โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รัฐบาล เปิดโครงการ `คุณสู้-เราช่วย` อุ้มลูกหนี้ 2 ล้านราย - ลดเงินนำส่ง FIDF ให้แบงก์พาณิชย์

efinanceThai

เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2567 เวลา 09.29 น.

รัฐบาล เปิดโครงการ คุณสู้-เราช่วย อุ้มลูกหนี้ 2 ล้านราย - ลดเงินนำส่ง FIDF ให้แบงก์พาณิชย์

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ธ.ค. 67 16:29 น.

คลัง ผนึกแบงก์ชาติ แบงก์รัฐ-เอกชน ออกโครงการ "คุณสู้-เราช่วย" ผ่าน 2 มาตรการ จ่ายตรง คงทรัพย์ และ จ่าย ปิด จบ อุ้มลูกหนี้เฉียด 2 ล้านราย วงเงินเกือบ 9 แสนล้านบาท ฟากแบงก์รัฐเตรียมแผนออกมาตรการช่วยเหลืออีกแรง ตั้งเป้ากดหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 80%

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการเปิดโครงการ คุณสู้ เราช่วย ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว ว่า ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตเท่าที่ควร โดยในไตรมาส 4/67 คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 4% บวกลบ และทั้งปีคาดจะเติบโต 2.8% บวกลบ
สำหรับโครงการในวันนี้ รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยมาตรการนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ขนาดเล็ก ครอบคลุมลูกหนี้รวมจำนวน 2.1 ล้านบัญชี เป็นลูกหนี้ 1.9 ล้านราย และมียอดหนี้รวมประมาณ 8.9 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ การแก้หนี้ที่ยั่งยืนต้องควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะ (upskill/reskill) และเสริมสร้างรายได้ให้กับลูกหนี้ ซึ่งเป็นอีกด้านที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาและยกระดับรายได้ของครัวเรือนให้ดียิ่งขึ้น

***ลดเงินนำส่ง FIDF นำเงินแก้หนี้ครัวเรือน 3 ปี

นายพิชัย กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงเช้าที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติ ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ครึ่งหนึ่งจากที่จ่ายในปัจจุบันที่อัตรา 0.41% โดยคาดว่าจะได้เม็ดเงินประมาณ 39,0000 ล้านบาท โดยจะปรับลดลงเป็นระยะเวลา 3 ปี และสถาบันการเงินช่วยอีกประมาณ 39,000 ล้านบาท รวม 78,000 ล้านบาท เป็นเม็ดเงินกว่า 200,000 กว่าล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี

นายพิชัย กล่าวว่า สำหรับมาตรการที่จะดำเนินการในครั้งนี้ ประกอบด้วย จ่ายตรง คงทรัพย์ และ จ่าย ปิด จบ โดยวิธีการช่วยเหลือ ไม่ได้เป็นการลดหนี้ให้ทันทีแต่จะช่วยลดภาระในการจ่ายดอกเบี้ย หรือพักดอกเบี้ย โดยระยะ 3 ปี เป็นเวลาที่เหมาะสม สำหรับสินเชื่อที่จะเติมให้กับเอสเอ็มอีนั้น เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการความช่วยเหลือที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน โดยโครงการดังกล่าวจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.นี้ จนถึง 28 ก.พ. 68

*** แบงก์ใจป้ำ ให้จ่ายหนี้แค่ 10% กรณีเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท

ส่วนโครงการจ่าย ปิด จบ เป็นการช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) แต่มียอดคงค้างหนี้ไม่สูง (ไม่เกิน 5,000 บาท) จะให้จ่ายเพียง 10% เท่านั้นของยอดหนี้ ที่เหลือจะยกให้ โดยทางภาครัฐและธนาคารพาณิชย์จะช่วยเหลือกัน โดยยืนยันว่า เป็นจำนวนลูกหนี้ไม่เยอะ หรือประมาณ 130,000 ล้านบาท

