โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิวเกม] 'Dragon Quest Monsters: The Dark Prince' ไล่จับมอนสเตอร์ในโลกของเกม RPG

BT Beartai

อัพเดต 15 ธ.ค. 2566 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2566 เวลา 15.29 น.
[รีวิวเกม] 'Dragon Quest Monsters: The Dark Prince' ไล่จับมอนสเตอร์ในโลกของเกม RPG

https://assets.beartai.com/uploads/speaker/post-1341247.mp3?cb=1702606352.mp3

[รีวิวเกม] 'Dragon Quest Monsters: The Dark Prince' ไล่จับมอนสเตอร์ในโลกของเกม RPG
[รีวิวเกม] 'Dragon Quest Monsters: The Dark Prince' ไล่จับมอนสเตอร์ในโลกของเกม RPG

Dragon Quest Monsters: The Dark Prince จุดเด่น เกมเพลย์แนว RPG ที่ปรับให้ลื่นไหลไม่เชย ระบบผสมมอนสเตอร์ที่ผสมได้หลากหลาย จุดสังเกต กราฟิกธรรมดาไปหน่อย 8.5

สำหรับแฟนเกมรุ่นเก่าคงจะรู้จักซีรีส์ ‘Dragon Quest’ ตำนานแนวเทิร์นเบส RPG ที่วางขายตั้งแต่ยุค 80S และยังคงสานต่อจนถึงปัจจุบัน และนอกจากภาคหลักแล้วยังมาพร้อมภาคแยกที่เปลี่ยนไปหลากหลายแนว ไม่วาจะเป็นแอ็กชัน RPG หรือแนวจับมอนสเตอร์มาสู้กัน ซึ่งก็คือ ‘Dragon Quest Monsters’ ที่เพิ่งจะครบรอบ 25 ปีที่วางขายไป

ซีรีส์ ‘Dragon Quest Monsters’ เป็นการผสมผสานระหว่างแนว เทิร์นเบส RPG กับแนวจับตัวมอนสเตอร์มาต่อสู้กันคล้ายกับ ‘Pokemon’ แต่ทีมงานได้สร้างความแตกต่าง และใส่ความโดดเด่นของเหล่ามอนสเตอร์และตัวละครที่ออกแบบโดย อากิระ โทริยามะ (Akira Toriyama) ทำให้มันได้รับความนิยมและสร้างออกมาหลายภาค และเกือบทั้งหมดออกบนคอนโซลแบบพกพา

ส่วนภาค ‘Dragon Quest Monsters: The Dark Prince’ ออกวางขายบน Nintendo Switch ที่เรื่องราวจะเล่าผ่านตัวละครหลักอย่าง “Psaro” เจ้าชายครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ ที่หลังจากเขาได้ออกมาท้าทายพ่อของเขาที่เป็นราชาปีศาจผู้โหดร้าย ทำให้เขาถูกลงโทษด้วยการสาปให้เขาไม่สามาถต่อสู้กับมอนสเตอร์ได้อีกต่อไป และเนรเทศเขาไปยัง Terrestria ทำให้ “Psaro” ต้องหาทางถอนคำสาปนี้

กราฟิกไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่เลวร้าย

เชื่อว่าในตอนแรกที่เกมประกาศลงเฉพาะ Nintendo Switch แฟน ๆ ส่วนใหญ่ก็ทำใจว่ากราฟิกในเกมจะย้อนยุคไปไกล ยิ่งซีรีส์ ‘Dragon Quest Monsters’ ไม่เน้นกราฟิกอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ความคาดหวังลดลงไปอีก ซึ่งหากคุณตัดสินแค่ตัวอย่างที่ปล่อยออกมาคงจะเห็นว่ามันธรรมดามาก เหมือนเกมสมัย PS2 ที่มีความคมชัดมากกว่า แต่พอได้สัมผัสตัวเกมจริง ๆ ถือว่าไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

เพราะว่านอกรายละเอียดของฉากถือว่าทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ตัวละครก็คงมีความเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ได้ดี ส่วนเฟรมเรตอยู่ระดับกลาง ๆ หากมีฉากกว้าง ๆ ก็จะมีอาการกระตุกให้เห็น ซึ่งอยู่ในระดับที่พอรับได้ แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือดนตรีประกอบที่รวมเพลงคลาสสิกของซีรีส์ ‘Dragon Quest’ หลายภาคเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นผลงานของ โคอิจิ ซูงิยามะ (Koichi Sugiyama) ผู้ล่วงลับ และยังมีการลงทุนใส่เสียงพากย์เข้ามาด้วยทำให้มันไม่เชยจนเกินไป

