โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิทธิพล-มุมมืดของ Playboy สื่อยุคแรกเสนอเรื่องเพศ-เซ็กซ์ สมัยสังคมอเมริกันยังรับไม่ได้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 มี.ค. 2566 เวลา 04.06 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 17.32 น.
ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Playboy เมื่อปี 2015 (ขวา) หน้าปกนิตยสารฉบับแรก ภาพจาก AFP

คำว่า “เพลย์บอย” (Playboy) กลายเป็นคำติดปากของคนในยุคนี้ไปแล้วหากจะพูดถึง “วิถีชีวิต” ของท่านผู้ชายทั้งหลาย แน่นอนว่าเมื่อเอ่ยถึงวลีนี้ ทุกคนย่อมต้องนึกถึงชื่อ “นิตยสาร” วาบหวิวในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเป็นมาตั้งแต่ปลายยุค 50s

นิตยสารฉบับนี้ไม่เพียงแค่เป็นที่จดจำผูกกับภาพโป๊เปลือยรูปแบบต่างๆ แบบในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาการเดินทางของนิตยสารเล่มนี้สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม (ทั้งแง่บวกและลบ) เอาไว้มากมาย เพียงแค่เห็นโลโก้รูปกระต่ายของแบรนด์ แทบทุกคนจะนึกถึงสื่อรายนี้ทันที

ถึงแม้คนทั่วโลกจะยอมรับว่าฮิวจ์ เฮฟเนอร์ (Hugh Hefner) ผู้ก่อตั้งนิตยสารซึ่งจะกลายมาเป็นอาณาจักรสื่อในภายหลังนั้น ผลงานการผลิตสื่อของเขาส่งอิทธิพลเชิงสังคมและวัฒนธรรมในสหรัฐฯ นับตั้งแต่เริ่มต้นตีพิมพ์ฉบับแรกในปี ค.ศ. 1953 เขากลายเป็น “ไอคอน” (บุคคลต้นแบบ) ในแง่การงัดข้อค้านกับ “จริยธรรม” ในแบบอนุรักษ์นิยม

เป็นที่ทราบกันดีว่า สังคมอเมริกันในช่วงยุค 50s ยังมีจริยธรรมระดับเคร่งครัด หัวข้อเรื่องเพศ(นอกเหนือจากการสมรส)มักถูกตีตราว่าเป็นเรื่องขัดต่อจริยธรรม กระทั่งการตีพิมพ์นิตยสาร “เพลย์บอย” ฉบับแรกเมื่อปี 1953 ทำให้พอจะกล่าวได้ว่า นิตยสารฉบับนี้ถือเป็นสิ่งพิมพ์ (สำหรับผู้อ่านเพศชาย) เล่มแรกๆ ที่ห่อ “เรื่องเกี่ยวกับเพศ” ให้ดูเป็นเรื่อง“ทั่วไป” มากกว่าแค่เป็นเรื่องที่ “เสื่อมโทรม” แม้ว่าการสื่อสารแบบนี้จะมีทำให้เกิดปัญหาและข้อถกเถียงอีกมุมตามมา (จะกล่าวในเนื้อหาส่วนต่อไป)

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารเกิดในครอบครัวที่มีวิถีแบบเคร่งครัดทีเดียว เขาเริ่มต้นทำงานสื่อตั้งแต่ทำนิตยสารเมื่อศึกษาในมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบก็ทำงานกับนิตยสาร “เอสไควร์” (Esquire) นิตยสารสำหรับผู้ชายที่เก่าแก่อีกแห่ง เฮฟเนอร์วางแผนทำนิตยสารของเขาเอง ช่วงเวลานั้นมีปรากฏการณ์ทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องทางเพศเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันพอดี นั่นคือ การเผยแพร่ผลการศึกษาของ อัลเฟรด คินซีย์ (Alfred Kinsey) ซึ่งถูกเรียกกันว่า “รายงานของคินซีย์” (The Kinsey Reports)

“รายงานของคินซีย์” (The Kinsey Reports) หมายถึงผลการศึกษา 2 ฉบับคือ Sexual Behavior in the Human Male (1948) และ Sexual Behavior in the Human Female (1953) รายงานทั้ง 2 ฉบับนี้แม้จะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับระเบียบวิธีการศึกษาหลายประการทั้งในช่วงเวลานั้นและอีกหลายปีให้หลัง โดยเขาเก็บข้อมูลมากกว่าแค่การสัมภาษณ์ ฯลฯ แต่ประเด็นที่จะเอ่ยถึงแง่อิทธิพลในที่นี้คือเนื้อหาในรายงาน

