โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Saint Young Men การ์ตูนบนบริบทของศาสนาพุทธที่แตกต่างของญี่ปุ่น

77kaoded

เผยแพร่ 18 เม.ย. 2562 เวลา 07.47 น. • 77 ข่าวเด็ด

เมื่อบริบททางศาสนาที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ทำให้วัฒนธรรมต่างๆและแนวคิดต่างๆแตกต่างออกไป ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่เป็นปัญหาคือ การ์ตูนเรื่อง saint-young men ที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทย

(18 เม.ย. 62)สาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาในหัวข้อ "ศาสดา(ไม่)ลาพักร้อนที่ไทย" จากประเด็นปัญหาจาก มังงะและภาพยนตร์ชื่อดังของญี่ปุ่น เรื่อง "Saint Young Men" 『聖☆おにいさん』 โดย อาจารย์ ดร. สรัญญา ชูโชติแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และ ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว ที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยการ์ตูนเรื่อง saint-young men เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ศาสดาของ 2 ศาสนา นั่นคือ ศาสนาพุทธและคริสต์ ลงมาลาพักร้อนในกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น และมีการนำมุขตลกเข้ามาใส่ในเรื่อง โดยแต่ละมุขจะมีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติมากในระดับหนึ่ง

https://www.youtube.com/watch?v=XG1c9ZIeHO8

คำถามหนึ่งที่ถูกตั้งไว้ในการเสวนาครั้งนี้ คือ "เรื่องนี้ทำไมถึงไม่เป็นปัญหาในญี่ปุ่นแต่เป็นปัญหาในไทย ?"

ต้องเริ่มจากย้อนกลับไปมองบริบททางศาสนาของญี่ปุ่น

โดยเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปยังเส้นทางของศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่นก่อน การเผยแพร่ศาสนาพุทธในญี่ปุ่น ได้รับอิทธิพลมาจากคาบสมุทรเกาหลี ช่วงศตวรรษ ที่ 6 โดยเดิมญี่ปุ่นนับถือลัทธิชินโต คือการนับถือเทพเจ้า เช่น การนัลถือภูเขาทั้งลูก เมื่อศาสนาพุทธเข้ามาก็เริ่มมีความเป็นระบบมากขึ้นโดยมีการสร้างศาลเจ้า วัด และรูปบูชาต่างๆ ต่อมาในช่วงศตวรรษ ที่ 8 มีการผสมผสานวัฒนธรรม เป็นความเชื่อว่าเทพเจ้าทั้งหลายของลัทธิชินโต เป็นผู้ปกป้องศาสนาพุทธ ซึ่ง ทำให้วัดบางวัดในประเทศญี่ปุ่นมีเทพเจ้าคอยปกปักษ์รักษาวัด และมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ศาสนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ข้อแตกต่างระหว่างวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างกัน โดยศาลเจ้าของญี่ปุ่นจะมีซุ้มประตูหนึ่งที่เป็นสัญญาลักษณ์ว่าเป็นศาลเจ้า ซึ่งบางแห่งก็มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ศาลเจ้าที่มีพระประจำศาลเจ้า

 

การเมืองและศาสนาเป็นสิ่งคู่กัน

ซึ่งสำหรับศาสนาพุทธก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองเช่นกันในช่วงยุค เอโดะ(ค.ศ.1603-1868) มีการเข้ามาของมิชชันนารี นอกจากมิชชันนารีจะเข้ามาเผยแพร่ศาสนาแล้ว จะมีการนำสินค้าเข้ามาขายด้วย ดังนั้นจึงเกิดข้อบังคับว่า ไดเมียว(เจ้าเมือง) ต่างๆจะทำการค้าขายก็ต้องรับศาสนาคริสต์เข้ามาในเมืองและเปลี่ยนศาสนา ดังนั้นโชกุนโทกูงาว่า ผู้ปกครองประเทศในยุคนั้นกลัวว่าศาสนาคริสต์จะเข้ามาครอบงำและสร้างปัญหาในการปกครอง จึงมีการสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์และขับไล่มิชชันนารีในยุคนั้น และมีการสั่งให้เจ้าเมืองในยุคนั้น ส่งภรรยาและบุตร มาที่เมืองหลวงเพื่อป้องกันการกบฏ โดยในเมืองหลวงมีหลายสิ่งที่ห้ามนำออกจากเมืองหลวง หนึ่งในนั้นคือ เด็กผู้หญิง ดังนั้นการที่ภรรยาและบุตรสาวของเจ้าเมืองจะออกจากเมืองได้คือการแสวงบุญ หรือเจ้าเมืองคิดการกบฏ ดังนั้นคนที่จะออกจากเมืองหลวงได้ จะต้องมีการลงทะเบียนกับวัดและวัดจะออกหนังสือเดินทาง เพื่อให้ออกไปแสวงบุญนอกเมืองหลวง หนึ่งในช่วงกีดกันศาสนาของญี่ปุ่นมีการพิสูจน์ความเป็นพุทธศาสนิกชินโดยการให้เหยียบหินหรือรูปสลักพระเยซูคริสต์ด้วย

