โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุฬาฯ เปิดความสำเร็จ “เด็กหลอดแก้วคนแรกของไทย” มีทายาทสืบสกุล คลายกังวลมนุษย์พันธุ์ใหม่ 

Khaosod

อัพเดต 18 ธ.ค. 2561 เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2561 เวลา 08.35 น.
จุฬาฯ เปิดความสำเร็จ “เด็กหลอดแก้วคนแรกของไทย”

จุฬาฯ เปิดความสำเร็จ “เด็กหลอดแก้วคนแรกของไทย” มีทายาทสืบสกุล คลายกังวลมนุษย์พันธุ์ใหม่ 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ์ ผอ.รพ.จุฬาฯ พร้อมด้วยศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล วีรุตมเสน ที่ปรึกษาหน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.จุฬา และทีมแพทย์ แถลงข่าว “ทายาทเด็กหลอดแก้วคนแรกของไทย” และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์”

รศ.กำธร พฤกษานานนท์ อาจารย์ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า ในอดีตการเกิดเด็กหลอดทำให้คนกังวลว่าเด็กจะมีความผิดปกติทั้งร่างกาย สุขภาพ ความรู้สึก และความคิด จนกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่หรือไม่ แต่จากการติดตามนายปวรวิชญ์ ศรีสหบุรี เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วรายแรกของประเทศไทย พบว่ามีสุขภาพแข็งแรงดี ทุกอย่างเป็นปกติ

ปัจจุบันสามารถมีทายาทสืบพันธุ์ได้ โดยการตรวจติดตามลูกของนายปวรวิชญ์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็ปกติดีทุกอย่าง ปัจจุบันทั่วโลกมีเด็กที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ 7 ล้านคน ส่วนประเทศไทยมีประมาณ 2 หมื่นคน แต่ไม่ทราบว่ามีทายาทกันแล้วหรือไม่ เพราะไม่ได้ติดตาม อย่างไรก็ตามกรณีของปวรวิชญ์ ยืนยันแล้วทุกอย่างเป็นปกติ

ทั้งนี้ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาเด็กเกิดน้อย ซึ่งธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกกำหนดว่าการเพิ่มประชากร (Total Fertilyty Rate) ไม่ควรต่ำกว่า 2.1 แต่ประเทศไทยไทยตอนนี้อยู่ที่ 1.5 ทำให้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วขึ้น ถ้าเป็นต่างประเทโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนา เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และประเทศแถบสแกนดิเนเวียร์ ต่างเห็นความสำคัญแลกำหนดเป็นนโยบายให้บรรจุการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อยู้ในชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพ

“ส่วนของไทยยังไม่มี แต่กระทรวงสาธารณสุขก็มีการตั้งคณะทำงานมาศึกษาเรื่องนี้ แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเห็นความสำคัญและกำหนดเป็นนโยบายของประเทศเพื่อเพิ่มอัตราประชากร เพราะการวางแผนครอบครัวไม่ใช่แค่การคุมกำเนิดเท่านั้น

หากวันนี้ไม่ทำอะไรเราจะมีปัญหาผู้สูงอายุล้นเมือง เด็กเกิดน้อย ไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุ และเต็มไปด้วยแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเพราะตอนนี้อัตราการเกิดของประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นปกติอยู่” รศ.นพ.กำธร กล่าว

รศ.นพ.วิสันต์ เสรีภาพงศ์ หัวหน้าหน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ทางรพ.จุฬาฯ ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์การเก็บเนื้อเยื่อรังไข่แช่แข็ง (Ovarian tissue cryopreservation) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งและต้องการมีบุตร

ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวโดยเฉพาะในประเทศยุโรปจัดเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานใช้มากว่า 10 ปีแล้ว ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 100 กว่าคนที่เข้าถึง แต่ในประเทศไทยยังเป็นเรื่องใหม่ ประมาณ 1-2 ปี

ในส่วนของรพ.จุฬาฯ เปิดตัวเรื่องนี้มาเพียง 1 เดือน มีผู้ป่วยมะเร็งที่เหมาะสมในการแช่แข็งเนื้อเยื่อรังไข่ประมาณ 6 คน สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นความหวังให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการมีบุตร เนื่องจากการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดจะไปทำลายเซลล์ในรังไข่จนไม่สามารถมีลูกได้ แต่เทคโนโลยีจะมาช่วยผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้มีความหวัง

โดยกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถเข้าเกณฑ์จะมีการพิจารณาเป็นรายๆ และต้องไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งรังเนื่องจากกลุ่มนี้เซลล์มะเร็งกระจายไปในรังไข่แล้ว ค่อนข้างลำบากในการใช้เทคโนโลยีนี้ แต่ผู้ป่วยมะเร็งอื่นๆ อาทิ มะเร็งเต้านม หลายรายสามารถรักษาให้หายขาดได้ กลุ่มนี้มีความหวังที่จะมีบุตรได้

“กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการมีบุตร และผ่านขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นผู้เหมาะสมใช้เทคโนโลยีนี้จะตัดเนื้อเยื่อ หรือตัดปีกมดลูก 1 ข้างออกมาแช่แข็ง ส่วนใหญ่แช่แข็งได้ประมาณ 5 ปี ขึ้นอยู่กับการรักษามะเร็ง เนื่องจากหลายราย 5 ปีก็สามารถรักษาหายขาดได้

สำหรับค่าใช้จ่ายการเก็บเนื้อเยื่อรังไข่ประมาณ 3 หมื่นบาท ไม่รวมค่าหัตถการอื่นๆ อีกประมาณ 2-3 หมื่นบาท และเก็บรักษารายปีประมาณปีละ 500 บาท ส่วนจะเก็บกี่ปีอยู่ที่อาการของผู้ป่วย” รศ.นพ.วิสันต์ กล่าว

ด้านนายปวรวิชญ์ กล่าวว่า แม้ว่าเราจะเป็นเด็กหลอดแก้ว แต่ทุกอย่างก็เป็นปกติ ไม่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ ขนาดภรรยาคบกันมา 3 ปี ถึงทราบ เพราะตนบอกเอง ทั้งนี้ตนเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาฯ และปริญญาโทจากต่างประเทศ

ปัจจุบันเป็นวิศวกร ก่อนมีบุตรก็มาปรึกษาแพทย์ตามปกติ มีลูกตามธรรมชาติ และตอนนี้ก็คลอดด้วยวิธีธรรมชาติ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพศชาย น้ำหนัก 3,223 กรัม ปลอดภัย แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก หลังตั้งครรภ์หลังจากนั้น 2 เดือน ตอนนี้วางแผนจะมีลูกเพิ่มอีก 1 คน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...