เนื้อหาเปิดเผยพฤติกรรมทางเพศของกลุ่มตัวอย่างมากกว่าแค่มุมมองความสัมพันธ์ทางเพศแบบคู่รักดั้งเดิมทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นการเปิดประเด็นการพูดถึงเรื่องทางเพศซึ่งเคยเป็นหัวข้อต้องห้ามทางจริยธรรม

ขณะเดียวกันในปี 1953 นิตยสารเพลย์บอยฉบับแรกของฮิวจ์ออกจำหน่าย มีภาพมาริลีน มอนโรว์ (Marilyn Monroe) นักแสดงหญิงชื่อดังขึ้นปก แต่ความเป็นจริงแล้วเธอไม่ได้ถ่ายแบบให้กับนิตยสารโดยตรง ฮิวจ์ ซื้อภาพมาจากช่างภาพที่ทำงานให้กับบริษัทที่ตีพิมพ์ปฏิทิน นิตยสารประสบความสำเร็จอย่างมากและเริ่มกลายเป็นกระแส

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ พยายามอธิบายสื่อของเขาว่าไม่ได้เป็นนิตยสารที่พูดถึงเรื่องเซ็กซ์เพียงอย่างเดียว เนื้อหาจะมุ่งเป้าไปที่วิถีชีวิตของผู้ชายซึ่งมีเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธได้ยากว่า เนื้อหาเกี่ยวกับเซ็กซ์ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นิตยสารได้รับความสนใจ ขณะเดียวกันเนื้อหาอื่นในนิตยสารที่นอกเหนือจากเรื่องเซ็กซ์ก็ได้รับการพูดถึงเช่นกัน แต่อาจไม่ได้อยู่ในภาพจำของคนทั่วไป นิตยสารตีพิมพ์งานเขียนเรื่องสั้นของนักเขียนชื่อดังหลายราย อาทิ เอียน เฟลมมิง (Ian Fleming) ไปจนถึงโรอัลด์ ดาห์ล (Roald Dahl) หรือเนื้อหาในส่วนบทสัมภาษณ์ นิตยสารเคยตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียงในหลายแวดวงตั้งแต่ไมล์ส เดวิส (Miles Davis) นักดนตรีแจ๊ซซ์ที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีเมื่อปี 1962, จอห์น เลนนอน (John Lennon) และโยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) เมื่อปี 1980 ไปจนถึงจิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) เมื่อปี 1976 ซึ่งในเวลานั้นยังมีสถานะผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยวลีจากบทสัมภาษณ์ซึ่งกลายเป็นที่จดจำจากบทสัมภาษณ์ครั้งนั้นคือ “ผมก็มองสตรีมากมายด้วยความปรารถนา”

ความสำเร็จของนิตยสารนี้เองกลายเป็นฐานที่ทำให้ฮิวจ์ สร้างอาณาจักรธุรกิจของเขาขึ้นมาควบคู่ไปกับวิถีชีวิตแบบ “Playboy” ซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันของบุรุษหลายประเทศ ขณะเดียวกันในฐานะ “ไอคอน” เขาแสดงความคิดเห็นว่าจารีตประเพณีเกี่ยวกับเรื่องทางเพศอันเคร่งครัดแบบอเมริกันควรถูกปรับปรุงให้ผ่อนคลายมากกว่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้เคยเป็นแนวคิดแบบสุดโต่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว แนวคิดนี้เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ท่ามกลางความนิยม ฮิวจ์ ก็ต้องต่อสู้กับกระแสสังคมที่ต้านทานการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องทางเพศผ่านสื่อ และการนิยามว่าสิ่งใดเป็นเรื่อง “ลามกอนาจาร” กระทั่งในปี 1955 ฮิวจ์ ชนะคดีสำนักงานไปรษณีย์สหรัฐฯ ที่มองว่านิตยสารเพลย์บอยเป็นสิ่งของ “ลามก”

หลังการเสียชีวิตของเขาเมื่อปี 2017 มีผู้ยกย่องให้ฮิวจ์ และผลงานของเขามีอิทธิพลต่อการปฏิวัติวัฒนธรรมทางเพศในสังคมอเมริกัน (Sexual Revolution) ในยุค 60s นักเขียนบางรายก็แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การปฏิวัติเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นไม่ได้เริ่มต้นโดยฮิวจ์