ขณะที่ช่วงปลายยุคเอโดะ ต้นยุคเมจิ มีการปฏิวัติศาสนาขึ้น ทำให้พระสามารถมีภรรยาและดื่มสุราได้จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งกฏหมายของญี่ปุ่นบังคับให้รัฐบาลห้ามสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ดังนั้นจึงทำให้วัดในยุคต่อมาจำเป็นต้องมีการสร้างรายได้ขึ้น หากสังเกตวัดหรือศาลเจ้าในญี่ปุ่นจะมีการสร้างของที่ระลึกและเครื่องรางต่างๆ เก็บค่าที่จอดรถ-ค่าเข้า เพื่อสร้างรายได้ให้กับวัด เพื่อให้วัดอยู่รอด

หนึ่งในการปรับตัวคือการนำเกมเข้ามาในวัดเพื่อทำให้คนเข้าใจถึงศาสนามากยิ่งขึ้น เช่น เกมกระดานในการบริหารวัด รูปแบบจะคล้ายๆกับเกมเศรษฐี เป้าหมายของเกมคือ ใครมีพระลูกวัดมากกว่ากัน

ขณะที่หนึ่งในวัฒนธรรมที่เป็นที่รู้จักของประเทศญี่ปุ่น คือศิลปินไอดอล อย่างวงพี่ของ BNK48 นั่นคือ AKB48 ที่มีการซื้อบัตรจับมือ และ บัตรถ่ายรูปคู่ด้วยโพรารอย(การเชกิ) ศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น ก็มีการนำวัฒนธรรมนี้มาปรับใช้กับวัดเช่นกัน ดังนั้นเราจะเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีการถ่ายรูปคู่กับพระในราคา 500 เยน การซื้อบัตรจับมือกับพระในราคา 300 เยน เป็นต้น

https://youtu.be/1bTeKR1cQvc

รวมถึงมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาสวดมนต์ในงานศพด้วย เพราะงานศพในประเทศญี่ปุ่นมีค่าจัดงานศพที่สูงมากๆ รวมถึงในประเทศญี่ปุ่นก็มีการแก้กรรมและสร้างบารมีในชีวิตที่ล่วงลับไปแล้วเช่นกัน โดยการการสลักชื่อที่สำคัญลงในป้ายชื่อหน้าหลุมศพ ราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนไปถึงหลักแสน ในบางที่เชื่อว่า ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งขึ้นสวรรค์ชั้นสูงๆ แต่สำหรับผู้ไม่ศรัทธาก็ไม่มีการบังคับ

https://youtu.be/_XdQugsDz8E

"กันดั้ม" ก็พูดถึงศาสนาอยู่บ่อยครั้งและพระสายไอดอล ?

หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ร่วมพูดคุยกับวิทยากร ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างวัฒนธรรมและศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ที่มีการนำศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง "กันดั้ม" โดยมีตัวละครพยามเข้าไปหาทางพ้นทุกข์ในทิเบตและทวีปต่างๆ รวมถึงมีการสร้างลัทธิการส่งพลังงานความแข็งแกร่งในโลก ซึ่งหนึ่งในข้อห้ามของลัทธิในเรื่องนั้น คือห้ามทำอะไรที่เกินกว่าศาสนากำหนด และนอกจากการซื้อบัตรจับมือพระแล้ว ยังมีพระที่เป็น DJ และนำพระธรรมคำสอนมาทำเป็นเพลงแร็พและเพลงแนว Electronic Dance Music(EDM) รวมถึงมีการปล่อยโหลดให้ฟังในแอพพลิเคชัน Music Streaming อีกด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า ในประเทศญี่ปุ่น มีความเห็นทางศาสนาที่แตกต่างออกไป

https://youtu.be/DmbWDhyY94o

หรือแม้กระทั่งพระที่เป็นช่างแต่งหน้า และผู้ที่รับช่วงต่อการเป็นเจ้าอาวาสต่อจากบิดา ก็ต้องจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสูงๆ ก็จะสร้างความศรัทธาให้กับพุทธศาสนิกชนได้มาก พระที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีวิศัยทัศน์ที่แตกต่างจากไทย มีความสนใจเหมือนบุคคลทั่วๆไป ไม่เคร่งในคำบาลี หรือ สันสกฤตมากนัก