“มั่นใจว่ามาตรการที่จะดำเนินการในครั้งนี้ จะส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับลดลง รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงมากกว่า 90% จะปรับลดลงได้ด้วยหลาย 10% โดยส่วนตัวอยากเห็นระดับหนี้ครัวเรือนลดต่ำกว่า 80% ให้ได้”นายพิชัย กล่าว

***ส่ง 2 มาตรการ จ่ายตรง คงทรัพย์ และ จ่าย ปิด จบ ช่วยลูกหนี้เริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยธปท.เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่ต้องผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ครบวงจร และสอดคล้องกับสถานการณ์แต่ละช่วง

สำหรับที่ผ่านมา ในช่วงโควิดได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท ทั้งรายย่อย เอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือวงกว้างและปูพรม แต่หลังจากนั้นเริ่มเห็นสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ จึงได้ปรับมาตรการให้ตรงจุดมากขึ้น ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น หรือเรียกว่า มาตรการพุ่งเป้า มีการออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ออกโครงการ แอสเซ็ทแวร์เฮ้าส์ พักทรัพย์พักหนี้ ซึ่ง 2 โครงการที่ออกไป วงเงิน 350,000 ล้านบาท เน้นเรื่องการจัดการและท้ายที่สุดออกไปประมาณ 94%

หลังจากนั้นเน้นมาตรการแก้หนี้ระยะยาว หรือ มาตรการฟ้าส้มและสุดท้าย เมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวมากขึ้น จึงได้ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับภาวะปกติมากขึ้น และให้น้ำหนักกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ล่าสุดในช่วงต้นปี ธปท.ได้ออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ซึ่งหนึ่งในเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ให้กลับมาฟื้นตัวได้ ผ่านการปรับโครงสร้างที่เหมาะสม และเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือตามเกณฑ์ RL เน้นการกำกับและตรวจสอบให้สถาบันการเงิน เข้มข้น โดย 9 เดือนแรกของปีนี้สถาบันการเงิน ได้ให้ความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 6 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้ 2 ล้านล้านบาท

แม้เศรษฐกิจในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวได้ รายได้ทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ลูกหนี้บางกลุ่มยังประสบปัญหาในการชำระหนี้ และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อให้ไปต่อได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่รายได้ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ธปท. กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงิน จึงร่วมมือผลักดันโครงการ คุณสู้เราช่วย ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว ผ่าน 2 มาตรการ คือ

มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินไม่สูงมาก ให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้แบบลดค่างวดและพักภาระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดชำระเงินต้นทั้งหมด ขณะที่ดอกเบี้ยที่พักไว้ตลอดระยะเวลา 3 ปี จะได้รับการยกเว้น หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดระยะเวลาของมาตรการ (ชำระเงินตรงเวลาและไม่ทำสัญญาสินเชื่อเพิ่มเติมในช่วง 12 เดือนแรกของการเข้าโครงการฯ)

สำหรับมาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้ โดยจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้กับลูกหนี้ โดยค่างวดที่ลดลงจะทำให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเหลือสำหรับดำรงชีพเพิ่มเติมระหว่างอยู่ในมาตรการ ขณะที่ดอกเบี้ยที่ได้รับยกเว้นจะช่วยให้ภาระหนี้โดยรวมของลูกหนี้ลดลง

มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” เป็นการช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) แต่มียอดคงค้างหนี้ไม่สูง (ไม่เกิน 5,000 บาท) โดยลูกหนี้จะต้องเข้ามาเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้บางส่วน ซึ่งมาตรการ “จ่าย ปิด จบ” นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสียและยอดหนี้ไม่สูง สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จาก “หนี้เสีย” เป็น “ปิดจบหนี้” และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ในระยะต่อไป ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่ม Non-bank อื่น ๆ จะมีความช่วยเหลือออกมาเพิ่มเติม ซึ่งอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างไป เพื่อร่วมกันผลักดันให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้างและครอบคลุมลูกหนี้ได้มากขึ้น

