือดประมาณ 400 กิโลกรัม ราคาประมาณ 30,000 บาทต่อตัว แต่ปัจจุบันเนื้อกล่องเถื่อนเข้ามาแย่งตลาดกว่า 65%

ขณะเดียวกัน มูลค่าความเสียหายจากการระงับส่งออกเนื้อโคไปจีน-เวียดนาม เนื่องจากการตรวจพบสารเร่งเนื้อแดง คาดว่าส่งผลกระทบไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี

ที่ผ่านมาทางภาครัฐได้จัดทำโครงการขึ้นหลายโครงการ อาทิ โครงการอีสานเขียว, โครงการโคล้านตัว, โครงการโคบาลบูรพา และโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

นายไพบูลย์ กล่าวว่าอยากจะเสนอให้มีการถอดบทเรียนจากโครงการในอดีต และถ้าต้องการพัฒนาและส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อหาหนทางที่จะรอดจากวิกฤตไปได้ 1.ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ รวมถึงแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อต่อกิจการโคเนื้อ

2.เร่งปราบปรามสารเร่งเนื้อแดง เนื้อกล่องเถื่อน การลักลอบวัวเถื่อนจากเมียนมาให้หมดไป 3.สร้างความเชื่อมั่นกับตลาดต่างประเทศกลับคืนมา อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม จีน 4.สนันสนุนและส่งเสริมการแปรรูปเนื้อโคเพื่อส่งออก และจัดตั้งสมาพันธ์โคเนื้อ

จี้รัฐเจรจาเปิดตลาดส่งออก

นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร ประธานคณะกรรมการโคเนื้อศรีวิชัย (พัทลุง) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรสหกรณ์โคเนื้อศรีวิชัย และสมาชิกเครือข่ายไม่สามารถส่งออกโคเนื้อไปต่างประเทศได้ จึงได้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจของประเทศมาเลเซีย จัดโครงการโคเนื้อคุณภาพเพื่อการส่งออกโลกมุสลิม

โดยมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง อยู่ระหว่างยกร่างสัญญา คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2566

หลังลงนามเอ็มโอยู ทางสหกรณ์จะรับซื้อโคเนื้อ โคขุนจากสมาชิกสหกรณ์ และสมาชิกเครือข่ายในราคาประกัน 105 บาท/กก. จากนั้นจะนำโคมากักโรคที่คอกสัตว์ของสหกรณ์ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง 21 วัน หลังจากนั้นจะส่งโคไปประเทศมาเลเซีย

ซึ่งรัฐวิสาหกิจของประเทศมาเลเซีย จะกักโรคต่ออีก 14 วัน ก่อนส่งเข้าโรงเชือด ในเบื้องต้นจะส่งโคไปมาเลเซียประมาณ 20 ตัว/สัปดาห์ หรือประมาณ 80 ตัว/เดือน

นายวิรัตน์ รอดนวล ประธานกรรมการวิสาหกิจชุมชนคนเลี้ยงวัวลังกาสุกะพัทลุง และประธานกรรมการ บริษัท ลังกาสุกะฟาร์ม จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์โคเนื้อ โคขุนค่อนข้างซบเซามาก ราคากลับดิ่งลงมาอยู่ที่ 75-80 บาท/กก. จากเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ราคา 90-100 บาท/กก. ผู้เลี้ยงต่างประสบภาวะขาดทุน

ภาพรวมยอดขายหดตัวไปประมาณ 40% สาเหตุเพราะประเทศจีน เวียดนาม หันไปซื้อโคเนื้อ โคขุน จากประเทศออสเตรเลีย เข้ามาทดแทนจากราคาที่ต่ำกว่า เนื่องจากประเทศออสเตรเลียจะมีการเลี้ยงโคขุน โคเนื้อ ปริมาณมาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเจรจาแก้ปัญหาให้ประเทศไทยกลับไปส่งออกได้ จะทำให้ราคาโคเนื้อในประเทศขยับขึ้นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...