https://www.youtube.com/watch?v=99CT6UYPAIc

ในประเทศญี่ปุ่น พระมีการเปิดบาร์ต่างๆเพื่อแทรกซึมพุทธศาสนาลงไปในการเข้าไปใช้บริการด้วย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาที่เคยไปใช้บริการ บาร์ดังกล่าว ระบุว่า มีการแทรกซึมคำสอนลงมาในการใช้บริการจริง เช่น การสวนมนต์ก่อนดื่มสุรา

https://youtu.be/7eRTlnAA8_E

เว็บไซต์ข่าวของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งระบุว่า ผู้เขียน Hikaru Nakamura ก็ยังคงเป็นพุทธศาสนิกชน เหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป และเดิมทีไม่ได้ต้องการให้การ์ตูนเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปในประเทศอื่นๆ เพราะรู้ว่าประเทศอื่นก็ไม่ได้มีวิถีชีวิตแล้วัฒนธรรมแบบญี่ปุ่น โดยผลสำรวจชาวญี่ปุ่นโดย กระทรวงวัฒนธรรม ญี่ปุ่น พบว่า นับถือศาสนาพุทธถึงร้อยละ 78

ถ้าหากเราไปถามชาวญี่ปุ่นว่านับถือศาสนาอะไร ? คนญี่ปุ่นจะตอบว่า ไม่นับถือศาสนา

เมื่อพูดถึงศาสนาในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นจะนึกถึงลัทธิที่สุดโต่งทางความคิด ไม่ได้นึกถึง ศาสนาพุทธหรือคริสต์แบบประเทศไทย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำตอบของคนญี่ปุ่นเมื่อถามว่า "คุณนับถืออะไร ?" เขาจะตอบว่า "ฉันไม่ได้นับถือศาสนาอะไร" เพราะกลัวว่าจะถูกชวนเข้าลัทธิสุดโต่งต่างๆ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนญี่ปุ่นกลัวคือ ลัทธิที่นำแก๊ซซารีนไปปล่อนในช่วงเวลาเร่งด้วนที่สถานีรถไฟที่ญี่ปุ่น ช่วงปี 1990

หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ มองว่า ฝั่งคริสต์มีปัญหากับเรื่องนี้น้อยกว่าฝั่งพุทธ เพราะมองว่า ศาสนาคริสต์เองก็มีรูปแบบการจัดการองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่คล้ายคลึงกับวัดในญี่ปุ่นที่มีลักษณะขององค์กร ต้องหารายได้เพื่อให้โบสถ์อยู่รอด และวิศัยทัศน์ต่างๆที่ทำให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์มองแตกต่างออกไป

ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังสอดแทรกการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ขณะที่ในการ์ตูน Saint Young Men มีการใช้ในการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวและร้านค้าต่างๆ เช่นการตามรอยร้านค้าต่างๆในการ์ตูนเรื่องนี้ ที่มีอยู่จริง ก่อนหน้านี้ เคยมีภาพวงดนตรีญี่ปุ่นใส่จีวร ขึ้นแสดงดนตรีจนเกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม จึงทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของไทยและญี่ปุ่น ซึ่งสำหรับในประเทศญี่ปุ่นคำว่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายความถึง เจ้าชายสิทธะ อย่างเดียว แต่หมายความถึง ดวงวิญญาณที่ไปสู่สุขติด้วย ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นถือว่าพระพุทธรูปในญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นศิลปะด้วย ดังนั้น จะมีของที่ระลึกต่างๆมากมาย อาหาร ฝาท่อน้ำ และสิ่งของอื่นๆที่มีรูปพระพุทธเจ้าอยู่ในสิ่งของนั้นๆ

โดยหากมองถึงแก่นสารของเรื่องนี้จริงๆ ผู้เขียนมีการศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี เช่น ในการ์ตูนดังกล่าวมีการนำพระเกษาของพระพุทธเจ้ามาเล่นอย่างเปิดเผย ทั้งการที่พระเยซูสอบถามพระพุทธเจ้าว่า "จะเข้าร้านตัดผมทำไม ?" หรืออีกฉากหนึ่งของเรื่องคือฉากที่พระพุทธเจ้าบรรทม เป็นกริยาเดียวกันกับทรงเสด็จปรินิพพาน และพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "เรายังไม่ได้สวรรคต" หรือแม้กระทั่งฉากที่ พระเยซูไปว่ายน้ำกับพระพุทธเจ้า พระเยซูว่ายน้ำไม่ได้ แต่แหวกน้ำได้

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ คือ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่างระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นจึงยังคงทำให้เรื่องการมองพระพุทธศาสนาและการนับถือศาสนาในประเทศยังคงมีความแตกต่างกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...