*** แบงก์รัฐ เตรียมหามาตรการเพิ่ม สมทบอีกแรง

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า สถาบันการเงินของรัฐ พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และ ธปท. ในการสนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” อย่างเต็มที่ โดยโครงการนี้จะช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ และยังมีการออกแบบกลไกการส่งเสริมวินัยทางการเงินควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐอยู่ระหว่างการหารือกับ ธปท. และกระทรวงการคลัง ในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ของกลุ่ม Non-bank รวมถึงการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะไม่ทับซ้อนกับกลุ่มลูกหนี้ของโครงการนี้ ทั้งนี้ คาดว่ามีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ทั้ง 2 มาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ จำนวนประมาณ 6 แสนบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4.5 แสนล้านบาท

*** สมาคมธนาคารไทย คาด "คุณสู้ เราช่วย" ช่วยเหลือลูกหนี้ได้ 1.5 ล้านบัญชี - ยอดหนี้ 4 แสนลบ.

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยในงานแถลงข่าวร่วม โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว ว่า แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะมีพัฒนาการดีขึ้นตามลำดับและ เริ่มมีความต่อเนื่องจากการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ แต่ครัวเรือน และ ผู้ประกอบการรายเล็กบางส่วนยังคงประสบปัญหาหนี้สิน นอกจากนี้ ข้อมูล NCB ยังชี้ว่าปัจจุบันประชากรกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เป็นอนาคตของชาติติดกับดักหนี้สูงขึ้นโดยเฉพาะหนี้บ้าน และ หนี้รถ

อย่างไรก็ตาม สมาคมธนาคารไทย และ ธนาคารสมาชิก ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงได้ร่วมมือกับภาครัฐ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ มาโดยตลอด ซึ่งสมาคมธนาคารไทย และ ธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” อย่างเต็มที่ บนความร่วมมือของภาครัฐ และ สถาบันการเงิน ในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และ ผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่สูง และ ประสบปัญหาในการชำระหนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ช้า

และ ยังไม่ทั่วถึงให้สามารถประคองตัว รักษาสินทรัพย์สำคัญกับความมั่นคงของชีวิตกับครอบครัว และ ที่เกี่ยวกับการทำมาหากินทั้งที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สถานประกอบการ หรือ กิจการธุรกิจครัวเรือน เป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาสังคม และ ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้น และ ช่วยให้ลูกหนี้ที่มีความตั้งใจแน่วแน่ในการลดหนี้มีโอกาสที่จะกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติในระยะข้างหน้าเมื่อรายได้ฟื้นตัว

โดยคาดว่า ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จะสามารถให้การช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบริษัทลูกในกลุ่มได้ราว 1.5 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4 แสนล้านบาท

*** ชูสอดคล้อง แผนยุทธศาสตร์ของสมาคม

สำหรับการช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้โครงการนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมธนาคารไทยด้านความยั่งยืน (Sustainability) ในการจัดการกับปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการ 5 ข้อ ได้แก่

1. การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) ให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมลูกหนี้ให้มีวินัยทางการเงิน และ ใช้สินเชื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ไม่เกินกำลัง

2. การแข่งขันแบบเสรีไม่ผูกขาด (Open Competition)

3. ความโปร่งใส และ เท่าเทียมระหว่างผู้ให้สินเชื่อ (Level Playing) ทุกกลุ่มเจ้าหนี้ทั้งธนาคาร non-bank และ สหกรณ์อยู่บนกฎกติกาที่เท่าเทียมกัน

4. ความยุติธรรม (Fairness) ของอัตราดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงที่เป็นจริง ลดภาระลูกหนี้ดีที่ต้องแบกภาระลูกหนี้ที่ไม่ดี