เจสสิก้า วาเลนติ (Jessica Valenti) คอลัมนิสต์แห่ง Marie Claire แสดงความคิดเห็นว่า ฮิวจ์ เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น

“สิ่งที่เพลย์บอยขับเคลื่อนวัฒนธรรมความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องทางเพศนั้นคือการบอกผู้อ่านเพศชายว่า การทำให้สตรีเพศกลายเป็นวัตถุเป็นสิ่งที่ควรต้องแสวงหา ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ สร้างภาพความเป็นชายแบบอเมริกันในแบบที่ผู้ชายไม่ต้องการผูกมัด และฝ่ายหญิงเป็นอะไรมากกว่าถ้วยรางวัลของสะสมทางเพศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เจสสิก้า แสดงความคิดเห็นในบทความ

ในยุคต่อมา การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ไปจนถึงแนวคิดแบบสตรีนิยมเริ่มแพร่หลาย ช่วงเวลานั้นเริ่มมีนิตยสารสำหรับผู้หญิงที่เผยแพร่เนื้อหาอันเกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายในอาณาจักรเพลย์บอย อาทิ บทความของ Gloria Steinem ชื่อ “เรื่องเล่าของบันนี่” (A Bunny’s Tale) ซึ่งเธอเขียนขึ้นจากการแฝงตัวทำงานเป็น “บันนี่” (Bunny) หญิงสาวที่แต่งชุดกระต่ายอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ “Playboy” นั่นเอง

เธอแฝงตัวเข้าไปทำงานเป็นเวลา 17 วันและนำประสบการณ์ภายในมาบอกเล่าในนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อปี 1963 เนื้อหาเปิดเผยถึงประสบการณ์อันเลวร้ายที่บรรดาสตรีซึ่งทำงานบริการต้องพบเจอ และลูกจ้างที่เป็นสตรีเหล่านั้นถูกสอนให้เชื่อว่าการทำงานของพวกเธอเป็นเสรีภาพทางเพศ แต่ในขณะเดียวกันพวกเธอถูกลดคุณค่าและถูกเอาเปรียบในทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม นักเขียนส่วนหนึ่งยอมรับว่า ถึงฮิวจ์ จะไม่ได้ปฏิบัติต่อเพศหญิงได้ดีสมบูรณ์แบบ แต่ในแง่หนึ่ง ฮิวจ์ ยังส่งเสริมด้านสิทธิพลเมืองผ่านแบรนด์ของเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องเพศในระดับชาติ และยังมีส่วนเปิดหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 หรือ First Amendment

นิตยสารเพลย์บอย ได้รับความนิยมถึงจุดสูงสุดในช่วง 70s โดยในปี 1972 นิตยสารมียอดจำหน่ายมากกว่า 7 ล้านฉบับ แต่ช่วงรุ่งเรืองของนิตยสารไม่ได้ยั่งยืน หลายปีต่อมาเริ่มมีนิตยสารแนวเดียวกันเกิดขึ้นหลายราย เมื่อเข้าสู่ยุคออนไลน์ การเติบโตของสื่อปลุกใจก็มีส่วนทำให้ความนิยมของนิตยสารลดลง ยอดจำหน่ายเมื่อปี 2011 ลดลงมาเหลือ 1.5 ล้านฉบับเท่านั้น เวลาต่อมายังลดลงเหลือต่ำกว่า 500,000 ฉบับในยุคที่กิจกรรมเกี่ยวกับเพศค่อนข้างเปิดกว้าง และภาพวาบหวิวในนิตยสารก็ถูกมองว่าเกือบจะเป็นเรื่องทั่วไปแล้ว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

อ้างอิง:

“Key moments in the history of Playboy”. AP. Online. Published 14 OCT 2015. Access 5 NOV 2020.

“Playboy in Popular Culture”. New York Times. Online. Published 28 SEPT 2017. Access 5 NOV 2020.

Playboy. Britannica. Online. Access 5 NOV 2020.

Sanburn, Josh. Brief History: Playboy. Time. Online. Published 24 JAN 2011. Access 5 NOV 2020.

Valenti, Jessica. “Hugh Hefner Didn’t Start the Sexual Revolution—He Profited from It”. Marie Claire. Online. Published 28 SEPT 2017. Access 5 OCT 2020.

เปิดชีวิตเจ้าพ่อเพลย์บอย ‘ฮิวจ์ เฮฟเนอร์’. บีบีซี. ออนไลน์. เผยแพร่เมื่อ 28 กันยายน 2017. เข้าถึงเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2020.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...