โผ 29 หุ้นเป้าหมาย กองทุน Thai ESG เรทติ้งสูงสุด “AAA”พ่วงด้วย CG REPORT “ดีเลิศ”
โผ 29 หุ้นเป้าหมาย กองทุน Thai ESG เรทติ้งสูงสุด “AAA”พ่วงด้วย CG REPORT “ดีเลิศ” นักวิเคราะห์คาดเม็ดเงินไหลเข้าทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท ช่วยดัน SET ขยับขึ้น 1–2% ก.ล.ต. คาดเงินไหลเข้าหุ้นไทยปีนี้ 30,000 ล้านบาท
วันที่ 30 ก.ค. 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (กองทุน Thai ESG) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งได้แก่ การขยายวงเงินที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้เป็น 3 แสนบาทต่อคนต่อปี และการลดระยะเวลาถือครองหน่วยลงทุนเหลือ 5 ปี สำหรับการซื้อหน่วยลงทุนระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569
นักวิเคราะห์ได้คัดกรองหุ้นที่คาดว่าเป็นเป้าหมายการลงทุน โดยบล.เอเชีย พลัส มีมุมมองต่อ กองทุน THAIESG ใหม่ น่าจะจูงใจให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทั้งในมุม VALUATION ที่น่าสนใจ การเติบโตที่ยั่งยืน
อีกทั้งข้อบังคับระยะเวลาการถือครองยังสั้นสุดเมื่อเทียบกับกองทุนประหยัดภาษีอื่นๆ ทั้ง LTF และ SSF โดยกลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นในกลุ่มที่มี ESG RATING “AA-AAA” ที่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีปรับฐานลงมาลึก
กลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. คัดกรองหุ้นใน SETESG ที่มี ESG RATINGS อยู่ในระดับสูงสุด “AAA” และยังมี CG REPORT อยู่ในระดับ “ดีเลิศ” หรือ 5 คะแนน น่าจะเป็นหุ้นเป้าหมายอันดับต้นที่เม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันฯ และเม็ดเงินจาก ThaiESG FUND ใหม่จะไหลเข้า ได้ผลลัพธ์ 29 บริษัท ซึ่งหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่น่าสนใจ อาทิ ADVANC CPALL KBANK SCC CRC PTTGC TISCO BGRIM CKP STA AMATA THCOM เป็นต้น
2. คัดกรองหุ้นใน SETESG ที่มี ESG RATINGS อยู่ในระดับสูงลองลงมา “AA” ที่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี(YTD) ปรับฐานลงมาลึกบวกกับปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต อาทิ IVL AP BCH HMPRO GPSC PLANB CPN BJC เป็นต้น
บล.เอเซีย พลัส คาดการณ์เม็ดเงินที่หวังจากกองทุน Thai ESG ใหม่ที่ไหลกลับเข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้น คาดจะมีเม็ดเงินหนุนราว 4–5 หมื่นล้านบาท ตามการเปรียบเทียบด้านเม็ดเงินที่สามารถนำมาลดหย่อยภาษีได้กับกองทุน LTF เดิม โดยเม็ดเงินที่สนับสนุน SET ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท มักสนับสนุนให้ SET ขยับขึ้นได้ 1–2%
บล.กรุงศรี (KSS) คัดชุดหุ้นที่คาดได้อานิสงส์ทางบวกเบื้องต้น คือกลุ่มหุ้นปัจจุบันที่อยู่ในดัชนี SETESG และมีน้ำหนักสูง ผสาน กลุ่มที่มีพื้นฐานแกร่งในปัจจุบัน คาดจะเห็นการเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น อาทิ ADVANC (น้ำหนักใน SETESG 5.2%) CPALL (5.1%) AOT (5.0%) GULF(5.0%) SCC (2.8%) CPN (2.6%) INTUCH (2.45%) CPF(2.1%) CRC (1.96%) MINT (1.7%) SCGP (1.15%) BEM(1.09%)
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าเบื้องต้นมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งปีนี้มีเวลาขายราว 5 เดือน (ส.ค. - ธ.ค. 2567) จึงคาดว่าจะเห็นเงินลงทุนไหลเข้าจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยบวกเข้ามาช่วยฟื้นภาพตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังได้
ข้อมูล ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2567 มีกองทุน Thai ESG ทั้งหมด 23 กอง มีจำนวนผู้ถือหน่วยกว่า 95,000 ราย มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการ (AUM) ประมาณ 7,000 ล้านบาท เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่าถึงแม้ขนาดจะยังไม่ใหญ่ แต่ผลเชิงบวกคือมีบริษัทจดทะเบียนที่มีการเปิดเผยข้อมูลก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 40%