5. ความครอบคลุมและเข้าถึง ทุกฝ่ายมองเห็นประโยชน์ร่วมกันทั้งลูกหนี้ เจ้าหนี้ ผู้กำกับ และ ภาครัฐ ไม่ทำให้ใครต้องตกไปอยู่นอกระบบจากโครงสร้าง หรือ ข้อจำกัดของระบบ และ ทุกภาคส่วนร่วมแชร์ความเสี่ยงอย่างเป็นธรรมในการแก้ปัญหาหนี้

ทางด้าน โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จะเป็นจุดตั้งต้นของก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน และ เป็นรูปธรรม สอดประสาน กับมาตรการ responsible lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย มุ่งเน้นไปที่ต้นตอของปัญหาและ กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นในการได้รับความช่วยเหลือด้วยทรัพยากรสาธารณะ เป็นมาตรการชั่วคราวที่ยาวถึง 3 ปี ที่เพียงพอในการสนับสนุน และ รองรับกับมาตรการระยะถัดไปของภาครัฐทั้งในมิติของการมีสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นต่อครัวเรือน และ การปฏิรูปด้านอื่นๆ

ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาทลายข้อจำกัด และ ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับข้อมูลหนี้สินที่จัดเก็บในระบบฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ให้ครอบคลุม โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการสินเชื่อเข้าเป็นสมาชิก NCB ให้ครบถ้วน ลดความเหลื่อมล้ำของการได้มา ซึ่งบุริมสิทธิด้วยโครงสร้างของกฎหมายที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้ก่อหนี้เกินความจำเป็น หรือเกินกำลัง รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลหนี้นอกระบบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทราบ และ เข้าใจศักยภาพของลูกหนี้ที่แท้จริง ส่งเสริมการมีหนี้ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมกับรายได้ ไม่เกินกำลังในการชำระคืน รวมถึงให้มีรายได้ขั้นต่ำที่พอเพียงในการดำรงชีพ

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน และ การยกระดับรายได้ให้กับภาคครัวเรือน และ SME อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมการยกระดับ และ การรับรองระดับฝีมือแรงงาน เพื่อนำไปสู่ระดับค่าจ้างที่สูงขึ้น ในขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือ เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ควรมีบทบาทในการดูแลคู่ค้าที่เป็น SME ในห่วงโซ่อุปทานให้ได้รับความเป็นธรรมในการทำการค้า และ มีความโปร่งใสในเรื่องเทอมทางการค้า ปรับตัว และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน

"ในนามสมาคมธนาคารไทย และ ธนาคารสมาชิก พร้อมผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และ เป็นการกระตุกพลังครั้งสำคัญเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ บนเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นคนไทย ธุรกิจ SME ไทย สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ และ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยความสามารถในการมีทักษะอาชีพ และ รายได้ที่เพียงพอ ความสามารถในการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ และ มีสวัสดิการพื้นฐานขั้นต่ำที่จำเป็นอย่างครอบคลุม"นายผยง กล่าว

*** BBL เชียร์รัฐมาถูกทาง หนุนสินเชื่อปี 68 ดีกว่าปีนี้ - NPL ลดลง

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 68 จะดีกว่าปี 67 ซึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเริ่มจากโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ซึ่งจะเห็นหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) ลดลงในปลายปีนี้ โดยในส่วนของธนาคารอยู่ระหว่างประเมินลูกหนี้ของธนาคารที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้

ในขณะที่แผนธุรกิจของธนาคารปี 68 อยู่ระหว่างดำเนินการ และ จะเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในเดือนม.ค. 68

"เศรษฐกิจปีหน้าดีกว่าปีนี้ และ สินเชื่อของเราก็จะโตคู่ขนานไปกับเศรษฐกิจ โดยในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวมากขึ้น รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนก็ดีขึ้น ซึ่งจะหนุนสินเชื่อให้มีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง"นายชาติศิริ กล่าว

รายงาน โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...