เกมเพลย์เทิร์นเบส RPG แบบคลาสสิก

รูปแบบการเล่นหลัก ๆ จะเหมือนกับ ‘Dragon Quest’ ภาคหลักที่จะนำเสนอในรูปแบบ เทิร์นเบส RPG แบบใส่คำสั่งที่เข้าใจง่าย จะมีการตัดเข้าฉากต่อสู้และต้องเลือกคำสั่งเพื่อโจมตี แต่จะเห็นศัตรูเป็นตัวบนฉากไม่ได้เจอแบบสุ่ม ส่วนระบบต่อสู้จะสามารถเลือกได้ว่าจะให้มันโจมตีตามกลยุทธแผนการรบที่เรากำหนด หรือจะลงลึกสั่งการแบบละเอียดก็ทำได้ แต่ตัวละครหลักจะไม่สามารถสู้กับมอนสเตอร์ได้โดนตรงเพราะโดนคำสาป

ฟังดูเชยเพราะเกมเพลย์แบบนี้ดูช้าไปแล้ว แต่ผู้สร้างได้เสริมโหมดมากมายไม่ว่าจะเป็นการปรับความเร็วในการเล่นได้ และยังมีระบบโจมตีแบบอัตโนมัติได้ด้วยทำให้การเล่นรวดเร็วมาก ๆ เอามาเล่นในยุคนี้ก็ดูไม่เชย และไม่ต้องเดาเนื้อเรื่องหลักให้ปวดหัวเพราะมีจุดบนแผนที่บอกว่าเราต้องไปทำอะไรที่ไหนตลอดการเล่น

ส่วนฉากในเกมจะมีความหลากหลายเพราะตัวเอกจะได้ท่องไปในหลายดินแดนที่มีความแตกต่างทางภูมิประเทศ ที่มีความลับซ่อนอยู่มากมายแต่ไม่ต้องกลัวว่าต้องเดินทางไปมาที่ใช้เวลานานจนน่าเบื่อ เพราะเกมมีการใช้คาถาเพื่อวาร์ปไปตามจุดที่เคยไปมาแล้วได้ รวมทั้งระบบอาวุธที่ย่อให้เหลือแค่เครื่องประดับชิ้นเดียวทำให้ง่ายในการตั้งค่า ส่งผลให้การเล่นรวดเร็วลื่นไหลถือว่าผู้สร้างปรับให้เข้ากับยุคสมัยแล้ว

เอามอนสเตอร์เป็นพวกแล้วใช้ต่อสู้

จุดเด่นของซีรีส์นี้คือการนำตัวมอนสเตอร์มาเป็นพวกและใช้งาน ซึ่งการจับก็ไม่ยุ่งยากเพราะไม่ต้องใช้ไอเทมอะไรมากมาย แต่ปราบพยศนั้นไม่ง่าย ๆ เพราะต้องใช้พลังของเพื่อนร่วมทีมและยังเสริมด้วยการให้อาหาร และเมื่อได้มาเป็นพวกก็จะนำมาอัปเกรดตัวละครผ่านระบบเลเวลแบบเกม RPG ทั่วไป และเมื่ออัปเกรดถึงเลเวล 10 แล้วเราจะพบความสนุกที่ทำให้อยู่กับเกมได้นานมาก

ระบบนั้นก็คือการนำตัวมอนสเตอร์มารวมร่างกัน ที่ผู้เล่นสามารถจับคู่ตัวที่เรามีมายำรวมกันจนเกิดเป็นตัวใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อรวมกันแล้วเลเวลจะกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่ ซึ่งมีข้อดีเพราะเราจะได้อัปเกรดตัวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้มีการใช้คะแนน Talent ที่ได้มาจากการอัปเลเวลเพื่อเพิ่มสกิลใหม่ เพิ่มท่าไม้ตายใหม่ รวมทั้งเวทมนตร์ใหม่ ๆ และเมื่อผสมหลายรอบเอาความสามารถมายำรวมกันจนได้มอนสเตอร์เทพ ๆ ได้ ถือเป็นจุดเด่นและทำให้เราสนุกไปกับมันได้ยาวนาน

และหนึ่งในภารกิจหลักนอกจากตะลุยดันเจี้ยนต่อสู้กับบอสแล้ว ยังมีการต่อสู้ในลานประลอง ที่จะแบ่งตามเกรดของมอนสเตอร์ที่เรามี ซึ่งในลานประลองจะไม่สามารถสั่งการมอนสเตอร์ของเราได้ละเอียด ทำให้มีความท้าทายและต้องจัดตัวให้ดีกว่าการต่อสู้ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีโหมดออนไลน์มาให้เราเล่นกับเพื่อนรวมทั้งแลกเปลี่ยนตัวมอนสเตอร์กับเพื่อนได้ด้วย

สำหรับ ‘Dragon Quest Monsters: The Dark Prince’ ถือว่าเป็นการกลับมาของภาคแยกของซีรีส์ในตำนานที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด แม้ว่ากราฟิกอาจจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่เกมเพลย์ทำออกมาได้ดีเข้าใจง่าย มีอะไรให้ทำมากมายโดยเฉพาะการรวมร่างมอนสเตอร์ที่ทำให้เราอยู่กับเกมได้นาน ใครเป็นแฟนซีรีส์นี้มายาวนานก็ไปหามาเล่นได้เลย และหากคุณไม่เคยเล่นมาก่อนจะเริ่มกับภาคนี้ถือว่าเหมาะสมมากเพราะมีการระบบปรับให้ทันสมัยขึ้นแล้ว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...